Facebook Fan Page ::https://www.facebook.com/prapasara.blog

27 พฤศจิกายน 2553

การจัดการเรียนการสอนแบบ Story line

การจัดการเรียนการสอนแบบ Story line


วิธีสอนแบบสตอรีไลน์ เป็นวิธีที่ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง จะมีการผูกเรื่องแต่ละตอนให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเรียงลำดับเหตุการณ์ หรือที่เรียกว่า กำหนดเส้นทางเดินเรื่อง โดยใช้คำถามหลักเป็นตัวนำ สู่การให้ผู้เรียนทำกิจกรรมอย่างหลากหลาย เพื่อสร้างความรู้ด้วยตนเอง เป็นการเรียนตามสภาพจริง ที่มีการบูรณาการระหว่างวิชา เพื่อเป้าหมายพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนทั้งตัว

ลักษณะเด่นของวิธีสอน
1.กำหนดเส้นทางการเดินเรื่อง (Storyline) และจัดเรียงเป็นตอนๆ (Episode) ด้วยการใช้คำถามหลัก (Key Questions) เป็นตัวกำหนดกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้
2.เน้นการใช้กิจกรรม (Activity Based Approach) ให้สอดคล้องกับคำถามหลัก และเนื้อหาการผูกเรื่อง ซึ่งมีดังนี้

1) ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ให้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนมากที่สุด
2) ยึดกลุ่มเป็นแหล่งความรู้ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน
3) ให้ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเอง โดยเน้นกระบวนการควบคู่กับความรู้
4) เน้นการนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน

3.เน้นให้ผู้เรียนสร้าง (Construct) ความรู้ด้วยตนเอง โดยมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมอย่างกระฉับกระเฉง เกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย สามารถพัฒนาผู้เรียน ทั้งด้านสติปัญญา (Head) ด้านอารมณ์ เจตคติ (Heart) และด้านทักษะปฏิบัติ (Hands) เป็นวิธีสอนที่ให้อำนาจแก่ ผู้เรียน (Learner Empowerment) คือ ให้โอกาสสร้างความรู้หรือปรับแต่งโครงสร้างความรู้ด้วย ตนเองอย่างเป็นอิสระ และแสดงถึงกระบวนการในการได้มาซึ่งความรู้นั้นๆ รับผิดชอบต่อ ความรู้ที่สร้างขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Long Life Learning)

4.เป็นการเรียนตามสภาพจริง (Authentic Learning) มีการบูรณาการระหว่างวิชา (Integration)

5.มีเหตุการณ์ (Incidents) เกิดขึ้นเพื่อให้ผู้เรียนได้แก้ไขปัญหาและเรียนรู้

6.แต่ละเรื่อง หรือแต่ละเหตุการณ์ที่กำหนด ต้องมีการระบุสิ่งต่อไปนี้ หรือมีองค์ประกอบต่อไปนี้

1) กำหนดฉาก โดยระบุสถานที่และเวลาโดยเฉพาะ
2) ตัวละคร อาจเป็นคนหรือเป็นสัตว์
3) วิถีการดำเนินชีวิตเพื่อใช้ศึกษา
4) ปัญหาที่รอการแก้ไข

บทบาทของครูและผู้เรียนเมื่อใช้วิธีสอนแบบสตอรีไลน์

บทบาทของครู
1.เป็นผู้เตรียมการ ในเรื่องต่างๆ ได้แก่

1)กรอบแนวคิดของเรื่องที่จะสอนโดยเขียนเส้นทางการเดินเรื่อง (Storyline) และกำหนดเรื่องเป็นตอนๆ (Episode) โดยแต่ละหัวข้อเรื่องในแต่ละตอนได้จากการบูรณาการ
2)เตรียมคำถามสำคัญหรือคำถามหลัก เพื่อใช้กระตุ้นให้ผู้เรียนคิด วิเคราะห์และลงมือปฏิบัติ

2.เป็นผู้อำนวยความสะดวกระหว่างการเรียนการสอน เช่น
1)เป็นผู้นำเสนอ (Presenter) เช่น นำเสนอประเด็น ปัญหา เหตุการณ์ในเรื่องราวที่จะสอน
2)เป็นผู้สังเกต (Observer) สังเกตขณะผู้เรียนตอบคำถาม ถามคำถาม ปฏิบัติกิจกรรม รวมทั้งสังเกตพฤติกรรมอื่นๆ ของผู้เรียน
3) เป็นผู้ให้กระตุ้น (Motivator) กระตุ้นความสนใจ ผู้เรียน เพื่อให้มีส่วนร่วมในการเรียนอย่างแท้จริง
4) เป็นผู้ให้การเสริมแรง (Reinforcer) เพื่อให้เพิ่มความถี่ของพฤติกรรมการเรียน
5) เป็นผู้แนะนำ (Director)
6) เป็นผู้จัดบรรยากาศ (Atmosphere Organizor) ให้บรรยากาศการเรียนการสอนดีทั้งด้านกายภาพและด้านจิตสังคม เพื่อให้ผู้เรียนเรียนอย่างมีความสุข
7)เป็นผู้ให้ข้อมูลย้อนกลับ (Reflector) ให้การวิพากย์วิจารณ์ข้อดี ข้อบกพร่อง เพื่อให้พฤติกรรมคงอยู่ หรือปรับปรุง แก้ไข พฤติกรรมการเรียน
8)เป็นผู้ประเมิน (Evaluator) ควรมีการประเมินผลเป็นระยะๆ ประเมินกระบวนการ (Process) พฤติกรรมระหว่างหาความรู้ (Performance) และประเมินผลงาน (Product) ซึ่งอาจเป็นองค์ความรู้ และ/หรือ ผลงาน

3.เน้นให้ผู้เรียนใช้กระบวนการ (Process Oriented) มากกว่าเนื้อเรื่อง เนื้อหาสาระ (Content Oriented)

4.เน้นการบูรณาการระหว่างวิชา (Integration) หรือผสมผสานระหว่างวิชาในหลักสูตร (Interdisciplinary)

5.เป็นแหล่งข้อมูลหรือแหล่งความรู้แหล่งหนึ่งที่ให้ผู้เรียนซักถาม ปรึกษาเพื่อค้นคว้าหาความรู้

6.เป็นผู้ริเริ่มประเด็น ปัญหา เหตุการณ์ในเรื่องราวที่จะสอน และต้องจัดกิจกรรมเพื่อจบลงด้วยความตื่นเต้น ความพอใจ ทั้งครู ผู้เรียน และผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ เช่น ผู้บริหาร ผู้ปกครอง และคนในชุมนุม เป็นต้น

บทบาทของผู้เรียน
1.เป็นผู้ศึกษาค้นคว้าปฏิบัติด้วยตนเองในทุกเรื่องตามที่ครูกำหนด เพื่อให้เกิดการเรียนรู้
2.ดำเนินการเรียนด้วยตนเอง เพื่อให้การเรียนสนุกสนาน ตื่นเต้น มีชีวิตชีวา และท้าทายอยู่ตลอดเวลา
3.มีส่วนร่วมในการเรียนทั้งร่างกาย จิตใจและการคิด ในทุกสถานการณ์ที่ครูกำหนดขึ้น อย่างเป็นธรรมชาติเหมือนสถานการณ์ในชีวิตจริง
4.เรียนทั้งในห้องเรียน (Class) และในสถานการณ์จริง (Reality) เพื่อพัฒนาทักษะทางสังคม
5.ตอบคำถามสำคัญ หรือคำถามหลัก (Key Questions) ที่ครูกำหนดจากประสบการณ์ของตนเอง หรือประสบการณ์ในชีวิตจริง
6.มีความกระฉับกระเฉง ว่องไว ในการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เช่น สามารถจำ พิจารณา ทำตามคำแนะนำของครูได้อย่างดี
7.ทำงานด้วยความร่วมมือร่วมใจ อาจจะทำงานเดี่ยว เป็นคู่ เป็นกลุ่ม ได้ด้วยความเต็มใจและด้วยเจตคติที่ดีต่อกัน
8.มีความสามารถในการสื่อสาร เช่น ฟัง พูด อ่าน เขียน มีทักษะสังคม รวมทั้งมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเพื่อนในกลุ่ม เพื่อนในกลุ่มอื่นๆ และกับครู
9.เป็นผู้มีความสามารถแก้ปัญหา คิดริเริ่มสิ่งใหม่ที่เป็นประโยชน์
10.เป็นผู้สามารถสร้างความรู้ (Construct) ด้วยตนเอง และเป็นการเรียนรู้อย่างมีความหมาย ที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

ประโยชน์ของการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบสตอรีไลน์
1.เป็นการเรียนรู้อย่างมีความหมาย ผู้เรียนจำได้ถาวร (Retention) ซึ่งการเรียนแบบนี้ต้องเริ่มต้นด้วยการทบทวนความรู้เดิม และประสบการณ์เดิมของผู้เรียน
2.ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการเรียน (Participate) ทั้งทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา สังคม เป็นการพัฒนาทั้งตัว
3.ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมตามประสบการณ์ชีวิตของตน และเป็นประสบการณ์จริงในชีวิตของผู้เรียน
4.ผู้เรียนได้ฝึกทักษะต่างๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยไม่มีการเบื่อหน่าย
5.ผู้เรียนจะได้สร้างจินตนาการตามเรื่องที่กำหนด เป็นการเรียนรู้ด้านธรรมชาติ เศรษฐกิจ วัฒนธรรม การเมือง วิถีชีวิต ผสมผสานกันไป อันเป็นสภาพจริงของชีวิต
6.ผู้เรียนจะได้พัฒนาความคิดระดับสูง คิดไตร่ตรอง คิดอย่างมีวิจารณญาณ คิด แก้ปัญหา คิดริเริ่ม คิดสร้างสรรค์
7.ผู้เรียนได้ฝึกทักษะการทำงานเป็นกลุ่ม ตั้งแต่ 2 คน 4 คน 6 คน รวมทั้งเพื่อนทั้งห้องเรียน ขึ้นอยู่กับลักษณะกิจกรรม เป็นการพัฒนาให้เป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์
8.ผู้เรียนได้เรียนรู้จากสิ่งใกล้ตัวสู่สิ่งไกลตัว เช่น เรียนตัวของเรา บ้านของเรา ครอบครัวของเรา ชุมชนของเรา ประเทศของเรา และประเทศเพื่อนบ้าน เป็นไปตามระดับสติปัญญาของผู้เรียน
9.ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างเป็นสุข สนุกสนาน เห็นคุณค่าของงานที่ทำ และงานที่นำไปนำเสนอต่อเพื่อนต่อชุมนุม ทำให้เกิดความตระหนัก เห็นความสำคัญของการเรียนรู้ด้วยตนเอง

Story Line เป็นเทคนิคการสอนอีกวิธีหนึ่ง ซึ่งคิดค้นและพัฒนาในสกอตแลนด์ โดย สตีพ เบล ( Steve Bell ) และ ซัลลี่ ฮัคเนส ( Sallie Harkness )

องค์ประกอบที่สำคัญของ Story Line
การสร้างเรื่องใน Story Line เป็นการดำเนินเรื่องที่ต่อเนื่อง ประดุจเส้นเชือก โดยมี คำถามหลักเป็นตัวดำเนินการ องค์ประกอบที่สำคัญในการสอนแบบ Story Line คือ

1. ตัวละคร หมายถึงบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่ผูกขึ้นมา

2. ฉาก หมายถึง การระบุลักษณะของสถานที่และสิ่งแวดล้อมที่ปรากฏ ตามหัวเรื่อง

3. การดำเนินชีวิต หมายถึงการดำเนินชีวิตของตัวละคร ว่า ใครทำอะไรบ้าง

4. เหตุการณ์หรือปัญหาที่เกิดขึ้น หมายถุงเหตุการที่ดำเนินชีวิตของละคร เช่น

เหตุการณ์อะไรที่เป็นปกติ เหตุการณ์อะไรที่ต้องแก้ไข เหตุการณ์อะไรที่ต้องดีใจ หรือแสดงความยินดี

ขั้นตอนการสอนแบบ Story Line
1. ศึกษาหลักสูตร เพื่อเตรียมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสาระการเรียนรู้ ทักษะและ

ประสบการณ์ เพื่อวางแผนในการกำหนดหัวเรื่อง

2. กำหนดหัวเรื่อง ควรเป็นเรื่องที่เด็ก ๆ สนใจ ช่วยขยายความรู้ของเด็ก

3. เตรียมการผูกเรื่องหรือเส้นทางการดำเนินเรื่อง

4. ตั้งคำถามหลักหรือคำถามสำคัญ ซึ่งจะทำหน้าที่เชื่อมโยงการดำเนินเรื่องใน

แต่ละตอน เป็นตัวกระตุ้นผู้เรียน หรือเปิดประเด็นให้ผู้เรียนได้คิดวิเคราะห์


ตัวอย่างคำถามหลักในกิจกรรม Story Line
องค์ประกอบ คำถามหลัก กิจกรรม

หัวเรื่อง ครอบครัว

1. ตัวละคร ในครอบครัวมีสมาชิกเป็นใครบ้าง -กิจกรรมประดิษฐ์ตุ๊กตา วาดภาพ

2. ฉาก สมาชิกในครอบครัวอาศัยอยู่ที่ไหน มีลักษณะอย่างไร -กิจกรรมศิลปะ ประดิษฐ์บ้าน

3. การดำเนินชีวิต สมาชิกในครอบครัวแต่ละคน ทำหน้าที่อะไร --ศึกษาในสถานการณ์จริง

-แสดงความคิดเห็น

-บทบาทสมมุติ

-เกม

ฯลฯ

4. เหตุการณ์หรือปัญหาที่เกิดขึ้น ในครอบครัวมีเหตุการณ์หรือปัญหาอะไรบ้าง

-เหตุการณ์ที่ดี

-เหตุการณ์ที่ไม่ดี

-บทบาทสมมุติ

-กิจกรรมดนตรี/เพลง

เล่านิทาน

การเดินเรื่องใน Story Line

การเดินเรื่องมีลักษระดังในัแผนภูมิ

กิจกรรมหลาย ๆ กิจกรรม กิจกรรม

คำถามหลัก คำถามหลัก การดำเนินชีวิต

คำถามหลัก เหตุการณ์สาคัญ กิจกรรม คำถามหลัก

ตัวอย่างเส้นทางเดินเรื่อง

หัวเรื่อง “ ตลาด ”

องค์ประกอบ กิจกรรม

ฉาก -ลักษณะภาพ/ ลักษณะของตลาดประเภทต่าง ๆ เช่น ตลาดสด ตลาดผ้า ตลาดผลไม้

ตัวละคร -บุคคลในตลาด

ลักษณะของบุคคล/ประเภทของบุคคล เช่น พ่อค้า คนซื้อ คนขนของ

การดำเนินชีวิต -กิจกรรมในตลาด

การขายของ จัดของ ซื้อของ การติดป้ายโฆษนา

เหตุการณ์ที่สำคัญ -จัดมหกรรมลดราคาสินค้า

-คนมาขโมยสินค้า

-การย้ายร้านค้า

-น้ำท่วมตลาด

-ไม่มีคนซื้อสินค้า

จากเส้นทางการเดินเรื่องข้างต้น ครูสามารถบูรณาการหรือสอดแทรกไปได้ทุกสาระวิชา และ สอดแทรกเพื่อปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมหรือคุณลักษระที่พึงประสงค์ได้ด้วย

การเขียนแผนการสอนแบบ Story Line

การเขียนแผนการสอนแบบ Story Line ก็เหมือนกับการเขียนแผนการสอนในแบบอื่น ๆ คือ ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญของการเขียนแผนคือ

กำหนดเวลาที่ใช้สอน

จุดประสงค์ ( อาจใส่ ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง หรือมาฐานที่เกี่ยวข้อง )

เนื้อหาสาระ เป็นเนื้อหาเชิงบูรณาการ เกี่ยวข้องกับหลายสาระ ( ภาษาไทย วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ฯลฯ ) และหลายๆประสบการณ์การที่อยากให้เด็กฝึกปฏิบัติ ( การสังเกต การคิดวิเคราะห์ ความสามารถในการสื่อสาร การอ่าน ฯลฯ )

กิจกรรม ดังรายละเอียดของการเดินเรื่องที่กล่าวไว้ข้างต้น

สื่อ ประกอบด้วยสื่อที่หลากหลาย ควรเป็นสื่อที่นักเรียนและครูช่วยกันหามา

การวัดและประเมินผล การวัดและประเมินผลในกิจกรรมการเรียนการสอนแบบ Story Line เป็นการประเมินจากการสังเกตหรือ ประเมินจากผลงาน หรือชิ้นงานของนักเรียน ผู้สอนต้องเก็บข้อมูลแล้วแปลออกมาเป็นคุณภาพ เช่นการประเมินจากการจัดนิทรรศการและผลงานที่รวบรวมในแฟ้มสะสมผลงาน อาจให้นักเรียนเลือกผลงานที่นักเรียนพอใจ พร้อมอธิบายเหตุผลที่เลือกผลงานชิ้นนั้นมาประเมิน ความก้าวหน้าของพัฒนาการเด็ก โดยมีข้อคิดในการประเมิน ดังนี้

1. ประเมินเป็นระยะ

2. ครูควรมองการประเมินผลของเด็กในเชิงบวก

3. ให้เด็กมีโอกาสในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับชิ้นงานที่นักเรียน ชอบ ไม่ชอบ หรือชิ้นงานที่เขาภูมิใจ

4. ไม่ควรเปรียบเทียบผลงานเด็กกับเพื่อนๆ

หัวใจของการจัดกิจกรรมแบบ Story Line คือการใช้คำถามเพื่อนำไปสู่ “ การคิดที่มีประสิทธิภาพ ” ลักษณะการสอนแบบ Story Line ที่พบโดยทั่วไปจึงมีลักษณะ ใช้การตั้งคำถาม เป็นตัวเดินเรื่อง เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ มีการปฏิบัติและการเสริมแรง เป็นการเรียนการสอนแบบ บูรณาการ พัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพการเรียนรู้ และ เป็นการเรียนรู้แบบร่วมมือ ดังนั้นบรรยากาศในการเรียนรู้จึงเป็นแบบกัลยานมิตร นักเรียนเรียนรู้ด้วยความสนุกสนาน ประสบผลสำเร็จส่งผลต่อการ ยอมรับตัวเองและเกิดความภาคภูมิใจในผลงานที่ได้ ซึ่งคุณลักษระข้างต้นจะเอื้อให้นักเรียนมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ ต่อโรงเรียน และรักที่จะเรียนรู้ ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญของเด็กที่ประสบผลสำเร็จใน การเรียนรู้พึงมี


การจัดการเรียนรู้แบบ Storyline

การจัดการเรียนรู้แบบ Storyline เป็นการเรียนรู้แบบบูรณาการที่นำเอาสาระการเรียนรู้หลายๆ สาระมาเชื่อมโยงกัน โดยจัดการเรียนรู้ภายในหัวข้อเรื่อง (Theme) เดียวกัน มีการผูกเรื่องเป็นตอนๆ (Episode) แต่ละตอนจะมีลำดับเหตุการณ์ (Sequence) หรือ “เส้นทางการเดินเรื่อง


วิธีการจัดการเรียนรู้แบบ Storyline คืออะไร


การจัดการเรียนรู้แบบ Storyline เป็นการเรียนรู้แบบบูรณาการที่นำเอาสาระการเรียนรู้หลายๆ สาระมาเชื่อมโยงกัน โดยจัดการเรียนรู้ภายในหัวข้อเรื่อง (Theme) เดียวกัน มีการผูกเรื่องเป็นตอนๆ (Episode) แต่ละตอนจะมีลำดับเหตุการณ์ (Sequence) หรือ “เส้นทางการเดินเรื่อง” (Topic line) และใช้คำถามหลัก (Key question) เป็นตัวนำไปสู่กิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้จะส่งเสริมให้ผู้เรียนมีการเรียนรู้ตามสภาพจริง ลงมือปฏิบัติจริง เน้นทักษะกระบวนการคิด การวิเคราะห์ การตัดสินใจ กระบวนการกลุ่ม ตลอดจนการสร้างความรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้แบบ Storyline จึงเป็นการบูรณาการเนื้อหาสาระพร้อมทักษะกระบวนการต่างๆ เข้าด้วยกัน (สุวิทย์ มูลคำ และอรทัย มูลคำ. 2545 ก : 198)
แนวคิดหลักของการจัดการเรียนรู้แบบ Storyline

ทิศนา แขมมณี (2546 : 54) ได้กล่าวไว้ว่า การจัดการเรียนรู้แบบ Storyline นี้ พัฒนาโดย ดร.สตีฟ เบ็ล และแซลลี่ ฮาร์คเนส (Steve Bell and Sally Harkness) จากสก็อตแลนด์ โดยมีแนวคิดหลักของทฤษฎี ดังนี้



1.การเรียนรู้ที่ดีควรมีลักษณะบูรณาการ หรือเป็นสหวิทยาการ คือเป็นการเรียนรู้ที่ผสมศาสตร์หลายๆ อย่างเข้าด้วยกัน เพื่อประโยชน์สูงสุดในการทำงานและการดำเนินชีวิตประจำวัน
2.การเรียนรู้ที่ดีเป็นการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นผ่านทางประสบการณ์ตรง หรือ การกระทำ หรือ การมีส่วนร่วมของผู้เรียนเอง
3.ความคงทนของผลการเรียนรู้ ขึ้นอยู่กับวิธีการเรียนรู้หรือวิธีการที่ได้รับความรู้มา
4.ผู้เรียนสามารถเรียนรู้คุณค่าและสร้างผลงานที่ดีได้ หากมีโอกาสลงมือกระทำ

ดารกา วรรณวนิช (2549 : 155) ได้กล่าวเพิ่มเติมแนวคิดของการจัดการเรียนรู้แบบ Storyline หรือที่เรียกว่า “การเรียนการสอนโดยการสร้างเรื่อง” ไว้ ดังนี้


1.ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้
2.การบูรณาการหลักสูตร องค์ความรู้ ทักษะการเรียน และกระบวนการเรียนรู้ จากหลากหลายสาขาวิชา มีลักษณะเป็นการเรียนแบบบูรณาการสหวิทยาการ
3.การเรียนรู้จากการฝึกปฏิบัติจริงในสถานการณ์ต่างๆ
4.การเรียนรู้ผ่านกระบวนการกลุ่ม โดยส่งเสริมการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Co–operative learning)
5.การส่งเสริมให้ผู้เรียนได้แสดงความสามารถในการเรียนรู้ของตนอย่างเต็มศักยภาพ
6.การส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ใช้จินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ ตลอดจนมุ่งพัฒนาการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical thinking) และทักษะการตัดสินใจ (Decision making skill) ผ่านกิจกรรมต่างๆ
7.ผู้เรียนเป็นผู้สร้าง (Construct) องค์ความรู้ด้วยตนเอง โดยการค้นพบ (Discover) คำตอบ จากคำถามหลักที่ครูกำหนดขึ้น
8.การเชื่อมโยงองค์ความรู้และกระบวนการเรียนรู้จากห้องเรียนออกไปสู่ชุมชนและชีวิตจริงของผู้เรียน
9.ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติ สนุกสนาน มีชีวิตชีวา มีความสุข และตระหนักในคุณค่าของการจัดการเรียนรู้
กระบวนการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธี Storyline

ดารกา วรรณวนิช (2549 : 156) ได้กล่าวถึงการวางแผนการสอนแบบ Storyline ออกเป็น 7 ลำดับขั้น ดังนี้


1.วิเคราะห์หลักสูตร ในสาขาที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดหัวข้อเรื่อง และเส้นทางเดินเรื่อง

2.กำหนดเส้นทางเดินเรื่อง โดยกำหนดเป็นหัวข้อ แบ่งออกเป็นตอนๆ แล้วกำหนดให้ครบองค์ประกอบ 4 ประการของการจัดการเรียนการสอนแบบ Storyline คือ
-ฉาก (Setting) เป็นการระบุเวลา สถานที่ และสิ่งแวดล้อมต่างๆ ของเรื่องราว การกำหนดฉาก (Setting the scene) จึงเป็นการสร้างบรรยากาศ หรือการนำเข้าสู่บทเรียนอย่างน่าสนใจ
-ตัวละคร (Character) ซึ่งเป็นผู้มีบทบาท มีส่วนร่วมในเรื่องราว ในฉากนั้นๆ ซึ่งผู้สอนอาจจะกำหนดตัวละครให้เป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่ก็ได้ แต่จะต้องทำให้ตัวละครมีบทบาทโลดแล่นในเรื่องให้ได้ทุกตัว
-การดำเนินชีวิต (A way of life) ของตัวละคร เป็นองค์ประกอบที่สำคัญอีกประการหนึ่ง เพราะการกำหนดว่าตัวละครใดจะดำเนินชีวิตอย่างไร เป็นส่วนที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินเรื่อง ตัวละครแต่ละตัวจะมีการดำเนินชีวิตที่ต่างกัน
-เหตุการณ์หรือปัญหา องค์ประกอบที่สำคัญมากที่สุด เพราะถือว่าเป็นจุดหักเหของเรื่อง ที่ทำให้ผู้เรียนสามารถแสดงความคิดในการแก้ปัญหา ซึ่งจะพัฒนาให้นักเรียนได้พัฒนาแนวคิด ค่านิยม เจตคติ รวมถึงทักษะแก้ปัญหา การคิดวิเคราะห์ การตัดสินใจ โดยใน 1 เรื่อง อาจมีมากกว่า 1 ปัญหาได้ และอาจเชื่อมโยงกันในเรื่องได้


3.กำหนดคำถามหลักเพื่อเปิดประเด็นเข้าสู่กิจกรรม และเชื่อมโยงกิจกรรมในแต่ละส่วนให้ไปด้วยกัน และนำผู้เรียนเข้าสู่กิจกรรมการเรียนรู้
4.วางรูปแบบกิจกรรมย่อย โดยเน้นการปฏิบัติของนักเรียน เพื่อตอบปัญหาหลัก โดยเน้นกระบวนการต่างๆ ทั้งการคิด คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม และควรให้มีกิจกรรมที่หลากหลาย
5.จัดเตรียมสื่อการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับกิจกรรมที่กำหนดไว้ข้างต้น
6.กำหนดแนวทางการประเมินผล โดยให้เน้นการประเมินผลตามสภาพจริงจากผลงาน และการร่วมกิจกรรม
7.พิจารณาภาพรวมของกิจกรรมก่อนนำไปใช้ แต่พึงระวังว่ากิจกรรม Storyline สามารถปรับเปลี่ยนได้เสมอตามสถานการณ์

ข้อดีและข้อเสียของวิธีการจัดการเรียนรู้แบบ Storyline

1.ข้อดี
การเรียนรู้เช่นนี้ ทั้งผู้เรียนและผู้สอนเหมือนเป็นหุ้นส่วนกัน ครูวางโครงเรื่อง ผู้เรียนลงรายละเอียดที่มาจากประสบการณ์ชีวิต แล้วสร้างการเรียนรู้ใหม่ที่เชื่อมต่อจากความรู้เดิม มีการแลกเปลี่ยนความคิดและเคารพในความคิดเห็นของกันและกัน ผู้เรียนมีความรู้สึกเป็นเจ้าของในผลงานที่สร้าง และกลายเป็นแรงผลักดันให้มีการแก้ปัญหา หากมีเหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้น
นอกจากนี้ ครูยังสามารถบูรณาการทุกวิชาได้ในทุกขั้นตอน ขณะเดียวกันนักเรียนก็ได้เรียนรู้ในสิ่งที่ใกล้เคียงกับชีวิตจริง รู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย เมื่อผู้เรียนมีความสุข จุดหมายของการเรียนรู้ก็นับได้ว่าประสบความสำเร็จแล้ว
นักเรียนจะเกิดความรู้ ความเข้าใจในเรื่องที่เรียน ในระดับที่สามารถวิเคราะห์และสังเคราะห์ได้ รวมทั้งได้พัฒนาทักษะกระบวนการต่าง ๆ

2.ข้อด้อย
-กิจกรรมนี้อาจเหมาะกับเด็กเล็กมากกว่าเด็กโต
-ค่อนข้างใช้เวลาในการเรียนรู้



Storyline method


The Storyline method (Storyline) is a pedagogical strategy for "active learning," mainly used in primary schools, but it can be adapted for use in adult education as well. It was pioneered by the staff of the Inservice Department of the Jordanhill College of Education in Glasgow, now University of Strathclyde.



History



In 1965, the “Primary Memorandum” demanded that primary schools have a curriculum that integrated different subjects - history, geography, science, technology, health and expressive arts. At that time, teachers had little experience in teaching an integrated study such as this, so strategies had to be developed providing structures on which teachers could build. The attempt to implement the holistic ideas into the Primary Memorandum led to the creation, in 1967, in Jordanhill College of Education, Glasgow, of an Inservice Staff Tutor Team, whose function was to support teachers by working with them on this integrated curriculum. Many teachers, head teachers and advisers in the west of Scotland helped to refine and develop this methodology over a period of more than thirty years. Gradually, a particular methodology emerged that was originally called Topic Work, and is now known more widely, also internationally, as Storyline.

Pioneers of the approach were staff tutors Steve Bell, Sallie Harkness and Fred Rendell. As the Jordanhill tutors travelled abroad, the approach became known in Germany, in the Netherlands, in Iceland and in Denmark – in later years in all Scandinavian countries as well as in the United States of America.

In 1986, at a chance meeting of educators in Iceland, it was suggested that an international association should be created, so the European association for Educational Design (EED) was formed and the following year, the first seminar was held at the headquarters of the National Institute for Curriculum Development (SLO) in Enschede, the Netherlands. Since then, there have been meetings in Germany, Denmark, Scotland, Iceland, Norway and the Netherlands. For the tenth anniversary, an international conference attended by over 300 participants from 22 countries was held in Aalborg, Denmark from 6 to 8 November 2000. Two more international conferences were held in 2003 near Copenhagen and in 2006 in Glasgow. The next international conference will be held in April 2009 in Portland, Oregon, USA. At present, the approach is widely used in Scotland, the Scandinavian countries, the USA and in the Netherlands, but also in a number of other countries, such as Thailand, Hongkong, Singapore, Lithuania, Greece, Turkey and Portugal.


Steve Bell


Steve Bell, Sallie Harkness










Storyline – A Process Approach




The main feature that differentiates this approach from other learning and teaching strategies is that it recognises the value of the existing knowledge of the learner. Thus, through key questioning, the pupils are encouraged to construct their own models of what is being studied, their hypotheses, before testing them with real evidence and research. The key questions are used in a sequence that generally creates a context within the framework of a story. Together, learner and teacher create a scenario through visualisation; the making of collages, three-dimensional models and pictures employing a variety of art and craft techniques. These provide a visual stimulus for the skill-practice planned by the teacher. But even though the teacher is planning a sequence of activities through the designing of key questions, he or she does not know the details of the content, because these are created by the students. So the traditional role of the teacher, who had power because of superior knowledge, is changed. It is no longer her job to pass on information to the students - a body of knowledge to be learned and assimilated. Storyline is rather about process and not merely about content. The teacher’s role is mainly that of a facilitator.



Literature



  • Bell, Steve / Harkness, Sallie / White, Graham (ed.): Storyline – Past, Present & Future. Glasgow (Enterprising Careers, University of Srathclyde) 2007.
  • Bell, Steve / Harkness, Sallie: Storyline – Promoting Language Across the Curriculum. (UKLA Minibook series) Royston 2006.
  • Creswell, Jeff: Creating Worlds, Constructing Meaning: The Scottish Storyline Method. Portsmouth, NH 1997.
  • Falkenberg, C./Hakonsson, E. (ed.): Storylinebogen. En handbog for untervisere. Vejle 2002.
  • Fifield, Kathy/Creswell, Jeff: Storyline I: An Introduction. Portland, Oregon (Educational Resources Northwest) 1991.
  • Letschert, Jos et al.: Topic Work. A Storyline Approach. Enschede (SLO Institut for Curriculum Development) 1992.
  • Letschert, Jos et al. (ed.): Beyond Storyline. Features, principles and pedagogical profundity. Enschede (SLO) 2006.
  • Rendell, Fred: Topic Study, How and Why? Glasgow (Jordanhill College of Education).


External links
























An American/Australian adaptation can be found at

http://fac-staff.seattleu.edu/mmcguire/web/storypath.html




What is Storyline




SCOTLAND - The Home of Storyline
The skills and expertise involved in good teaching are common to the classroom in whichever country the educator is working. Education systems are, of course, affected by the societies in which they operate and reflect values that represent current thinking in these countries. In any democracy there is a fear about ‘controlling’ teaching by advocating a particular methodology. Traditionally, teachers have been given great freedom in selecting approaches that suit them individually and this has often led to teachers selecting models of good practice which they themselves experienced as pupils.
In Scotland, since the Primary Memorandum of 1965, the primary schools have had a curriculum that includes integrated areas of study - environmental studies and expressive arts, for example. Environmental studies cannot be a subject because it is made up of several subjects – history, geography, science, technology and health. How are teachers expected to behave in the classroom when engaging children in an integrated study such as this? There must be strategies or models that provide structures on which teachers can build. These may be called methodologies, approaches or just strategies.
The attempt to implement the holistic ideas in the Primary Memorandum described above led to the creation in 1967 in Jordanhill College of Education, Glasgow, of an Inservice Staff Tutor Team whose function was to attempt to support teachers by working with them in this integrated area of the curriculum. Over the following years a particular methodology gradually emerged. The outcome is a strategy, originally called Topic Work and now known more widely, internationally, as Storyline.
The main feature that differentiates this approach from others is that it recognises the value of the existing knowledge of the learner. Thus, through key questioning the pupils are encouraged to construct their own models of what is being studied, their hypothesis, before testing this with real evidence and research. The key questions are used in a sequence that creates a context or setting within the framework of a story. Together, learner and teacher create a scenario through visualisation – the making of collages, friezes and pictures employing a variety of art/craft techniques. These provide a visual stimulus for the skill practice planned by the teacher. It seems a kind of paradox. The teacher has planned a sequence of activities through the designing of key questions. The teacher has the story but does not know the detail of the content.
Countless numbers of teachers, headteachers and advisers in the west of Scotland helped to refine and develop this methodology over a period of thirty years. It is very rewarding that something which started as a practical solution to the problem of integrating the curriculum in Scottish primary schools is now proving to be an attractive, effective and flexible strategy for teachers in many different countries.
As the Jordanhill tutors travelled abroad the approach became known in Germany, in the Netherlands, in Iceland and in Denmark. In 1986, a chance meeting of enthusiasts in Iceland led to the suggestion that an international association should be created. The European association for Educational Design was formed and the following year the first seminar was held at the headquarters of the National Institute for Curriculum Development (SLO) in Enschede, the Netherlands.
Since then there have been ten meetings, two in Germany, two in Denmark, two in Scotland, one in Iceland and two in the Netherlands. For the tenth anniversary an international conference attended by over 300 participants from 22 countries was held in Aalborg, Denmark from 6th to 8th November 2000. This was an incredibly successful celebration staffed by presenters who were all members of the Golden Circle and the seminar followed on the 9th and 10th November.
Conference Report and Video now ready
As a follow-up to the Storylinebogen published by Kroghs Forlag in Spring 2000 and also as a postscript to the very successful international conference in Aalborg - this is a new Storyline video produced by Erik Håkonsson and Cecilie Falkenberg. It is introduced by Cecilie and then Steve Bell is questioned by Erik in an in-depth interview on the background to the Storyline development. If you are interested in purchasing the conference report (192 pages) and/or the video interview - Steve Bell -a Designer of Education (45 minutes) please contact Erik Håkonsson at
ehakonsson@yahoo.dk

Where is it used?


Europe
Sweden Norway Denmark Iceland Finland Faroe Islands Scotland England Netherlands Germany Greece
Slovenia
Lithuania
Portugal
Slovakia
Malta
Kosovo


Asia Americas
Turkey
Singapore

Thailand
USA
Canada

Europe

Sweden


Norway


Denmark




Iceland






Finland
    • Åbo Akademi
      http://www.vasa.abo.fi/fc/storyline/
    • Storyline Scotland Finland Articles [1]


Faroe Islands
    • Storyline Scotland Faroe Island Articles [1]


Scotland


Slovenia




England


Netherlands
    • SLO
      www.slo.nl
    • Storyline Scotland Netherland Articles
      [1]
      [2]


Germany


Greece
    • Storyline Scotland Greece Articles [1]


Lithuania


Portugal


Slovakia


Malta


Kosovo

Asia
Turkey


Singapore
    • Storyline Scotland Singapore Articles [1] [2] [3]


Thailand
    • Storyline Scotland Thailand Articles [1] [2]



Americas
USA


Canada
How it works

STORYLINE, FEELINGS AND RESPECT
To be really successful as teachers we know that it is not enough to know our subjects well and to be well prepared. Of course these are pre-requisites for success but other aspects have to be taken into consideration. Good teaching is about the quality of the partnership between the teacher and the learner. Their relationship is the key to success! Motivation plays a major role in any successful classroom.
Traditionally, in the past, the teacher was seen as the figure of authority, the person who had power because of superior knowledge. The teacher's function was to pass on knowledge to the learners usually through the use of textbooks. The relationship here was one of authority and control - of a body of knowledge to be learned and assimilated. In this view education was about content and not about process.
To-day we live in a world where access to the facts or content, is getting easier and easier through the use of computers and the internet. Facts are multiplying at an alarming rate. There is no way that any teacher can realistically keep up-to-date with everything that is changing. Curriculum designers realise that we must move from a fact-based education system to a skill-based system. The aim now should be that students gain the skills necessary to find information for themselves, that they can communicate their ideas in many different ways, think imaginatively, tackle problems, test solutions and that they learn how to learn.
Teachers who take pride in their professionalism do so by feeling secure in their own philosophy of teaching. Teaching should be more than the passing out of books. It should be about designing appropriate and effective learning but what structures can we use as the matrix for such designing?
Of course it is my view that Storyline can provide an extremely valuable strategy for this planning but what qualities in Storyline lead to this belief. I want to concentrate on two very special and important aspects - RESPECT and FEELINGS.
Why do I think that Storyline is about RESPECT?
Key Questions
As Storyline teachers we start by treating the learners with respect. We recognise that one of the best resources we have in the classroom is the knowledge that already exists within the heads of the students. We ask key questions and encourage learners to share their existing knowledge. This provides the necessary basis for helping students to construct their own learning process by linking the known to what has to be learned.
While working with community police officers in Strathclyde I met a sergeant whose job it was to train young constables to work in classrooms with young children on topics such as 'Stranger Danger'. He confided in me after one of my courses that he had had a bad experience the previous week. He had visiting a classroom of six year old pupils to demonstrate 'good practice' and thought he had done a good job. As the young constable watched the sergeant spent five minutes introducing the video. The main theme, which he repeated again and again, was 'Never go with a Stranger'. Then he showed the video 'Never go with a Stranger' and then he spent a few minutes at the end summing up the big message 'Never go with a Stranger'. He felt confident that he had made a really good presentation until, as he left the classroom one young pupil tugged his sleeve and looking up into his face asked 'What's a stranger?'

The Teacher as Facilitator
The teacher's role is to model good learning procedures by designing good questioning techniques, in other words by example. The students are then encouraged to solve these problems imaginatively, to hypothesise and then to examine their suggested solutions by testing and research. The teacher is a facilitator, someone learning along with the students, a chairman for their discussions.

In one of our popular Storyline topics 'Capital Tours' groups in the class have created families who have won a prize of a free holiday in Europe visiting three capital cities over two weeks. In order to make such a choice we have to find out what is known about European countries and about capital cities. A simple game is introduced. Small blank cards are provided for each family and the group is asked to write on each a country in Europe and the capital city of that country if they know it. A large sheet of coloured paper is then distributed as a background as each group is asked to lay out each of the country cards in the position it holds in relation to its neighbours. In other words each group makes a 'model' of its existing knowledge of Europe. The pupils quickly reach a point where they are desperate to compare their model with a real map and they go to the real maps with excitement and purpose - to confirm if they are correct or to learn something they did not already know. This form of hypothesising is often a missing link in teaching. Pupils are sent to see 'right answers' before they have had a chance to design the questions they need to ask.
Ownership by the Learner
By sequencing the key questions a red thread is created that forms a logical story. The great paradox in using Storyline is that the teacher has planned for almost every activity in which the learners will engage but the students feel that they have ownership of the story. The teacher has decided on curricular targets and knows what knowledge will be covered and what skills will be practised. This creates feelings of security for both teacher and learner. Each activity follows on naturally from the previous one and seems necessary for the story to continue. The teacher knows the targets and the general route to be followed while the learner feels confident because of the strength of the context and the relevance of the activities.

Quality of Display
The relationship built up between learners and teachers is a very subtle thing. Everything that happens in a classroom can affect mutual respect. When students take some trouble in making a visual, for example, it is important that this is recognised in the way that the teacher helps them to display their work. By being actively involved in making the students' work look better the teacher demonstrates in a simple way respect for that work.


Study Skills
The greatest aim for any student is that they learn how to learn. The measure of success for teachers is how well the students can operate as learners on their own. In Storyline we try to model the study process in everything we do:
we start from the known
we design key questions
we create a hypothesis or model
we test the model against research evidence
we adapt our model according to the results
we review what we have done

The Visit or the Expert Witness
Often the highpoint of a topic study is when the class makes a visit or when an expert visits the class. This brings into the classroom the reality of the outside world but it also treats the learners' studies with respect. In a very obvious way we are relating their classroom work to real life and demonstrating that education is a lifelong process.

In all of these ways Storyline encourages a mutual RESPECT.
Now, what about FEELINGS?
Many of us as teachers have been doing 'Project Work' for many years and in many ways the results can seem to be very similar to Storyline. However, it is possible for a project to be studied objectively. This is unlike Storyline where there is always a personal involvement through our identification with the characters..
In every Storyline, characters are created, biographies are written, visuals are made. The people are set in a time and place relevant to the story. The learners, the creators, become those people. The characters have feelings about anything that happens to affect their lives in the story.
For example if I were to approach a frieze of a row of shops made by groups in a class and pretend to be a graffiti vandal and threaten one shop I would immediately get an angry response from the creators of that particular visual. I would, of course, never deliberately damage something a child has made but the threat is enough to stimulate a strong reaction. Similarly I can explore the feelings of those whose shops have not been threatened.
Over the years I have been most impressed by how robust yet flexible Storyline is as a structure for affective learning.
Family relationships
As teachers we are expected to teach and discuss about families and family relationships. Talking about the real families represented in the classroom can often be very difficult and maybe even embarrassing for the students involved. Using the visuals of an imaginary family created as part of a Storyline is always effective. Children with no father / mother at home can create the family they have or the family they would like to have. The relationships between father and son, mother and daughter etc can be explored, and family rules designed. Friendships can be developed and dislike can be discussed openly and in an unthreatening atmosphere.

The River Families
One of the delegates in the audience is a co-director of a national environmental project in Thailand. She has introduced the use of selected Storylines to teachers in Thai schools by writing a book with relevant topic outlines.

One of the most popular Storyline topics in Thailand is one called River Families. Groups create families who live in a river village. They introduce their families to each other and then explore the day to day life in the village. Happy and sad incidents can be suggested. How we celebrate birthdays, anniversaries, national holidays can be explored. The river for them is the focus and source of their life; it's their motorway, their shopping centre, their water source, their washhouse etc. The teacher can also aim at a special study by introducing a disaster like river pollution. One morning the family leaves their home to discover dead fish floating on the surface of their river. What has happened? What could cause this? What tests should be make? Who is responsible?
Naturewatch Baltic WWF Project
Also attending this conference is a group of educators from Estonia, Latvia, Poland and Sweden who are working on a project called Naturewatch Baltic. The Naturewatch programme is designed by WWF Sweden and the group are here because Storyline will be one part of their initiative to help children develop positive attitudes towards their environments and towards each other.

American example
Storyline has been proved to be extremely useful when dealing with the teaching of very sensitive issues.
One of the Storyline Design tutors from Bend in Oregon tells the story of a teacher who was working very successfully on the Hotel topic when the Principal of the school reminded her that she still had her Drug Education Programme to do that term. The teacher very cleverly wove the need for such a programme into the story by creating an incident. She explained that they needed more staff because the hotel had become so busy and so she, herself, made a character and introduced her as a new chambermaid. All went well in the hotel for the next week and then the new maid disappeared with a large sum of money. A letter arrived from the missing maid shortly afterwards explaining that she had stolen the money to buy drugs. She pleaded for help. How could they help her overcome her drug problem? This incident gave new meaning to the study of the Drug Education Programme.

New Neighbours
Similarly in a school in Portland, Oregon, the teacher used the New Neighbours topic to spark interest in what it would be like to be deaf. The story starts with each group creating a family. The families are neighbours living in the same street and so each group builds a home but then discovers when they display their home on a street frieze that there is an extra house in the middle made by the teacher. This is an empty house waiting for new occupants. It gives many opportunities to discuss what qualities we are looking for in a new neighbour. Eventually the new family arrives and one of the members, a child, is deaf. How can we communicate with him. Many different ideas are explored and then the pupils in the class start to discuss learning the sign language. One of the parents in the school was a teachers with deaf children and she spent a regular period each week visiting the class and teaching them the sign language. Motivation from the story provides a purpose and audience for what is to be taught.

Nurse Tutors
I was very interested to work with nurse tutors from Denmark, one of whom is here today - Linda Scheel. She and her fellow tutors were concerned that student nurses sent out to practise in hospitals were happy on their return to discuss good practice they had witnessed during their visit but felt embarrassed about discussing bad practice because they felt disloyal to say anything adverse about their colleagues. The tutors were interested to see if using a Storyline would overcome this problem.

Together we designed a topic where each student created a character as an ideal nurse. The tutors can then ask why the students think their nurses are so good. This produces a list of criteria, which contains their stereotypes of good nursing. The tutor can then expand the story by asking about secret fears that their nurses might have. These can be explored in a sensitive way without embarrassment. The tutor then introduces a new nurse who is not efficient and asks the question "What types of behaviour would identify this nurse as being inefficient?" In their role as ideal nurses the students can 'safely' discuss bad practice which they have recognised or witnessed.

Management Consultants
One of our presenters is a senior partner with a firm of international management consultants. She frequently uses Storyline as part of her training programme for managers in different businesses. An example would be where managers from the post office service are asked to identify the characteristics necessary to be a good postal worker - the ideal postman. They then can examine the everyday programme of such a worker and highlight the satisfactions and difficulties involved. The identification of serious problems leads to exercises based on imaginative thinking about how to solve these. New ideas are promoted in a positive atmosphere of role-play. This formula has proved to be very stimulating and rewarding for those involved.

Severely Handicapped Students
Recently I was working with teachers who teach in a special education unit. While there I was shown a Storyline topic designed by one of the teachers to help the children's understanding of relationships. It was a story about two families living in the same neighbourhood. The teenage girl had fallen in love with the boy in the other family but he did not love her. A simple story but a very common one and in this case one that gave the students lots of opportunity to discuss difficulties in relationships.

These are all examples of how feelings are an integral part of using this methodology.
Los Angeles Experiment
Yet another aspect of feelings is surely the reward that teachers experience when they are involved in this type of work. Two years ago the results of a research project set in a successful school in Los Angeles were published. The school was selected because it seemed to have overcome so many difficulties and researchers made an in-depth study for one year led by Professor Walter Murphy of Vanderbilt University and Professor Lynn G Bett of the University of Alabama. Here are some excerpts from what they wrote about the school and the teachers.

"One of the teaching strategies that has been adopted in virtually all of Jackson's classrooms is 'Scottish Storyline'. This approach, in essence, transforms the classroom into a setting for a narrative. Children serve as characters in the story but also work with teachers to create the setting, determine the plot, and plan the conclusion. On one of our visits, we entered a combination first-second grade classroom that had been transformed into a zoo. Acting as animals, zookeepers and guides, each student had spent time in the library, using computers and books to learn about her or his role. After learning about animal 'habitats', eating habits, and 'types' (i.e. mammal, reptile, amphibian), students calculated amounts and kinds of food needed, planned and 'built' the zoo, wrote signs and brochures detailing important information for visitors, and created and conducted a tour of their zoo for parents, teachers and students.
This class was not unique at Jackson. Indeed, while we were there, we visited a fifth grade class that had become a natural history museum replete with dinosaur bones, leaves, and stones from the local environment, and well-documented examples of tools and homes of early dwellers in this area. We entered a newly developed South American country where third graders were working with an ambassador who sought their help in deciding if he should support bringing industry into the rain forest. And we passed another room of third graders where the students were working as engineers, architects, bankers, citizens and urban planners in order to 'rebuild' Kobe, Japan, after the earthquake.
Observations such as these impressed us. We heard students explaining complex concepts. We observed them engaging in research using computers, books, and other sources of information and watched as they used this information in solving problems. Furthermore, we saw the products they produced - the biographies, brochures, letters, menus, and personal reflections composed by children in the course of the Storylines and were impressed by the creativity, depth of thinking and problem solving abilities reflected in them.
(Leah) Paul (the School Principal) has strong convictions about the importance of the constructivist approach, one that, in her words, 'builds on students' knowledge and lets them make sense out of what they're learning'. Paul also acknowledges that she does not impose her views on others. She however is not hesitant to express her ideas and to work to persuade others to consider them.
Paul and lead teacher Mary Graves were first exposed to Scottish Storyline during a training institute. Intrigued by the possibilities inherent in the approach and convinced that its premises and approaches were aligned with Jackson's plans and goals, they invited a principal whose school had used Storyline to spend a day with the faculty. As a result of this discussion, 22 teachers participated in Storyline training (organised by Eileen Vopelak, Storyline Design, Santa Barbara). After completing it, they returned and, with some anxiety and great excitement, began to implement Storyline in the classrooms. Other teachers observing the classrooms of teachers trying this new approach began to try similar strategies and asked to be included in the next round of formal training. At the time of the study, every full-time teacher had completed the Storyline program and a number were clamoring for more advanced training.
The widespread adoption of Storyline was impressive to us. More impressive, though, was the knowledge of teachers and administrators about the theories underlying the pedagogy. Teachers consistently explained that this teaching strategy was effective because it: 'builds upon what students already know and upon their interests,' ' lets them be active in their own learning,' 'turns students into problem solvers,' and prompts 'students ... to produce, and forces them to do all sorts of things - math, writing, reading, making speeches, working together - all that 'good stuff' that we want them to do. And they love doing it.'
ConclusionBeing a teacher is not easy but it can be creative, enjoyable and rewarding if teachers feel secure in what is expected of them, if they feel that they have a creative part to play as designers of education, if they feel that they are encouraging their students to be independent learners. And if their work involves these aspects of Feelings and Respect. Storyline can play an important part in this.






How the Storyline Method came to be...


The Storyline approach was first developed by a small group of staff tutors based in the Inservice Department of what was then Jordanhill College of Education, Glasgow, Scotland - now the Faculty of Education of the University of Strathclyde. People involved at that time were Steve Bell, Sallie Harkness and Fred Rendell.

This approach to topic work in the Scottish Primary School came about as a result of recommendations that teachers adopt a more integrated approach to the curriculum which had, up until then, been divided into many small segments. Further recommendations proposed a more child centered approach to learning linked with less reliance on the use of inappropriate textbooks. The emphasis was to be on creating appropriate classroom contexts in which pupils would learn the specified skills and concepts and would acquire favourable attitudes to learning.

The staff tutor group were given ample opportunity to work closely with class teachers and other school staff responsible for curriculum development. From this collaboration and over many years of experience and experiment the Storyline Approach was developed and disseminated through a variety of inservice courses all of a practical workshop type.

The Storyline method provides a structure for planning classroom experience which gives the teacher the security of knowing what knowledge, skills and attitudes she/he intends pupils to acquire. It also provides practical implementation strategies which have proven workable with classes, groups and individuals. The approach is sequential, in the method, thus ensuring progression as the chosen topic unfolds. There is also, however, flexibility in that, as the Storyline process continues, the pupils' responses are an essential part of the development.

A key feature of the approach is the very positive way in which it depends on and builds on pupils’ existing experience and knowledge. Also significant is the degree of pupil involvement, both imaginatively and in practical problem solving. The Storyline method poses problems and asks questions of pupils rather than giving them answers to questions they have never asked. The pupils and the teacher explore ideas together. The approach is essentially experiential and constructivist. It draws the curriculum together using the environment and social subjects as a stimulus to explore, using expressive arts and language as a means of discussing, describing and explaining. Research and reference skills are extended as pupils are encouraged to search for answers and information in various ways...orally, through viewing of slides, videotapes, etc., by use of data bases and through study of books, posters and photographs. As topics are developed pupils record their ideas, understandings and responses in visual and written formats thus creating powerful classroom displays as well as individual files of work. Both of these enable the process of review and evaluation when the storyline is completed.

As the level of pupil commitment is increased parents may become involved in a number of positive ways, such as a visiting witness or “expert,” to take part in the celebration of the climax of a topic study, to assist and supervise on a visit out of school, to be a classroom helper during practical activities and to help create displays of pupils’ work.

Sallie Harkness
August 1993




Integrating Curriculum



The dilemma of an expanding curriculum, a fragmented school day and classroom experiences that do not reflect life outside school walls are real issues to all educators.


It seems that our lives become more fragmented every day. There's too much to accomplish and too little time to get it done, especially in a classroom. But the traditional subject matter divisions continue to persist. At the elementary school level, subjects get divided into “morning” and “afternoon” time slots, leading kids to observe that math is something you do in the morning and social studies happens after lunch. In high school the fragmentation is worse. Students search for meaning in the subject matter they encounter while shuttling between discrete blocks of classes that bear little relevance to the lives they lead outside campus walls.

Concurrently, the world is demanding more highly skilled workers, who can problem solve on their feet in the middle of a production run; scientists who can integrate solutions for global problems with economists, governments and expanding population demands on finite natural resources; politicians who are statesmen, economists, naturalists, and leaders; business owners who can be innovative, adapt to new market changes and compete comfortably in multiple foreign markets; and individuals who can work independently while linked to many global work groups through computer technology and satellite communications.

How will students in this century learn the skills of integration, the primary characteristic needed in the 21st Century, from their educational institutions today? Through the art of curriculum integration.

If our goal is to prepare children to become lifelong learners and competent decision makers, then we must help them make connections between real life and academic skills, concepts and attitudes. Studies show that students participating in an interdisciplinary approach have fewer discipline problems, improve their attendance, increase homework completion and have better attitudes toward school and lifelong learning. Teachers are encouraged to adopt a holistic approach to teaching and learning. Even with this new emphasis on a ’wholeness“ approach, it’s not obviously clear what is meant by an interdisciplinary or integrated curriculum. Let's take a look at an innovative new approach to integrating curriculum, the Scottish Storyline Method.

The Topic Web and the Storyline Method



The Topic Web is one design for thematic interdisciplinary studies.


The Thematic Approach
If teachers have had practical experience with curriculum integration, very often it has been with the Topic Web or the concept of thematic interdisciplinary studies. This model has at its center a target theme, issue or problem which can be called its organizing center. From that central topic a number of aspects are studied. A common way of illustrating this is the wheel diagram which is shown below.

With flight as the organizing center, students explore it in relation to social studies, science, music, math, etc. When one aspect of the topic has been exhausted, the learner returns to the central theme and embarks on the investigation of another aspect. Integration becomes translated as a series of random forays into subjects whose common factor is something, or anything, to do with the key idea.



Interdisciplinary Concept Model as illustrated in Interdisciplinary Curriculum

Interdisciplinary Concept Model as illustrated in Interdisciplinary Curriculum: Design and Implementation, Edited by Heidi Hayes Jacobs, ASCD, 1989.



The Storyline Method is another approach to curriculum integration.


The Storyline Method
An innovative approach to curriculum integration is the Storyline Method. This method crates a context for curriculum linkage through a topic study called the Storyline. The essential elements of the Storyline topic are setting, characters and events. The unfolding narrative provides a structure and logic to curricula connections. The difference between thematic studies (or Topic Web) and the Storyline Method is the presentation of key questions. It is random in a topic web whereas the sequence of the investigations is all important in the Storyline Method. Each Storyline episode is dependent on the preceding one. The following diagram adapted from an illustration created by Mr. Ian Barr, provides a graphic explanation of the Space Abduction Topic Study using the Storying Method.



Adapted from the topic study diagram...

Adapted from the topic study diagram as illustrated by Mr. Ian Barr, Director, Curriculum and Evaluations, Glasgow, Scotland



Why the Storyline Method Makes Sense

One of the most important resources available to classroom teachers is the knowledge already contained in the heads of their students. Childrens’ own ideas and prior experience provide the starting point for the topic.

The pupils are actively involved in producing their own visual texts. The context created provides many opportunities for the children to use all their senses both in the exploration of their environment and in expressing their ideas about what they discover.

The students feel personally involved in the creation of the Storyline which is usually about a place that they have created and inhabited by people they have produced.

Confidence grows when teacher and student regularly meet with successful outcomes. Students feel supported by the Storyline to which they constantly refer. Teachers can structure their activities based on a series of episodes arising from the same Storyline topic.

Working within the topic gives many opportunities for students to practice the same basic skills again and again without becoming bored. In addition, it demonstrates a relevance to childrens’ reality which provides proof of the general usefulness of these skills.

When children create an imaginary environment and inhabitants with whom they identify, questions often arise in the sensitive areas of values clarification, substance abuse, family relationships, politics, etc. These issues can be addressed in a nonthreatening manner through role play, as very often the children adopt the personalities of the characters they create.

The teacher has a plan in the form of a Storyline unit but that plan is only brought to life through the work and imagination of the students in the classroom. The teacher’s role is one of collaborator, working in partnership with the learners. The children depend on the teacher for leadership and the teacher depends on the student's work and participation to carry the story forward.

Teachers often feel threatened by their lack of knowledge and experience in the use of calculators, audiovisual equipment, computers and word processors. Within the context of a topic, these resources can be seen to be of real value. Frequently, this recognition is initiated by the students and their use produces more confidence and more skill through practice.

The childrens’ involvement in producing their own visual text and participation in the accompanying language development activities give the less able student tremendous support. Due to the open-ended nature of the problem solving episodes, the more able student benefits from the opportunities to work at higher levels of thinking and development.

In order to achieve success from a planned activity within a topic study the teacher relates the number of children involved with the desired outcome. Is it a job for individuals, pairs, small groups of three to five, or would a half or whole class organization be more appropriate? The variety of activities produces reasons for a range of work groupings.

An important variable in Retention Theory is practice. Planning appropriate amounts of meaningful practice is a challenge for any teacher. The topic study provides a vehicle which maintains a high level of interest while presenting the frequency of opportunities needed for effective skill practice.

The Scottish primary school curriculum is very similar to the elementary curriculums used in most United States school districts. It is based on the notion of a spiral which starts with a narrow diameter at the early grades with topics of immediate relevance to the early learner such as me, my home, my family. The spiral gradually widens to topics which encompass the learners’ community. In the upper grades topics include the study of other countries. It is easy to develop topics which fit into this pattern, i.e. The Oregon Trail or a Cruise to the Mediterranean.

The Storyline Method recognizes the limiting effect that direct observation can have on the children's ingenuity and imagination at an early stage of a study. When a group of pupils is asked to design a shop front, for example, the visual they create is their conceptual model of what they think that type of shop should be. Having completed their visual, they visit a shop of the same type in their locality. The quality of such a visit after all the thinking that has had to be done is qualitatively richer. The children have all the questions ready. They know what to look for and are often surprised by what they have forgotten to include in their own visual. They may also think that their own end product has many qualities not apparent in the real thing.

The alternative and perhaps more traditional strategy is to visit the shop first and reproduce what the children have observed after the visit. Supporters of the Storyline Method argue that visiting too early in the study provides easy answers for the questions children have not yet been challenged to ask. The variety of possible answers is limited and prevents children from using problem solving skills in a relevant manner.

The growing popularity of the Storyline Method is largely because it provides a process or structure that meaningfully integrates curriculum. Sound learning theory and effective teaching strategies have been synthesized into a user friendly teaching model. Teachers appreciate the flexible structure of the Storyline Method for both short and long term planning. Both teachers and student find the collaborative storymaking exciting and highly motivating. Together they create a visual text which is far more meaningful to them than any textbook. Children watch the story unfold as their ideas appear in visual form around the walls of their classroom. The level of involvement and sense of ownership felt by students encourages them to take a greater responsibility for their own learning. Best of all, the whole process is fun and stimulating for everyone involved.

Isn’t that what learning’s all about?



Barr, Ian (1988). The Storyline Approach to Topic Work in Primary Schools: A Structural Analysis. The Netherlands: National Institute for Curriculum Development. Report of the Seminar of Topic Based Approaches to Learning and Teaching in Primary Education.

Bell, Steve (1988). The Flexibility of the Topic Approach. The Netherlands: National Institute for Curriculum Development. Report of the Seminar on Topic Based Approaches to Learning and Teaching in Primary Education.

Jacobs, Heidi H. (1989). Interdisciplinary Curriculum: Design and Implementation. Alexandria, VA: Association for Supervision and Curriculum Development.

Rendell, Fred. Topic Study How and Why? Glasgow, Scotland: Inservice Education, Jordanhill College.







ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น