20 มกราคม 2554

บิล เกตส์

                               บิล เกตส์
 
วิลเลียม เฮนรี เกตส์ ที่สาม (William Henry "Bill" Gates III  เกิด 28 ตุลาคม ค.ศ. 1955) หรือที่มักเป็นที่รู้จักในชื่อ บิล เกตส์ เป็นนักธุรกิจชาวอเมริกัน และหนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ เขากับผู้บุกเบิกด้านคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลคนอื่น ๆ ได้ร่วมกันเขียนต้นแบบของภาษาอัลแตร์เบสิก ซึ่งเป็นอินเตอร์เพรเตอร์สำหรับเครื่องอัลแตร์ 8800 (เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในยุคแรกๆ) เขาได้ร่วมกับพอล แอลเลน ก่อตั้งไมโครซอฟท์ คอร์ปอเรชันขึ้น ซึ่งในขณะนี้เขาดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหาร และหัวหน้าสถาปนิกซอฟต์แวร์ นิตยสารฟอบส์ได้จัดอันดับให้ บิล เกตส์ เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกหลายปีติดต่อกัน
 
วิลเลียม เฮนรี เกตส์ ที่สามได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการอัศวินแห่งจักรวรรดิบริเตน (KBE) จากสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2

ประวัติ
 
บิล เกตส์ เกิดที่เมืองซีแอทเทิล มลรัฐวอชิงตัน เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ค.ศ. 1955 บิดาชื่อนายวิลเลียม เอ็ช เกตส์ จูเนียร์ มีอาชีพนักกฎหมายของบริษัท มารดาชื่อแมรี แมกซ์เวล เกตส์ เป็นสมาชิกคณะกรรมการของ Berkshire Hathaway, First Interstate Bank, Pacific Northwest Bell และคณะกรรมการแห่งชาติของ United Way ชื่อเต็มของเขาคือ วิลเลียม เฮนรี เกตส์ ที่สาม ปู่ของเขาคือ วิลเลียม เฮนรี เกตส์ ซีเนียร์
เกตส์เข้าศึกษาที่โรงเรียนเลคไซด์ อันเป็นโรงเรียนมัธยมที่ดีที่สุดในเมืองซีแอทเทิล ที่นั่นเองที่เขาได้พัฒนาทักษะในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์กับเครื่องมินิคอมพิวเตอร์ของโรงเรียน เพื่อให้ได้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพดีกว่าเดิม บิล เกตส์ กับ พอล อัลเลน เพื่อนสนิท ได้แอบย่องเข้าไปในห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ทั้งคู่ถูกจับได้แต่ก็ได้เจรจาตกลงกับเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการ เพื่อช่วยจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์ให้กับนักเรียนได้ใช้ฟรี ต่อมา บิล เกตส์ได้เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แต่ต้องพักการเรียนไปโดยไม่จบการศึกษา เพื่อที่จะได้เริ่มประกอบอาชีพทางด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ ในระหว่างที่กำลังศึกษาอยู่ที่ฮาร์วาร์ด เขามีโอกาสได้ทำความรู้จักกับสตีฟ บาลเมอร์ หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ ทั้งคู่เป็นเพื่อนร่วมห้องในหอพักระหว่างที่เป็นนักศึกษาปี 1
ขณะที่ยังเป็นนักศึกษาอยู่ที่ฮาร์วาร์ด เขาได้ร่วมกับ พอล อัลเลน เขียนต้นแบบ ภาษาอัลแตร์เบสิก ซึ่งเป็นโปรแกรมอินเตอร์เพรเตอร์สำหรับเครื่องอัลแตร์ 8800 (เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลรุ่นแรกที่ประสบความสำเร็จทางการค้าในกลางคริสตทศวรรษที่ 70) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาษาเบสิก ซึ่งเป็นภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เรียนรู้ได้ง่าย ถูกพัฒนาขึ้นครั้งแรกโดยดาร์ทเมาท์คอลเลจ เพื่อใช้ในการเรียนการสอน
เกตส์สมรสกับ เมลินดา เฟร้นช์ เมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1994 ทั้งคู่มีบุตรด้วยกันสามคน เจนนิเฟอร์ แคทารีน เกตส์ (เกิดเมื่อวันที่ 26 เมษายน ค.ศ. 1996) โรรี จอห์น เกตส์ (เกิดเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม ค.ศ. 1999) และ ฟีบี อาเดล เกตส์ (เกิดเมื่อวันที่ 14 กันยายน ค.ศ. 2002)
ในปี ค.ศ. 1994 บิล เกตส์ได้ม้วนกระดาษไลเชสเตอร์ ซึ่งรวบรวมงานเขียนของเลโอนาร์โด ดา วินชีมาไว้ในครอบครอง และในปี ค.ศ. 2003 ได้นำม้วนกระดาษนี้ออกแสดงที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งเมืองซีแอทเทิล
ในปี ค.ศ. 1997 เกตส์ได้ตกเป็นเหยื่อของแผนการขู่กรรโชกทรัพย์อันแปลกประหลาด ของนายอดัม ควินน์ เพลตเชอร์ ชาวเมืองชิคาโก ซึ่งเกตส์ก็ได้ขึ้นให้การต่อศาลในการพิจารณาคดีดังกล่าว เพลตเชอร์ถูกตัดสินลงโทษเมื่อเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1998 และถูกจำคุกเป็นเวลา 6 ปี ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1998 เกตส์ถูกนายโนเอล โกดังจู่โจมด้วยการปาขนมพายหน้าครีมใส่ ระหว่างการไปปรากฏตัวที่ประเทศเบลเยียม
ตามรายงานของนิตยสารฟอบส์ เกตส์ได้บริจาคเงินให้การรณรงค์หาเสียงของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี ค.ศ. 2004 และตามรายงานของศูนย์เฝ้าระวังทางการเมือง เกตส์ถูกระบุว่าบริจาคเงินอย่างน้อย 33,335 ดอลลาร์สหรัฐ ให้กับการรณรงค์หาเสียงมากกว่า 50 ครั้ง ตลอดฤดูกาลเลือกตั้งในปีค.ศ. 2004
เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ค.ศ. 2004 บิล เกตส์ ได้ร่วมกับคณะกรรมการบริหารของ Berkshire Hathaway เพื่อสานความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการระหว่างเขากับ วอร์เรน บัฟเฟตต์ Berkshire Hathaway เป็นกลุ่มบริษัทที่รวมเอา บริษัทประกันภัยไกโค Benjamin Moore (บริษัทสี) และ Fruit of the Loom (บริษัทสิ่งทอ) เข้าไว้ด้วยกัน เกตส์ยังได้ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการในคณะกรรมการบริหารของ Icos ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพของ Bothell
เมื่อวันที่ 2 มีนาคม ค.ศ. 2005 สำนักวิเทศสัมพันธ์ของสหราชอาณาจักรได้ประกาศว่า บิล เกตส์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการอัศวินแห่งจักรวรรดิบริเตน อันเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตอบแทนที่ต่อสิ่งเขาได้อุทิศให้กับบริษัทในสหราชอาณาจักร และความพยายามของเขาในการลดปัญหาความยากจนในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก แต่เนื่องจากเขาไม่ได้เป็นบุคคลสัญชาติในกลุ่มประเทศเครือจักรภพ เขาจึงไม่สามารถใช้คำนำหน้าว่า เซอร์ ได้ แต่เราต้องใส่อักษร "KBE" (Knight Commander of The British Empire) ตามหลังชื่อของเขา

 

คฤหาสน์ของครอบครัวเกตส์

 

ครอบครัวเกตส์อาศัยอยู่ในเขตชานเมืองเฉพาะผู้มีสิทธิ์พิเศษของเมดินา มลรัฐวอชิงตัน ในคฤหาสน์หลังใหญ่ข้างหุบเขาที่เมื่อมองออกไปจะเห็นทัศนียภาพของทะเลสาบวอชิงตัน บ้านของครอบครัวเกตส์เป็นบ้านสมัยใหม่ของคริสต์ศตวรรษที่ 21 ในรูปแบบของ "กระท่อมแปซิฟิก" โดยมีระบบอิเล็กทรอนิกส์อันทันสมัยอยู่ทุกส่วนของบ้าน ในแง่หนึ่งมันดูเหมือนแมนชันในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 18 หรือ 19 เสียมากกว่า. ในบ้านยังมีห้องสมุดส่วนตัวขนาดใหญ่พร้อมห้องอ่านหนังสือที่มีหลังคาเป็นรูปโดม ในขณะที่บ้านหลังนี้มีกลิ่นอายของสถาปัตยกรรมคลาสสิก มันก็มีคุณสมบัติที่เป็นเอกลักษณ์อยู่หลายอย่าง ผู้เยี่ยมชมจะถูกตรวจค้นและได้รับไมโครชิปก่อนเข้ามาในบ้าน ชิปขนาดเล็กจะส่งสัญญาณในขณะอยู่ในบ้าน และจะระบบควบคุมปรับอุณหภูมิและสภาพแวดล้อมอื่น ๆ ให้เข้ากับความต้องการของผู้ใช้ ตามที่ได้ตั้งโปรแกรมไว้ล่วงหน้า จากบันทึกสาธารณะของเขตคิง เคาท์ตี ในปี ค.ศ. 2002 มูลค่าโดยประมาณของอสังหาริมทรัพย์ (ที่ดิน และ บ้าน) ถูกตีราคาไว้ถึง 113 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนภาษีโรงเรือนประจำปีมีมูลค่าเกินกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐอยู่เล็กน้อย
  • USNews.com: Technology: Bill Gates' House แผนผังของบ้านแบบอินเตอร์แอคทีฟ
  • Google GlobeTrotting: Bill Gates' House ภาพถ่ายดาวเทียมของคฤหาสน์บิล เกตส์จากแผนที่กูเกิล

 

ไมโครซอฟท์ คอร์ปอเรชัน

 

ในปีค.ศ. 1975 บิล เกตส์ กับ พอล อัลเลน ได้ร่วมกับก่อตั้ง ไมโครซอฟท์ ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น ไมโครซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น และได้นำเอาภาษาเบสิกที่พัฒนาขึ้นเองออกวางตลาด และให้ชื่อว่าไมโครซอฟท์เบสิก ภาษาคอมพิวเตอร์นี้ได้กลายมาเป็นรากฐานให้แก่ธุรกิจลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ซึ่งถูกผนวก (มักจะมาในรูปแบบของรอม) เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ในบ้าน และเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลส่วนใหญ่ในช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 70 และ 80
ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1976 บิล เกตส์ ได้เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงผู้นิยมงานอดิเรก ซึ่งสร้างความโกรธเคืองแก่ผู้นิยมเล่นคอมพิวเตอร์เป็นงานอดิเรกเป็นอย่างมาก โดยเขาได้ประกาศว่า ธุรกิจคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์มีตัวตนอยู่ในตลาดการค้า และยังบอกด้วยว่า ไม่ควรทำสำเนาซอฟต์แวร์แจกจ่ายกันโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของ ซึ่งเขาได้กล่าวหาการกระทำนี้ว่าเทียบเท่ากับการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ขณะที่เขาพูดถูกในแง่ของกฎหมาย ข้อเสนอดังกล่าวของเกตส์นับว่าไม่เคยมีมาก่อนในวงการคอมพิวเตอร์ ที่ได้รับอิทธิพลจากมรดกตกทอดของวงการแฮม เรดิโอ และวงการแฮกเกอร์ อันเป็นชุมชนซึ่งมีการแลกเปลี่ยนนวัตกรรมและความรู้กันอย่างเสรี อย่างไรก็ดี เกตส์พูดถูกในแง่ของการตลาด และความพยายามของเขาก็ได้รับผลตอบแทนในที่สุด ไมโครซอฟท์ คอร์ปอเรชันได้กลายเป็นองค์กรที่ประสบความสำเร็จทางการค้ามากที่สุดในโลก และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการสร้างอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์สำหรับขายปลีก
ช่วงเวลาสำคัญของไมโครซอฟท์ ได้แก่เมื่อบริษัทไอบีเอ็มได้วางแผนจะรุกตลาดเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (พีซี) ด้วยการนำเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลไอบีเอ็มออกวางตลาด ใน ค.ศ. 1985 ไอบีเอ็มได้เข้ามาเจรจากับไมโครซอฟท์เพื่อขอซื้อระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ (ไอบีเอ็มได้ทำสัญญาภาษาคอมพิวเตอร์ไปแล้ว) แต่ไมโครซอฟท์ไม่มีระบบปฏิบัติการจะขายให้ จึงแนะนำให้ไอบีเอ็มไปคุยกับดิจิทัลรีเสิร์ชแทน ที่ดิจิทัลรีเสิร์ช ผู้แทนของไอบีเอ็มได้คุยกับโดโรธี ภรรยาของ แกรี คิลดาลล์ แต่เธอปฏิเสธการลงนามในข้อตกลงมาตรฐานซึ่งไม่ปิดผนึก เนื่องจากเห็นว่าเสียเปรียบเกินไป ไอบีเอ็มจึงหันมาคุยกับไมโครซอฟท์อีกครั้ง บิล เกตส์ได้สิทธิ์ในการใช้สำเนาการออกแบบของ CP/M และ QDOS จาก ทิม แพทเทอร์สัน แห่งบริษัท ซีแอตเทิล คอมพิวเตอร์ โปรดักส์ ด้วยการซื้อมาในราคา 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ และขายมันให้กับไอบีเอ็มในราคา "ราว 80,000 ดอลลาร์สหรัฐ" ตามคำกล่าวอ้างของเกตส์ และในที่สุด MS-DOS และ PC-DOS ก็ได้แจ้งเกิดในวงการ ต่อมา ไอบีเอ็มได้ค้นพบว่าระบบปฏิบัติการของเกตส์อาจมีปัญหาละเมิดสิทธิการเข้าถึงข้อมูลของ CP/M จึงได้ติดต่อกลับไปที่แกรี คิลดาลล์ และเพื่อแลกกับสัญญาว่าจะไม่ถูกคิลดาลล์ฟ้องกลับ ไอบีเอ็มได้ตกลงว่าจะขาย CP/M ควบคู่ไปกับ PC-DOS เมื่อคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลไอบีเอ็มออกวางตลาด โดยตั้งราคาขาย CP/M ไว้ที่ 250 ดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ MS-DOS/PC-DOS มีราคาเพียง 40 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ MS-DOS/PC-DOS ขายดีกว่า CP/M หลายเท่า และกลายเป็นมาตรฐานในที่สุด ข้อตกลงเรื่องลิขสิทธิ์ระหว่างไมโครซอฟท์กับไอบีเอ็มเอง ไม่ได้สร้างรายได้มากมายเท่าไรนัก (ในสัญญาไม่ได้ระบุไว้ว่าจะต้องขายให้แก่ไอบีเอ็มเจ้าเดียว) แต่ในทางกลับกัน ไมโครซอฟท์มีสิทธิ์ในการขาย MS-DOS ให้กับผู้ผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์รายอื่นๆ และด้วยการโหมรุกทางการตลาดอย่างหนัก เพื่อขาย MS-DOS ให้ผู้ผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เลียนแบบการทำงานของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลไอบีเอ็ม ไมโครซอฟท์มีวิสัยทัศน์ในวงการอุตสาหกรรมไมโครคอมพิวเตอร์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แม้จะต้องแข่งขันกับยักษ์ใหญ่ในวงการอย่างไอบีเอ็มก็ตาม
ในกลางคริสต์ทศวรรษที่ 80 เกตส์รู้สึกตื่นเต้นเมื่อได้ทราบว่าเทคโนโลยีจัดเก็บข้อมูลของคอมแพคดิสก์นั้นมีมาก และได้เป็นสปอนเซอร์สนับสนุนการตีพิมพ์หนังสือชื่อว่า CD-ROM: The New Papyrus (ซีดีรอม: พาไพรัสสมัยใหม่) ที่โฆษณาแนวความคิดของซีดีรอม
ในช่วงปลายคริสต์ทศวรรษที่ 80 ไมโครซอฟท์กับไอบีเอ็ม ได้ร่วมกันพัฒนาระบบปฏิบัติการที่ก้าวหน้ากว่าเดิม มีชื่อว่า OS/2 (โอเอสทู) ระบบปฏิบัติการได้ถูกนำออกตลาดร่วมกับการออกแบบฮาร์ดแวร์ตัวใหม่ของไอบีเอ็ม ที่มีชื่อเรียกว่า PS/2 (พีเอสทู) ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของไอบีเอ็ม ในขณะที่โครงการกำลังเดินหน้าอยู่นั้น เกตส์ได้มองเห็นข้อขัดแย้งระหว่างไมโครซอฟท์กับไอบีเอ็มอยู่ตลอดเวลา นับตั้งแต่การออกแบบระบบ การสนับสนุนฮาร์ดแวร์ และส่วนประสานงานผู้ใช้ ท้ายที่สุดแล้ว เกตส์เชื่อว่าไอบีเอ็มต้องการกีดกันไมโครซอฟท์ออกจากการมีส่วนเกี่ยวข้องในการพัฒนา OS/2 และเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม ค.ศ. 1991 เกตส์ได้ประกาศต่อพนักงานของไมโครซอฟท์ว่า ความร่วมมือกับไอบีเอ็มเพื่อพัฒนา OS/2 ได้สิ้นสุดลงแล้ว ต่อแต่นี้ไมโครซอฟท์จะหันมาทุ่มเทให้กับระบบปฏิบัติการไมโครซอฟท์วินโดวส์แทน โดยมีแกนกลางเป็น Windows NT. ในปีที่นำผลิตภัณฑ์ออกสู่ท้องตลาดนั้น OS/2 ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง และวินโดวส์ได้กลายเป็นระบบปฏิบัติการที่เป็นที่นิยมของเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล
ในช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนจาก MS-DOS ไปเป็นระบบปฏิบัติการวินโดวส์ ไมโครซอฟท์ได้ยึดตลาดของคู่แข่งด้วยโปรแกรมประยุกต์หลายตัว เป็นต้นว่า WordPerfect และ Lotus 1-2-3
ในอีกเกือบ ๆ หนึ่งทศวรรษต่อมา โปรแกรมอินเทอร์เน็ตเอกซ์พลอเรอร์ (Internet Explorer) ซึ่งเป็นโปรแกรมเว็บเบราว์เซอร์ของไมโครซอฟท์ ได้มาแทนที่โปรแกรมเน็ตสเคปเนวิเกเตอร์ (Netscape Navigator) ซึ่งหลายคนอธิบายความสำเร็จดังกล่าวว่า เกิดจากการที่ไมโครซอฟท์ได้รวมเอาอินเทอร์เน็ตเอกซ์พลอเรอร์ไว้ในระบบปฏิบัติการวินโดวส์ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่มแต่อย่างใด. ส่วนผู้ที่มีความเห็นขัดแย้งกล่าวว่า การรวมเอาอินเทอร์เน็ตเอกซ์พลอเรอร์ไว้ในระบบปฏิบัติการนั้น สำคัญน้อยกว่าการที่ไมโครซอฟท์ได้พัฒนาความสามารถของอินเทอร์เน็ตเอกซ์พลอเรอร์ จนถึงระดับที่เทียบได้กับเน็ตสเคปเนวิเกเตอร์
ในฐานะสถาปนิกซอฟต์แวร์ผู้วางยุทธวิธีการขายสินค้าของไมโครซอฟท์ บิล เกตส์ได้เพิ่มความหลากหลายของประเภทสินค้าไปอย่างกว้างขวาง และเมื่อสินค้านั้น ๆ ครองตำแหน่งสินค้ายอดนิยมในบรรดาประเภทเดียวกัน เกตส์ก็จะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อป้องกันตำแหน่งนั้นไว้ การตัดสินใจทางยุทธวิธีของเกตส์และของผู้บริหารระดับสูงของไมโครซอฟท์คนอื่น ๆ ทำให้หน่วยงานของรัฐที่ควบคุมการแข่งขันทางการตลาดจับตามอง และในบางกรณีถูกวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เช่นกรณีที่ไมโครซอฟท์ถูกฟ้องร้องในข้อหาผูกขาดทางการตลาดจากการรวมเอาอินเทอร์เน็ตเอกซ์พลอเรอร์ไว้ในระบบปฏิบัติการวินโดวส์เป็นต้น
ในปี ค.ศ. 2000 บิล เกตส์ได้เลื่อนตำแหน่งให้ สตีฟ บาลเมอร์ เพื่อนผู้คบหากันมานาน ให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงและดำรงตำแหน่ง หัวหน้าสถาปนิกซอฟต์แวร์ แทนเขาอีกด้วย

 

 มูลนิธิบิลและเมลินดา เกตส์

 

บิล เกตส์ กับภรรยาได้ก่อตั้ง มูลนิธิบิลและเมลินดา เกตส์ ขึ้นเพื่อเป็นองค์กรการกุศล และได้อุทิศเงินทุนของมูลนิธิให้เป็นเงินกองทุนเพื่อทุนการศึกษาในวิทยาลัยของชนกลุ่มน้อย เป็นทุนวิจัยเพื่อการป้องกันโรคเอดส์ อันเป็นโรคซึ่งแพร่ระบาดอย่างหนักในประเทศโลกที่สาม รวมทั้งยังสนับสนุนโครงการการกุศลอื่น ๆ อีกหลายโครงการ มูลนิธิได้ให้เงินงบประมาณเพื่อการกำจัดโรคโปลิโอให้หมดไป คิดเป็นมูลค่ากว่าร้อยละ 90 ของงบประมาณทั้งโลกเพื่อการนี้ อันเนื่องมาจากนโยบายขององค์การอนามัยโลก ที่มุ่งประเด็นความสนใจไปยังโรคอื่น ๆ ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1999 บิล เกตส์ และภรรยาได้บริจาคเงิน 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐให้กับมูลนิธิของทั้งคู่ และพวกเขายังบริจาคเงินมากกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อช่วยเหลือเด็ก ๆ ที่ทุกข์ทรมานจากโรคเอดส์ เมื่อวันที่ 26 มกราคม ค.ศ. 2005 ได้มีการประกาศว่ามูลนิธิได้บริจาคเงินเพิ่มขึ้นอีก 750 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้กับกองทุนวัคซีน เพื่อช่วยในการต่อสู้กับโรคต่างๆ เป็นต้นว่าโรคคอตีบ โรคไอเกรน โรคหัดเยอรมัน โรคโปลิโอ และ ไข้เหลือง และล่าสุดใน ค.ศ. 2005 มียอดเงินบริจาคอยู่ที่ 28,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ล่าสุด ในเดือนกรกฎาคม 2006 บิล เกตส์ ประกาศอำลาตำแหน่งสถาปนิกซอฟต์แวร์ของไมโครซอฟท์ เพื่อจะได้มีเวลาอุทิศตนเพื่องานการกุศลของมูลินิธิบิลและเมลินดา เกตส์มากขึ้น โดยขอเวลาสองปีเพื่อถ่ายโอนงานให้เรียบร้อย

 

 กรณีนิวคาสเซิลยูไนเต็ด

 

ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2008 บิล เกตส์ และผู้บริหารไมโครซอฟท์หลายราย มีความต้องการที่จะยื่นข้อเสนอเทคโอเวอร์สโมสรฟุตบอลนิวคาสเซิลยูไนเต็ด แต่ภายหลังกระแสข่าวก็ได้เงียบหายไป

 

เกียรติประวัติ

 

  • ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จาก มหาวิทยาลัยวาเซดะ ค.ศ. 2005
  • รางวัลเกียรติยศผู้บัญชาการอัศวินแห่งจักรวรรดิบริเตน จากสหราชอาณาจักร ตามประกาศเมื่อปี ค.ศ. 2005
  • ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากสถาบันเทคโนโลยีหลวง (Roytal Institute of Technology) กรุงสต็อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ค.ศ. 2002
  • ติดหนึ่งใน 100 อันดับบุคคลสำคัญผู้มีอิทธิพลต่อประชาชนในสื่อต่าง ๆ จากการจัดอันดับของ หนังสือพิมพ์ เดอะ การ์เดียน ค.ศ. 2001
  • ติดอันดับบุคคลผู้มีอำนาจ, นิตยสารซันเดย์ ไทม ค.ศ. 1999
  • อันดับ 2 ในการจัดอันดับ 100 ดาวรุ่ง, นิตยสารอัพไซด์ ค.ศ. 1999
  • อันดับ 1 ในการจัดอันดับ 50 ดาวรุ่งในโลกไซเบอร์, นิตยสารไทม ค.ศ. 1998
  • อันดับที่ 28 ใน 100 อันดับบุคคลสำคัญผู้มีอิทธิพลในวงการกีฬา, นิตยสารสปอร์ตติง นิวส์ ค.ศ. 1997
  • ผู้บริหารระดับสูงแห่งปี, นิตยสารชีฟ เอกเซกคูทีฟ ออฟฟิซเซอร์ ค.ศ. 1994
  • นักกีฏวิทยา ได้ตั้งชื่อแมลงวันตอมดอกไม้พันธุ์หนึ่งว่า Eristalis gatesi ตามชื่อของบิล เกตส์ เพื่อเป็นเกียรติแก่เขา

 

 ประมาณการทรัพย์สินของเกตส์

 

บิล เกตส์ ติดอันดับหนึ่ง จากการจัดอันดับ "ฟอร์บ 400" ระหว่างปี ค.ศ. 1993-2005 และติดอันดับหนึ่งในการจัดอันดับมหาเศรษฐีโลกของนิตยสารฟอร์บ ในปี ค.ศ. 1996 และระหว่างปี ค.ศ. 1998-2005 ซึ่งจากการจัดอันดับดังกล่าว สรุปได้ว่าทรัพย์สินสุทธิของเขามีมูลค่าดังต่อไปนี้:
  • ค.ศ. 1996 - 18.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อันดับ 1 ของโลก
  • ค.ศ. 1997 - 36.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อันดับ 2 ของโลก  (รองจากสุลตานโบลเกียแห่งบรูไน ผู้ซึ่งอยู่ในการจัดอันดับของปีนี้ แม้ว่าฟอร์บจะมีนโยบายไม่รวมประมุขของรัฐไว้ในการจัดอันดับก็ตาม)
  • ค.ศ. 1998 - 51.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อันดับ 1 ของโลก
  • ค.ศ. 1999 - 90.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อันดับ 1 ของโลก
  • ค.ศ. 2000 - 60.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อันดับ 1 ของโลก
  • ค.ศ. 2001 - 58.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อันดับ 1 ของโลก
  • ค.ศ. 2002 - 52.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อันดับ 1 ของโลก
  • ค.ศ. 2003 - 40.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อันดับ 1 ของโลก
  • ค.ศ. 2004 - 46.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อันดับ 1 ของโลก
  • ค.ศ. 2005 - 46.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อันดับ 1 ของโลก
  • ค.ศ. 2006 - 46.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อันดับ 1 ของโลก
การที่ทรัพย์สินสุทธิของเกตส์ มีมูลค่าลดลงตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 เป็นต้นมา มีสาเหตุมาจากการที่หุ้นของไมโครซอฟท์มีราคาลดลง รวมถึงการที่เขาได้บริจาคเงินหลายพันล้านดอลลาร์ให้องค์กรการกุศลของเขา และแม้เขาจะมีรายได้ลดลง ตามรายงานของนิตยสารฟอร์บในปีค.ศ. 2004 เกตส์ยังได้บริจาคเงินรวมกว่า 28,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้กับองค์กรการกุศลในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
เขาได้กลายเป็นบุคคลที่มั่งคั่งที่สุดในโลกไปเสียแล้ว แม้จะนับเอาประมุขของรัฐ (ผู้ซึ่งทรัพย์สินมาจากสถานะทางสังคม) ไว้ในการจัดอันดับด้วยก็ตาม (แม้ว่าการจัดอันดับตามมาตรฐานของนิตยสารฟอร์บนั้น จะไม่รวมเอาประมุขของรัฐเอาไว้ด้วย ฟอร์บได้จัดทำบัญชีประมาณการทรัพย์สินของประมุขแต่ละประเทศไว้ต่างหาก เมื่อนำรายชื่อจากการจัดอันดับทั้งสองแบบมารวมกันแล้ว พบว่าเกตส์เป็นบุคคลที่มั่งคั่งที่สุดในโลก)

 

การเยือนประเทศไทย

 

บิล เกตส์ ได้มาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2548 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการมาเจรจากับคณะรัฐบาลเรื่องโครงการ Thailand.NET และแสดงวิสัยทัศน์ให้กับประชาชนทั่วไป โดยในช่วงเช้าได้รับประทานอาหารเช้ากับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทยในขณะนั้น และ บุญคลี ปลั่งศิริ พร้อมด้วย Andrew McBean ผู้บริหารของบริษัทไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) หลังจากนั้นได้ขึ้นพูดที่ทำเนียบรัฐบาล และเข้าเฝ้า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสิ้นสุดภารกิจ ด้วยการขึ้นไปพูดที่ หอประชุมกองทัพเรือ ในงาน Thailand Digital Inspiration

 

วิดีโอ YouTube

 
 
 

วิดีโอ YouTube

 
 
 

วิดีโอ YouTube

 
 
 

วิดีโอ YouTube

 
 
 

วิดีโอ YouTube

 
 
 

วิดีโอ YouTube

 
 
 

วิดีโอ YouTube

 
 
 

วิดีโอ YouTube

 
 

วิดีโอ YouTube

 
 
 

วิดีโอ YouTube

 
 

วิดีโอ YouTube

 
 

วิดีโอ YouTube

 
 
 

วิดีโอ YouTube

 
 

วิดีโอ YouTube

 
 

วิดีโอ YouTube

 
 

วิดีโอ YouTube

 
 
 

วิดีโอ YouTube

 
 

วิดีโอ YouTube

 
 
 

วิดีโอ YouTube

 
 
 
 
 
 

14 ความคิดเห็น:

  1. บิล เกตส์ครองแชมป์รวยสุด 17 ปีซ้อน



    บิล เกตส์ ผู้ก่อตั้งไมโครซอฟท์


    นิตยสาร Forbes จัดอันดับ 400 เศรษฐีอเมริกันชนที่รวยที่สุดในปี 2010 ปรากฏว่าบิล เกตส์ ผู้ก่อตั้งไมโครซอฟท์ยังคงครองแชมป์ความรวยที่สุดต่อไป ที่น่าสนใจคือหนุ่มมาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟสบุ๊กนั้นร่ำรวยกว่าสตีฟ จ็อบส์ ผู้ก่อตั้งแอปเปิลไปแล้วเรียบร้อย

    นอกจากเกตส์ที่ครองแชมป์รวยที่สุดในปีที่ 17 ด้วยมูลค่าทรัพย์สิน 5.4 หมื่นล้านสหรัฐ ยังมีเจ้าพ่อไอทีอีกหลายคนที่ติดอันดับทำเนียบคนรวย เช่นผู้ก่อตั้งและซีอีโอออราเคิล แลร์รี่ เอลิสัน ที่ครองแชมป์รวยอันดับ 3 ด้วยมูลค่าทรัพย์สิน 2.7 หมื่นล้านเหรียญ (ตามหลังอันดับ 2 อย่างวอร์เรน บัฟเฟ็ต) แลร์รี่ เพจและเซอร์เกย์ บริน ผู้ก่อตั้งกูเกิลซึ่งครองตำแหน่งรวยอันดับที่ 11 ด้วยมูลค่า 1.5 หมื่นล้านเหรียญต่อคน รวมถึงไมเคิล เดลล์ ผู้ก่อตั้งเดลล์ที่รวยเป็นอันดับที่ 15 ด้วยทรัพย์สิน 1.4 หมื่นล้านเหรียญ

    ผู้ที่ได้ตำแหน่ง "รวยเร็วที่สุด"ในปีนี้คือผู้ก่อตั้งเฟสบุ๊ก ซึ่งถูก Forbes จัดให้มีอันดับความร่ำรวยที่ 35 ก้าวกระโดดจากอันดับที่ 158 ในปีที่แล้ว มีมูลค่าทรัพย์สินจากเดิม 4.9 พันล้านเหรียญมาเป็น 6.9 พันล้านเหรียญในปีเดียว เป็นตัวเลขที่ฮือฮาอย่างมากเพราะสูงกว่าทรัพย์สินของผู้ก่อตั้งแอปเปิล เพราะจ็อบส์ครองอันดับ 42 ด้วยทรัยพ์สินมูลค่า 6.1 พันล้านเหรียญในปีนี้





    .

    ตอบลบ
  2. ความพอเพียงของบิล เกตส์



    เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลายวงการต้องแปลกใจที่จู่ๆ บิล เกตส์ ก็ประกาศออกมาว่า ภายในเวลา 2 ปีเขาจะสละตำแหน่งใหญ่ๆ ในบริษัทไมโครซอฟท์ทั้งหมดยกเว้นตำแหน่งประธานกรรมการบริษัทเท่านั้น ในระบบการบริหารของไมโครซอฟท์ ประธานกรรมการบริษัท ไม่มีงานประจำมากจนถึงกับต้องไปทำงานทุกวันเ หมือนงานประจำอื่นๆ อาจไปทำงานสัปดาห์ละครั้ง การรั้งตำแหน่งนั้นเพียงอย่างเดียวจึงเป็นเสมือนบิล เกตส์ เกษียณจากงานทั้งที่ตอนนี้เขาอายุเพียง 50 ปี และยังมีสุขภาพสมบูรณ์

    คงเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า บิล เกตส์ เป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์เพื่อทำธุรกิจเขียนโปรแกรมสำหรับคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก ในขณะนี้ ราว 90% ของคอมพิวเตอร์ชนิดนั้นทั่วโลกใช้ "คำสั่งแม่บท" (Operating System) ของไมโครซอฟท์ นอกจากนั้น ไมโครซอฟท์ยังมีโปรแกรมอื่นๆ ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายอีกด้วย ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ทำให้บิล เกตส์ ร่ำรวยมหาศาล ปีนี้เป็นปีที่ 12 ติดต่อกันที่เขาครองตำแหน่งอภิมหาเศรษฐีหมายเลข 1 ของโลก เพราะมีทรัพย์สินกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 2 ล้านล้านบาท

    แน่ละ ทรัพย์สินกองใหญ่ขนาดนั้นย่อมทำให้บิล เกตส์ หมดความจำเป็นที่จะต้องตรากตรำไปทำงานเพื่อการยังชีพ แต่คนที่มีพลังผลักดันภายในสูงยิ่งเช่น บิล เกตส์ ย่อมอยู่เฉยๆ ไม่ได้ ฉะนั้นเขาจะไม่หยุดทำงานหลังจากสละตำแหน่งใหญ่ๆ ในไมโครซอฟท์แล้ว หากจะทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ให้กับมูลนิธิเพื่อการกุศลที่เขาและภรรยาตั้งขึ้นชื่อว่า Bill & Melinda Gates Foundation

    มูลนิธินี้มีคำขวัญว่า Bringing innovations in health and learning to the global community ซึ่งมีความหมายว่า "เพื่อนำนวัตกรรมด้านสุขภาพและด้านการเรียนรู้ไปสู่ชุมชนโลก" คำขวัญนี้สะท้อนความตั้งใจของบิล เกตส์ และภรรยาที่ต้องการจะใช้สมบัติกองใหญ่และความรู้ความสามารถของตนช่วยขจัดโรคร้ายและอวิชชาให้หมดไปจากโลก

    ณ วันนี้ Bill & Melinda Gates Foundation เป็นมูลนิธิที่มีทรัพย์สินมากที่สุดในโลก เพราะได้รับบริจาค จากสองสามีภรรยาแล้วกว่า 29,000 ล้านดอลลาร์ และจะได้รับเพิ่มอีก เนื่องจาก ทั้งสองได้ประกาศไว้นานแล้วว่า จะกันทรัพย์สินเพียงส่วนน้อยเท่านั้นไว้ให้แก่ลูกๆ ส่วนที่เหลือจะยกให้แก่มูลนิธิ คงเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าในสหรัฐ ผู้บริจาคทรัพย์ให้แก่มูลนิธิเพื่อการกุศลได้รับการลดหย่อนภาษีจากรัฐบาลโดยเฉพาะภาษีมรดก ฉะนั้นมูลนิธิจำนวนมากจึงถูกตั้งขึ้นหรือได้รับบริจาคทรัพย์จากมหาเศรษฐีเพราะปัจจัยด้านภาษี

    แต่การตั้งมูลนิธิของบิล เกตส์ และภรรยาไม่น่าจะมีปัจจัยนั้นเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะเขาเป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีไม่กี่คน ที่รณรงค์อย่างเต็มที่ เพื่อกดดันให้รัฐบาลอเมริกันเก็บภาษีมรดกต่อไป

    อาจไม่เป็นที่ทราบกันมากนักว่า รัฐบาลอเมริกันเก็บภาษีมรดกมาเป็นเวลานาน แต่หลังจากจอร์จ ดับเบิลยู บุช เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อต้นปี ค.ศ. 2001 เขาพยายามทุกวิถีทางที่จะยกเลิกภาษีนั้น เพราะเขาเป็นตัวแทนของชนชั้นเศรษฐีที่ขาดจิตสำนึกชนิดตกขอบ ถ้าเขาทำสำเร็จตามความตั้งใจมหาเศรษฐีอเมริกัน จะไม่ต้องจ่ายภาษีมรดกอีก อย่างไรก็ตาม คนอเมริกันจำนวนมากไม่เห็นด้วย ร่างกฎหมายเพื่อยกเลิกภาษีนั้น จึงแพ้คะแนนเสียงในสภาสูงไปสดๆ ร้อนๆ เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมานี้เอง

    การเกษียณตัวเองจากไมโครซอฟท์และทิ้งรายได้ประจำเป็นจำนวนมากของบิล เกตส์ อาจเป็นที่แปลกใจของหลายวงการ แต่สำหรับผู้ที่ติดตามความคิดความอ่าน และการดำเนินชีวิตของเขามาเป็นเวลานานคงไม่แปลกใจเลย (ในปัจจุบันมีหนังสือเกี่ยวกับบิล เกตส์ ในตลาดจำนวนมาก รวมทั้งหนังสือที่เขาเขียนเอง เช่น The Road Ahead และ Business @ the Speed of Thought ซึ่งครั้งหนึ่งนายกฯ ทักษิณแนะนำให้คนไทยอ่าน

    สำหรับผู้ที่ไม่ค่อยมีเวลาและไม่ค่อยถนัดภาษาฝรั่งอาจไปอ่านหนังสือชื่อ "เสือ สิงห์ กระทิง แรด" ซึ่งมีบิล เกตส์ เล่นบทบาท "กระทิง" และเรื่อง "คิดนอกคอก ทำนอกคัมภีร์" ซึ่งมีบทคัดย่อของเรื่อง Business @ the Speed of Thought)

    นอกจากจะมีมันสมองระดับอัจฉริยะและมีพลังผลักดันภายในไม่ต่ำกว่าใครในโลกแล้ว บิล เกตส์ มีจิตสำนึกสูงยิ่ง โดยเฉพาะในความโชคดีของตนเอง การตระหนักในความโชคดีนั้นทำให้เขาต้องการตั้งมูลนิธิขึ้น เพื่อตอบแทนคุณแก่สังคม เนื่องจากบริษัทของเขาร่ำรวยด้วยการขายโปรแกรมคอมพิวเตอร์ทั่วโลก "สังคม" ของเขา จึงเป็นชุมชนโลกทั้งหมด

    ตอบลบ
  3. ต่อ...

    นับตั้งแต่วันก่อตั้งมูลนิธิ Bill & Melinda Gates ได้ให้เงินสนับสนุนแก่โครงการต่างๆ แล้วราว 10,500 ล้านดอลลาร์ ในจำนวนนั้นราว 30% บริจาคให้แก่โครงการในสหรัฐ เพื่อประโยชน์ของชาวอเมริกัน ส่วนอีก 70% บริจาคให้โครงการในประเทศต่างๆ กว่า 100 ประเทศ โดยเฉพาะแก่โครงการเพื่อขจัดโรคร้าย เช่น เอดส์ มาลาเรียและวัณโรค และเพื่อปลูกฝีและฉีดยาให้เด็กเกิดใหม่ในประเทศด้อยพัฒนา

    บิล เกตส์ รักบ้านเกิดอย่างสุดซึ้งจึงได้ย้ายสำนักงานใหญ่ของบริษัทจากรัฐนิวเม็กซิโกกลับไปตั้งในย่านบ้านเกิดที่เมืองเล็กๆ ชื่อ Redmond ในรัฐวอชิงตัน หลังจากนั้น ก็ได้ช่วยพัฒนาเมืองนั้นจนเป็นเมืองชั้นนำ

    ด้วยมันสมองระดับอัจฉริยะ พลังผลักดันปานกระทิงเปลี่ยว ความตั้งใจอันแน่วแน่ และทรัพย์สินจำนวนมหาศาล บิล เกตส์ จะขจัดโรคร้ายและอวิชชาให้หมดไปจากโลกสำเร็จหรือไม่ ?

    ถ้าจะให้ฟันธงคงต้องตอบว่า "ไม่มีทาง" การฟันธงเช่นนี้มิได้หมายความว่าผมดูแคลนบิล เกตส์ หรือ ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เขากระทำ ตรงกันข้ามผมชื่นชมการกระทำของเขามากและเคยเขียนไว้ในคอลัมน์นี้ ว่า นอกจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราแล้ว บิล เกตส์ เป็นผู้ที่สมควรจะได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพมากที่สุด และผมแน่ใจว่าในไม่ช้าเขาจะได้รับ แต่การได้ไปเห็นปัญหามาเกือบทั่วโลก ทำให้ผมแน่ใจว่าไม่มีใครคนใดคนหนึ่งจะแก้ปัญหาได้ จนกระทั่งโรคร้าย และอวิชชาหมดไปจากโลก

    อย่างไรก็ตาม โลกของเราใบนี้จะดีขึ้นกว่าปัจจุบันมาก หากชนชั้นเศรษฐีจะมีจิตสำนึกเช่นบิล เกตส์ นั่นคือ ตระหนักในความโชคดีของตนเองและรู้จักพอเพียงแล้วอุทิศกำลังกาย กำลังสมองและกำลังทรัพย์ส่วนหนึ่ง เพื่อช่วยกันขจัดปัญหาใหญ่ๆ ในชุมชนซึ่งตนอาศัยอยู่ ชุมชนนั้นอาจเป็นหมู่บ้านเล็กๆ หรือชุมชนขนาดใหญ่ในระดับประเทศและระดับโลกก็ได้




    ที่มา : บ้านเขาเมืองเรา : ดร.ไสว บุญมา กรุงเทพธุรกิจ
    วันศุกร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2549





    .

    ตอบลบ
  4. "เกตส์"เลิกใช้เฟซบุ๊กเหตุเพราะดังเกิน!!!


    [เอ.อาร์.ไอ.พี, www.arip.co.th] รายงานข่าวในเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ Telegraph จากเมืองผู้ดีระบุว่า บิล เกตส์ (Bill Gates) ผู้ร่วมก่อตั้งไมโครซอฟท์ (Microsoft) ยอมรับว่า เขาจำเป็นต้องเลิกใช้เฟซบุ๊ก (Facebook) เนื่องจากความดังของตัวเขาที่มากเกินไปจนมีผู้คนอยากเป็นเพื่อนด้วยนับหมื่นราย

    เกตส์ประหลาดใจเมื่อพบว่า ภายในระยะเวลาอันสั้น เฟซบุ๊กของเขาก็มีข้อความเข้ามาท่วมท้นจนไม่อาจจะตอบรับได้ทัน "มันเป็นเรื่องลำบากมากเกินไป ผมก็เลยขอเลิกใช้ดีกว่า" เกตส์บอกกับผู้ฟังการบรรยายของเขาในอินเดีย นอกจากนรี้เขายังกลาวอีกด้วยว่า "มีผู้คนในเฟซบุ๊กต้องการเป็นเพื่อนกับผม 10,000 ราย" แน่นอนว่า เขาคงจะจำได้ไม่กี่คน หรือจำใครไม่ได้เลย เพราะมันดูซับซ้อน และชวนสับสนเหลือเกิน เกตส์ยังสารภาพอีกด้วยว่า เขาไม่ใช่คนที่ชอบเขียนข้อความโต้ตอบในลักษณะนี้


    สำหรับแฟนเพจในเฟซบุ๊กของบิลเกตส์มีผู้ติดตาม (followers) เกือบ 17,000 คนในขณะที่หน้าเว็บเกี่ยวกับการกุศลของเขามีผู้ใช้ที่ให้การสนับสนุนถึง 34,000 ราย แต่ทั้งสองหน้ารวมกันยังเทียบไม่ได้กับแฟนเพจของไมเคิลแจ็คสันที่มีผู้สนับสนุนมากกว่า 10 ล้านราย อย่างไรก็ดี เกตส์ได้ให้คอมเมนต์เรื่องดังกล่าวในงานที่จัดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติให้กับมูลนิธิ Bill & Melinda Gates Foundation ในกรุงนิวเดลฮี ประเทศอินเดีย

    จากข้อมูลในเฟซบุ๊กของเกตส์พบว่า รายการทีวีที่เขาชื่นชอบคือ 24 และเรื่องอื่นๆ ที่เขาสนใจก็จะมีเทนนิส การอ่านหนังสือ และภาพยนต์ต่างๆ นอกจากนี้ บิลเกตส์ไม่ใช่คนดังคนเดียวที่ต้องเลิกใช้เฟซบุ๊กไป มาธาร์ สจ๊วต เจ้าของรายการขวัญใจแม่บ้านอเมริกัน ก็ยอมรับว่า เธอเองก็เพิ่งเลิกใช้เฟซบุ๊กไป เนื่องจากมันใช้เวลาของเธอมากเกินไป ส่วนตัวเธอแล้วชอบใช้ Twitter มากกว่า






    .

    ตอบลบ
  5. 'บิล เกตส์'ควงโตชิบา ปั้นเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์



    สื่อปลาดิบตีข่าวผู้ก่อตั้งไมโครซอฟท์ "บิล เกตส์" จับมือกับ "โตชิบา" ของญี่ปุ่น ลุยพัฒนาเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์สำหรับยุคหน้า ที่จะมีขนาดเล็กลงและสามารถทำงานต่อเนื่องมากกว่า 100 ปีโดยไม่ต้องเติมเชื้อเพลิงซ้ำอีก เชื่อจะมีประโยชน์มหาศาลเพราะจะเป็นแหล่งพลังงานสะอาดและต้นทุนต่ำกว่าเตาปัจจุบันที่ต้องเติมเชื้อเพลิงทุกๆปี

    เทคโนโลยีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ยุคหน้าที่ถูกพูดถึงมีชื่อว่า Traveling-Wave Reactor (TWR) จุดเด่นของเทคโนโลยีนี้คือการใช้กากยูเรเนียมซึ่งเหลือใช้จากโรงปฏิกรณ์นิวเคลียร์รุ่นเก่ามาเป็นเชื้อเพลิง ทำให้พลังงานนิวเคลียร์ที่ได้มีต้นทุนการผลิตที่ถูกลง ปลอดภัยมากขึ้น และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าเทคโนโลยีปัจจุบัน แต่สามารถผลิตไฟฟ้าได้เทียบเท่าเตาปฏิกรณ์ดั้งเดิม คือตั้งแต่ระดับ 100,000-1,000,000 กิโลวัตต์

    หนังสือพิมพ์ธุรกิจนิกเกอิ (Nikkei) รายงานเรื่องนี้โดยไม่เปิดเผยชื่อแหล่งข่าว ระบุว่าเกตส์ตั้งใจใช้ความสามารถของเขาในการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยี TWR โดยพร้อมจะเทเงินลงทุนมูลค่ามากกว่าหลายหมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯให้แก่โครงการนี้

    ที่ผ่านมา เทคโนโลยี TWR ถูกพัฒนาโดยบริษัทเทอร์ราพาวเวอร์ (TerraPower) บริษัทเกิดใหม่ในรัฐวอชิงตันซึ่ง บิล เกตส์ เป็นเจ้าของเงินลงทุน และดำเนินงานภายใต้ความดูแลของอดีตผู้บริหารไมโครซอฟท์นามว่านาธาน ไมห์รโวล์ด (Nathan Myhrvold) แต่รายงานระบุว่าเทอร์ราพาวเวอร์ขาดความรู้ความชำนาญในการผลิตอุปกรณ์พลังงานนิวเคลียร์ จึงได้ตัดสินใจร่วมมือกับโตชิบา ซึ่งสามารถออกแบบเตาปฏิกรณ์ขนาดเล็กพิเศษที่ทำงานต่อเนื่องได้ 30 ปีสำเร็จแล้ว

    โตชิบาเป็นบริษัทที่มีโรงงานนิวเคลียร์ของตัวเองในเมืองเวสติงเฮาส์(Westinghouse) โดยเทคโนโลยีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ชิ้นโบแดงของโตชิบามีชื่อว่า Super-Safe, Small and Simple (4S) แต่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้เพียงระดับ 10,000 กิโลวัตต์ เท่านั้น

    รายงานของวอลล์สตรีทเจอร์นอลอ้างคำพูดของเคอิซูกิ โอโมริ ประชาสัมพันธ์โตชิบา ว่าโตชิบาและเทอร์ราพาวเวอร์มีการเจรจาเพื่อร่วมมือกันพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์จริง แต่การเจรจายังไม่มีข้อสรุปที่แน่นอนในขณะนี้ โดยเฉพาะมูลค่าการลงทุน ขณะที่ ลอร์รา เฮอร์แมนน์ (Laura Hermann) ประชาสัมพันธ์เทอร์ราพาวเวอร์ ระบุเพียงว่าบริษัทเปิดกว้างเจรจากับกลุ่มผู้พัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ แต่ปฏิเสธไม่ให้ความเห็นว่าได้เจรจากับโตชิบาจริงหรือไม่

    ด้านรายงานของรอยเตอร์สชี้ว่า โตชิบาแสดงความมั่นใจว่า 80% ของเทคโนโลยีที่ใช้ใน 4S นั้นสามารถประยุกต์ใช้กับเทคโนโลยี TWR ได้

    บิล เกตส์ เคยให้สัมภาษณ์ว่า เตาปฏิกรณ์เทคโนโลยี TWR นี้สามารถทำงานในชั้นใต้ดินลึกโดยที่ไม่ต้องมีพนักงานดูแล แต่ยังต้องใช้ระยะเวลาในการพัฒนาอีกนาน และยังไม่ผ่านการตรวจสอบใดๆ จากคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ U.S. Nuclear Regulatory Commission จุดนี้นิกเกอิเชื่อว่า พัฒนาการของ TWR อาจต้องกินระยะเวลานานถึง 10 ปี ซึ่งหากการพัฒนาเป็นไปด้วยดี โตชิบาก็จะเริ่มต้นผลิตเตาปฏิกรณ์ในจำนวนมาก

    เทอร์ราพาวเวอร์ไม่ใช่รายเดียวที่มุ่งมั่นพัฒนาเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ยุคหน้า ยังมีบริษัทอย่าง General Atomics ที่พัฒนาเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กที่ใช้กากยูเรเนียมเป็นเชื้อเพลิงเช่นกัน

    พลังงานนิวเคลียร์นั้นเป็นเป้าหมายใหม่ของ"บิล เกตส์"ซึ่งมีดีกรีเป็นเจ้าพ่อวงการซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์มาก่อน หลายสำนักพิมพ์วิเคราะห์เป้าหมายนี้เกิดขึ้นเพราะเกตส์มีความสนใจในการพัฒนาระบบพลังงานใหม่เพื่อประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งที่ผ่านมา เกตส์ประกาศวิสัยทัศน์ต่อสาธารณชนบ่อยครั้งว่า การค้นหาเทคโนโลยีด้านพลังงานใหม่นั้นเป็นสิ่งจำเป็นมากต่อการลดปัญหาโลกร้อนที่มนุษยชาติกำลังเผชิญอยู่

    เกตส์เคยประกาศว่า วิธีการที่จะแก้ไขวิกฤติโลกร้อนได้ก็คือการมีแหล่งพลังงานใหม่ที่สะอาดและราคาถูก เพื่อให้สามารถลดการปล่อยคาร์บอน และราคาค่าไฟฟ้าลงได้ จุดนี้เกตส์มองว่า พลังงานนิวเคลียร์คือเป็นหนึ่งในพลังงานทางเลือกนอกเหนือจากพลังงานน้ำและพลังงานแสงอาทิตย์ที่จะสามารถเป็นแหล่งพลังงานที่มีราคาต้นทุนการผลิตกระแสไฟฟ้าต่ำเพียงพอสำหรับประชาชนในประเทศกำลังพัฒนา และจะสามารถแก้วิกฤติโลกร้อนได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากประธานาธิบดีบารัค โอบามา ประกาศนโยบายรับประกันเงินกู้ 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา




    .

    ตอบลบ
  6. เศรษฐีเม็กซิกันเบียดบิล เกตส์ ตกอันดับรวยที่สุดในโลก



    เศรษฐีเม็กซิกันรวยแซงบิล เกตส์-เหตุหุ้นพุ่ง


    มหาเศรษฐี “บิล เกตส์” เจ้าของและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ บุคคลร่ำรวยที่สุดของโลก ครอบครองทรัพย์สินอยู่ราว 56,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ถูกนายคาร์ลอส สลิม เฮลู ชาวเม็กซิกัน วัย 67 ปี มหาเศรษฐีเจ้าของธุรกิจการสื่อสาร บริษัทการเงิน บริษัทอุตสาหกรรม และธุรกิจอีกหลายชนิด ช่วงชิงตำแหน่งความรวย มีทรัพย์สิน แซงหน้านายบิล เกตส์ ราว 9,000 ล้านดอลลาร์ สหรัฐฯ เหตุเพราะราคาหุ้นบริษัทสื่อสารช่วงไตรมาสที่ 2 ของ ปีนี้ พุ่งขึ้นถึง 26.5 เปอร์เซ็นต์

    เว็บไซต์การเงิน “เซนติโด โคมุน” รายงานระบุเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา นิตยสารฟอร์บส์จัดให้นายสลิม รวยอันดับ 2 ของโลก มีทรัพย์สิน 53,100 ล้านดอลลาร์ สหรัฐฯ แต่ด้วยราคาหุ้นบริษัทธุรกิจของนายสลิมในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ พุ่งขึ้นเฉลี่ย 26.5 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ทรัพย์สินนายสลิมเพิ่มขึ้นมากกว่าทรัพย์สินนายบิล เกตส์ อยู่ราว 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

    เหตุผลหนึ่งที่ทรัพย์สินของนายสลิมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะนายสลิมยังทำหน้าที่บริหารธุรกิจของตัวเอง โดยเฉพาะบริษัทสื่อสาร “อเมริกัน โมวิล” ซึ่งครองตลาดการใช้โทรศัพท์ในภูมิภาคละตินอเมริกาถึง 33 เปอร์เซ็นต์ นอกเหนือจากการทำธุรกิจกลุ่มบริษัทการเงิน “อินเบอร์ซา” ธุรกิจกลุ่มอุตสาหกรรม “กรูโป คาร์โซ” ธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจร้านขายกาแฟและร้านอาหาร ขณะที่นายบิล เกตส์ เริ่มวางมือจาก การบริหารบริษัทไมโครซอฟท์มาตั้งแต่ปี 2543 โดยหันมามุ่งงานด้านมูลนิธิร่วมกับภรรยาคือนาง “เมลินดา”

    นายสลิมเป็นลูกชายผู้อพยพชาวเลบานอน ครอบครัวประกอบธุรกิจมาตลอด ช่วยพ่อดำเนินกิจการร้านค้ามาตั้งแต่เด็กๆจนเรียนจบคณะวิศวกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยในเม็กซิโก จากนั้นเริ่มซื้อ เล่นหุ้น แต่ต้องเผชิญสภาพวิกฤติเศรษฐกิจภูมิภาคละตินอเมริกาเมื่อช่วงต้นทศวรรษ 1980 จึงได้ปฏิรูปธุรกิจของตัวเองในนามกลุ่ม “กรูโป คาร์โซ” จนประสบความสำเร็จและทุ่มทุน 1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซื้อหุ้นบริษัท “เทเลโฟโนส เดอ เม็กซิโก หรือเทเลเม็กซ์” เมื่อปี 2533 ภายหลังรัฐบาลเปลี่ยนนโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจ

    ข่าวแจ้งว่า แม้นายสลิมร่ำรวยมีทรัพย์สินมหาศาล แต่ก็พยายามหลีกเลี่ยงการเข้าสังคมคนชั้นสูง ไม่นิยมทำตัวโอ่อ่าฟุ่มเฟือย ยังสวมนาฬิกาข้อมือพลาสติกอยู่จนถึงช่วงทศวรรษ 1990

    อย่างไรก็ดี นายสลิมต่างก็ให้ความสำคัญกับมูลนิธิการกุศลเช่นเดียวกับนายบิล เกตส์ โดยเพิ่งร่วมก่อตั้งมูลนิธิช่วยเหลือแก้ปัญหาความยากจนในภูมิภาคละตินอเมริกากับอดีตประธานาธิบดี บิล คลินตัน แห่งสหรัฐฯ กับนักธุรกิจเหมืองแร่ชาวแคนาดา.






    .

    ตอบลบ
  7. คุณภาพคน-คุณภาพการศึกษา บทเรียนจาก 'บิล เกตส์'


    ชีวิต 'บิลเกตส์' เป็นชีวิตที่น่าสนใจศึกษา ตามประวัติเขาได้คอมพิวเตอร์เครื่องแรกมาใช้และทดลองเขียนโปรแกรมตั้งแต่อายุ 13 ขวบ และก็หมกมุ่นอยู่กับมันตลอด แม้เมื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดแล้วก็ตาม จากนั้นจึงลาออกและมาตั้งบริษัท ซึ่งประสบความสำเร็จ

    เอ่ยชื่อ "บิล เกตส์" ขึ้นมา ใครๆ ก็ต้องร้องอ๋อ เพราะเขาคือมหาเศรษฐีเจ้าของบริษัท ไมโครซอฟท์ ที่ครอบครองตลาดระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ทำเอาคนใช้คอมพิวเตอร์ของโลกเอาไว้ในมือมากที่สุด ขนาดทำเอาคนใช้คอมพิวเตอร์โดยทั่วๆ ไปคิดว่าวินโดวส์ก็คือคอมพิวเตอร์ไปเลย ทั้งที่จริงๆ แล้ววินโดวส์เป็นชื่อของระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ระบบปฏิบัติการหนึ่งเท่านั้น ยังมีระบบปฏิบัติการยี่ห้ออื่นๆ อีกมากมายหลากหลาย แต่สัดส่วนคนใช้ต่ำมากเมื่อเทียบกับวินโดวส์

    ถึงวันนี้บิล เกตส์ ในวัย 52 ปี จบชีวิตการทำงานประจำของเขาใน ไมโครซอฟท์ แล้วด้วยการออกจากตำแหน่งประธานบริษัทตามกำหนดที่ประกาศไว้ล่วงหน้ามานาน และก็คงหันไปทำงานการกุศลกับมูลนิธิของเขา ปล่อยให้บริษัทเดินไปด้วยตัวของมันเอง

    ชีวิตของเกตส์ เป็นชีวิตที่น่าสนใจศึกษาอยู่มาก ตามประวัติเขาได้คอมพิวเตอร์เครื่องแรกมาใช้และทดลองเขียนโปรแกรมตั้งแต่อายุ 13 ขวบ และก็หมกมุ่นอยู่กับมันมาตลอดแม้กระทั่งเมื่อเข้าไปเรียนมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดแล้วก็ตาม

    เรียนอยู่ได้แค่สองปีก็ลาออกมาตั้งบริษัท ไมโครซอฟท์ กับ พอล อัลเลน แล้วสร้างระบบปฏิบัติการ ไมโครซอฟท์ [คำไม่พึงประสงค์]ส ขึ้นมา ซึ่งค่อยๆ ขยายตัวตีกินระบบปฏิบัติการอื่นๆ มาเรื่อยๆ จนมาสร้างระบบปฏิบัติการวินโดวส์ที่ปรับปรุงเรื่อยมาถึงปัจจุบัน

    มหาวิทยาลัยที่ถือว่าเป็นอันดับหนึ่งไม่ได้มีความหมายอะไรกับเขามากนัก แต่การมุ่งมั่นทุ่มเทให้กับสิ่งที่เขาเองสนใจสำคัญต่อชีวิตของเขามากกว่า และก็ประสบความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยมในเส้นทางที่เขาเลือก ตัดความยอกย้อนในชั้นเชิงทางธุรกิจออกไปก็ยังต้องยอมรับความสามารถของเขา

    ผมคิดว่าตรงนี้แหละครับคือคุณค่าจากชีวิตของเกตส์ที่น่าสนใจ

    ประเด็นไม่ได้อยู่ที่การหันหลังให้กับมหาวิทยาลัยหรือการเรียนมหาวิทยาลัยเป็นสิ่งที่ไร้ค่า (ซึ่งอาจจะจริงก็ได้) แต่อยู่ที่การทุ่มเทในสิ่งที่ตัวเองสนใจจนเกิดความถนัดและเชี่ยวชาญ การขวนขวายหาความรู้และการลงมือทำในสิ่งที่ตัวเองชอบโดยไม่ต้องนั่งรอความรู้ที่ป้อนจากชั้นเรียนเท่านั้น

    บังเอิญว่าในช่วงไม่นานมานี้มีโอกาสได้คุยกับเด็กจบมหาวิทยาลัยหลายต่อหลายคน ที่เรียนมาในสาขาคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยหลายแห่ง สิ่งที่น่าเศร้าใจก็คือเด็กเหล่านี้ขาดประสบการณ์การทดลองและเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างเห็นได้ชัด สี่ปีที่ร่ำเรียนมามีประสบการณ์เพียงแค่การทำโปรเจ็คต์ส่งเท่าที่วิชาเรียนกำหนด

    บางคนหนักกว่าที่คิดมากนะครับ ทำโปรเจ็คต์เว็บไซต์ส่งอาจารย์ แต่ไม่เคยทำเว็บไซต์จริงๆ ชนิดเอาข้อมูลทั้งหมดขึ้นไปไว้บนเซิร์ฟเวอร์ด้วยซ้ำ ทั้งๆ ที่ในสิ่งแวดล้อมของโลกปัจจุบัน มีบริการพื้นที่เซิร์ฟเวอร์ฟรีๆ ให้สามารถทดสอบอยู่มากมายก่ายกอง แม้แต่ของมหาวิทยาลัยผมก็เชื่อว่ามีให้ใช้ มีอะไรให้เล่นให้ลองทำอยู่มากมาย

    แล้วมัวทำอะไรอยู่ในมหาวิทยาลัยตั้งสี่ปี

    ลูกสาวผมเรียนแค่ ม.6 ยังมีประสบการณ์ในการทำเว็บไซต์เองมาตั้งแต่ ม.ต้น จนแทบจะเป็นสิบเว็บแล้ว ขนาดไม่เคยเรียนด้านเว็บ โปรแกรมมิ่ง เธอยังขวนขวายหาหนังสือหนังหามาอ่าน เรียนรู้การเขียนโค้ดต่างๆ เอง ไปแข่งได้รางวัลมาแล้วก็หลายทีแม้จะเป็นระดับพื้นๆ ก็เถอะ นี่ขนาดเป็นสิ่งที่สนใจอันดับสองรองจากการวาดรูปนะครับ

    ความจริงจะสรุปว่าเด็กทุกวันนี้ขาดแรงจูงใจในการใฝ่รู้ก็น่าจะถูกต้อง แต่อาจจะถูกต้องเพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งสถาบันการศึกษาก็ควรจะรับไปแบกไว้บนบ่าด้วยเหมือนกัน ว่าไม่สามารถเป็นสถานที่ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดความใฝ่รู้ขึ้นมาในตัวเด็กได้ จึงล้มเหลวกันไปทั้งผู้เรียนและผู้สอน

    ถ้าเด็กส่วนใหญ่ที่เรียนมหาวิทยาลัยเป็นเหมือนเด็กหลายคนที่ผมได้คุยด้วยนี่ อนาคตประเทศไทยน่าเป็นห่วงครับ

    เพราะเหมือนกับเข้าไปเรียนตามธรรมเนียมที่สั่งสอนกันมาเพื่อ "กระดาษแผ่นเดียว" กันจริงๆ


    ที่มา มติชน http://www.matichon.co.th/news_detail.php?id=38462&catid=14






    .

    ตอบลบ
  8. บิลล์เกตส์เชื่ออีก 5 ปี "คนจะเรียนผ่านเน็ต


    บิลล์ เกตส์ (Bill Gates) ผู้ก่อตั้งบริษัทซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่ไมโครซอฟท์ แสดงวิสัยทัศน์ด้านการศึกษาไว้บนเวทีงาน Techonomy ซึ่งจัดขึ้นที่แคลิฟอร์เนียเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยบิลล์ เกตส์มองอนาคตของโลกการศึกษาว่า อินเทอร์เน็ตจะเป็นสถานที่แห่งการเรียนรู้ของประชากรโลกในอีก 5 ปีนับจากนี้ ไม่ใช่มหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษา

    "อีก 5 ปีนับจากนี้ คุณจะสามารถค้นหาเลกเชอร์หลายๆ บทที่ดีที่สุดในโลกได้อย่างอิสระจากเว็บไซต์" ซึ่งเกตส์เชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะดีกว่าการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งเดียว

    ความเชื่อนี้ของเกตส์เกิดขึ้นเพราะปัจจัยเสริม 2 ด้าน หนึ่งคือด้านค่าใช้จ่ายของการเรียนระดับมหาวิทยาลัยที่มีค่าใช้จ่ายสูง โดยในสหรัฐฯนั้น ค่าใช้จ่ายของการเรียนมหาวิทยาลัยโดยเฉลี่ยนั้นสูงถึง 200,000 เหรียญต่อ 4 ปี (ราว 6.3 ล้านบาท) ปัจจัยที่ 2 คือข้อจำกัดของตำราเรียน ซึ่งโลกอินเทอร์เน็ตจะมีผลให้นักศึกษาในเอเชียสามารถเข้าถึงตำราเรียนได้ทั่วถึงยิ่งขึ้น

    เกตส์มองว่าการศึกษาผ่านเว็บไซต์ในอนาคตจะมีการให้เครดิตหรือใบประกาศที่สามารถนำไปอ้างอิงเพื่อการประกอบอาชีพได้ เชื่อว่าอัตราค่าเล่าเรียนที่นักศึกษาอเมริกันต้องชำระจะลดลงจาก 50,000 เหรียญต่อปี (ราว 1.5 ล้านบาท) ลงมาอยู่ที่ 2,000 เหรียญต่อปี (ราว 63,000 บาท)

    วิสัยทัศน์ของเกตส์นั้นถูกมองว่าสมเหตุสมผล เนื่องจากการเรียนผ่านอินเทอร์เน็ตไม่เพียงจะสามารถแก้ปัญหาค่าใช้จ่ายสูงซึ่งเป็นปัญหาในหลายครอบครัวแล้ว ยังสามารถรองรับการเรียนแบบไร้ขีดจำกัด โดยเฉพาะในแง่จำนวนนักเรียนที่มากขึ้น ที่สำคัญ ขณะนี้สถาบันการศึกษาจำนวนมากต่างมีสื่อการสอนออนไลน์ที่เปิดกว้างให้นิสิตสามารถเข้าถึงได้จากออนไลน์อยู่แล้ว หากนักศึกษาอิสระจะใช้ประโยชน์จากสื่อการสอนเหล่านี้บ้าง ก็ย่อมเป็นไปได้โดยง่าย

    สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้แปลว่ามหาวิทยาลัยและโรงเรียนจะลดความสำคัญในสังคมลง แต่สถาบันการศึกษาจะมีผลต่อสังคมในวงกว้างขึ้นเนื่องจากสามารถเปิดกว้างให้ผู้ใฝ่เรียนทั่วไปเข้ามาศึกษาหาความรู้ได้มากขึ้นด้วยเงินไม่มาก ขณะเดียวกันนักเรียนก็สามารถทำงานและสนับสนุนตัวเองได้ง่ายขึ้นขณะเรียน โดยขณะนี้ รูปแบบการเรียนผ่านอินเทอร์เน็ตแนวคิดเดียวกับเกตส์นั้นเกิดขึ้นแล้วในชื่อ The Open University เปิดให้บริการในบางกลุ่มประเทศ และเปิดกว้างให้ผู้ใฝ่รู้สามารถเรียนรู้ที่บ้านและรับใบประกาศได้ในราคาประหยัด

    ** ยืนยันควรแจกแล็ปท็อปเด็ก **

    งานนี้ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิหนึ่งแล็ปท็อปเพื่อเด็ก 1 คนหรือ One Laptop Per Child อย่างนิโคลัส เนโกรพอนเต (Nicholas Negroponte) ออกมาให้ความเห็นบนเวทีกรณีแรงต่อต้านเรื่องการแจกคอมพิวเตอร์พกพาราคาประหยัดแก่เยาวชนในประเทศกำลังพัฒนา ว่าเป็นเรื่องที่ไม่มีประโยชน์หากมูลนิธิจะดำเนินการแจกคอมพิวเตอร์เพื่อเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอย่างเดียวโดยไม่พัฒนาการศึกษาด้านอื่นควบคู่ไปด้วย จุดนี้เนโกรพอนเตระบุว่าไม่จริง เนื่องจากพบว่านอกจากเด็กๆ จะสามารถใช้งานแล็ปท็อปได้เองแล้ว ยังสามารถสอนให้ผู้ปกครองอ่านและเขียนภาษาบนแล็บท็อปได้ด้วย

    "เยาวชนในพื้นที่ห่างไกลไม่เพียงสอนตัวเองให้อ่านและเขียนได้ เราพบว่าในเปรู เด็กๆ สามารถสอนผู้ปกครองให้อ่านหรือเขียนบนแล็ผท็อปของตัวเองด้วย"

    เนโกรพอนเตยกตัวอย่างเยาวชนในอัฟกานิสถาน ว่าเยาวชนมากกว่าครึ่งหนึ่งไม่ได้ไปโรงเรียนกว่า 75% เป็นเด็กหญิง อย่างไรก็ตาม การสำรวจยังพบว่าคุณครูชาวอัฟกันราว 1 ใน 4 เป็นผู้ไม่รู้หนังสือ โดยอีกส่วนเป็นคุณครูที่จบการศึกษาในระดับที่เหนือกว่านักเรียนเพียง 1 ระดับเท่านั้น

    จุดนี้เองที่เนโกรพอนเตมองว่าเยาวชนจะสามารถใช้อินเทอร์เน็ตเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาในประเทศได้ โดยขณะนี้ คอมพิวเตอร์พกพาในโครงการ OLPC ราว 2 ล้านเครื่องถูกจัดส่งไปยังประเทศกำลังพัฒนาเรียบร้อยแล้ว

    เนโกรพอนเตย้ำว่า หากรัฐบาลสหรัฐฯ เจียดเงินงบประมาณเพียง 1% จากงบจัดหายุทโธปกรณ์ 2,000 ล้านเหรียญต่อสัปดาห์ เยาวชนอัฟกันก็จะมีคอมพิวเตอร์พกพาใช้งานกันทุกคน






    .

    ตอบลบ
  9. หัวข้อเรื่อง ศึกษาอัตชีวประวัติของบิล เกตส์


    บิล เกตส์ เกิดที่เมืองซีแอทเทิล มลรัฐวอชิงตัน เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ค.ศ. 1955 บิดามีอาชีพเป็นนักกฎหมายของบริษัท มารดาเป็นสมาชิกคณะกรรมการของสมาคมต่างๆ ชื่อเต็มของเขาคือ วิลเลียม เฮนรี เกตส์ ที่สาม เกตส์เป็นผู้ที่มีสติปัญญาดีมาตั้งแต่เด็ก เขาสามารถอ่านหนังสือเอ็นไซโคพีเดียในขณะที่มีอายุเพียง 8 ปีและมีพรสวรรค์ทางด้านคณิตศาสตร์อย่างมาก โดยเขาเริ่มหลงใหลในคอมพิวเตอร์ด้วยวัยเพียง 12 ปีและมีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตั้งแต่อยู่ในระดับไฮสคูล โดยโรงเรียนที่เกตส์เข้าศึกษาในระดับไฮสคูล คือ โรงเรียนเลคไซด์ เป็นโรงเรียนสำหรับเด็กที่ฉลาด และหลังจากการศึกษาระดับไฮสคูล เกตส์ก็ได้ศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในสาขากฎหมาย แต่ในระหว่างการศึกษาที่ฮาร์วาร์ด เกตส์ก็ได้ตัดสินใจพักการเรียนเพื่อร่วมกับเพื่อนเขา คือ พอล อัลเลน ในการก่อตั้งบริษัทซอฟท์แวร์ต่อมาก็คือ บริษัทไมโครซอฟท์

    สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการอ่านอัตชีวประวัติของ บิล เกตส์ ได้แก่

    1. รู้จักจุดประกายความคิด และทำให้ความคิดนั้นออกมาเป็นรูปธรรมในโลกแห่งการค้า
    - เกตส์มีความเชื่อว่าคำตอบส่วนใหญ่มีอยู่แล้วในตัวของมันเองในทุกหนแห่ง เพียงแต่ว่าใครจะสามารถมองเห็นและเข้าถึงได้ด้วยวิสัยทัศน์เท่านั้น
    2. ต้องมีความรู้อย่างแท้จริงในสิ่งที่สนใจ โดยที่มีความขยันมั่นเพียร และอดทน
    - เห็นได้จากการที่เกตส์ได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ของเขากับคอมพิวเตอร์เพื่อทำการพัฒนาซอฟท์แวร์
    3. เตรียมตัวให้พร้อมเสมอ เมื่อโอกาสมาถึง
    - เกตส์เป็นตัวอย่างที่ดี จากการที่เขารู้ว่าระบบปฏิบัติการที่พัฒนาให้กับ IBM นั้น จะเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) ได้ ทำให้เขาใช้เวลาทำงานยาวนานกว่า 6 เดือน เพื่อให้มั่นใจว่าโอกาสเมื่อมันมาถึงจะต้องตกเป็นของไมโครซอฟท์อย่างแน่นอน
    4. การมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล
    - เกตส์ได้เดินตามวิสัยทัศน์ของเขาตั้งแต่ยุคเริ่มต้นของไมโครซอฟท์ “คอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงานทุกแห่งและในบ้านทุกหลัง”
    5. อยู่ให้ถูกที่ถูกเวลา
    - เห็นได้เมื่อเกตส์ได้ทำการพัฒนาซอฟท์แวร์สำหรับ PC เป็นช่วงที่อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในอเมริกาเริ่มขยายตัว ซึ่งถ้าเกตส์พัฒนาซอฟท์แวร์นี้ในเวลาที่ช้ากว่านี้ก็อาจจะมีคู่แข่งขันเยอะ หรือในช่วงเวลาที่เร็วเกินไปก็ไม่มีตลาดที่จะรองรับซอฟท์แวร์
    6. พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่
    - เกตส์ เป็นคนที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนเพื่อการค้นคว้าวิจัยเป็นอย่างมาก เขาลงทุนด้วยเปอร์เซ็นต์ที่สูงมากจากรายได้ที่ไมโครซอฟท์ได้รับ เพื่อมองหาสิ่งที่ใหญ่กว่าและใหม่กว่าอยู่ตลอดเวลา
    7. มีจุดยืนที่ชัดเจน
    - เกตส์เน้นย้ำและเคร่งครัดในสิ่งที่ตัวเขาถนัดและสามารถทำได้ดีอยู่ตลอดเวลา นั่นคือ การพัฒนาซอฟท์แวร์
    8. เรียนรู้เพื่อความอยู่รอด
    - เกตส์ได้ทำการสร้างกลไกการเรียนรู้อย่างเปิดกว้างในไมโครซอฟท์ โดยเขาเชื่อว่าการเรียนรู้เป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับการหลีกเลี่ยงภาวะอิ่มตัว รวมไปถึงการป้องกันความผิดพลาดที่ดีที่สุด




    .

    ตอบลบ
  10. วิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ

    บิล เกตส์
    1. เป็นนักปฏิบัติอย่างแท้จริง
    - เกตส์จะไม่ยอมปล่อยให้อารมณ์เข้ามามีผลต่อการตัดสินใจ แต่กลับเป็นคนที่พิจารณาความสมเหตุสมผลเป็นที่ตั้ง โดยมีผลประโยชน์เป็นสำคัญ
    2. เป็นผู้ที่มีความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะเป็นผู้ชนะเสมอ เป็นผู้ชอบการแข่งขัน
    - ความสำเร็จของเกตส์ส่วนหนึ่งเกิดจากความกล้าที่จะสู้กับทุกอย่าง เพื่อก้าวไปสู่การเป็นผู้นำในตลาดให้ได้
    3. ชอบการเคลื่อนไหวตลอดเวลา
    - เกตส์เป็นคนที่มองโลกตามที่มันเป็นจริงและพยายามคิดที่จะขายอะไรก็ได้ให้โลกทั้งโลก
    4. เป็นคนที่ไม่กลัวความเสี่ยง
    - เมื่อเกตส์ต้องวิเคราะห์และแสวงหาวิธีการทางธุรกิจในแบบฉบับของตนเอง เกตส์เป็นคนที่สุขุมยิ่งนักเมื่อต้องเผชิญกับความเสี่ยง
    5. เป็นนักเจรจาชั้นยอด
    - เห็นได้จากการที่ไมโครซอฟท์สามารถประมูลงานในการพัฒนาซอฟท์แวร์ให้กับ IBM ในขณะบริษัทยังไม่เป็นที่รู้จัก ในขณะที่ต้องแข่งขันกับบริษัทยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์มากมาย

    ผู้เขียน
    1. เป็นนักทฤษฎีมากกว่านักปฏิบัติ
    - เป็นคนที่คิดอะไรด้วยความละเอียดรอบคอบมากเกินไป บางทีกว่าจะได้ลงมือทำอะไรคนอื่นก็อาจทำไปเรียบร้อยแล้ว
    2. เป็นคนที่ชอบการแข่งขัน ชอบทำในสิ่งที่ท้าทายความสามารถ
    - เพราะเป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองค่อนข้างสูง และการที่เราได้แข่งขันนั้นเปรียบเสมือนการฝึกฝนความคิดของเราให้แหลมคมและมีประสบการณ์ต่างๆ มากขึ้น เชื่อว่าไม่มีอะไรที่คนเราไม่สามารถทำได้ถ้ายังทำสิ่งนั้นให้ถึงที่สุด
    3. ชอบพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ
    - คิดว่าโลกของเรามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้นคนที่หยุดนิ่งอยู่กับที่จะไม่สามารถแข่งขันกับคนอื่นได้
    4. เป็นคนที่พยายามลองทำในสิ่งใหม่ๆ เสมอเมื่อมีโอกาสและความพร้อม
    - เป็นคนที่เชื่อว่าคนเราไม่ได้ประสบความสำเร็จกันในครั้งแรกที่ลงมือทำ ดังนั้นเมื่อมีโอกาสก็จะลงมือทำถึงแม้ว่าสิ่งนั้นจะมีความเสี่ยงก็ตาม โดยคิดว่าถึงแม้จะไม่ประสบความสำเร็จแต่สิ่งหนึ่งที่ได้รับ คือ ประสบการณ์และเมื่อมีประสบการณ์เราก็มีมุมมองที่กว้างขึ้น โอกาสผิดพลาดก็น้อยลงในที่สุดความสำเร็จก็ต้องรออยู่ข้างหน้า
    5. ชอบการเจรจาต่อรอง
    - เนื่องจากทำให้เราได้พัฒนาทักษะในการโน้มน้าวจิตใจคน ได้เรียนรู้วิธีการในการเอาชนะใจคน และการสร้างความสัมพันธ์อันดีเพื่อโอกาสในอนาคต
    __________________________________________________________________________________________________________________

    เอกสารอ้างอิง
    - Des Dearlove (2002). คิดและบริหารแบบนี้สิรวยแน่ บิล เกตส์ บุรุษที่รำรวยที่สุดในโลก สำนักพิมพ์ GOOD MORNING
    - http://en.wikipedia.org




    .

    ตอบลบ
  11. บิล เกตส์ เผยโลกใกล้ได้วัคซีนป้องกันไข้มาลาเรีย



    บิล เกตส์ เจ้าของบริษัทไมโครซอฟท์

    มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลกอย่าง บิล เกตส์ เจ้าของบริษัทไมโครซอฟท์ เผยว่า ขอเวลาอีก 3 ปี โลกจะมีวัคซีนป้องกันไข้มาลาเรีย

    บิล เกตส์ เป็นนักรณรงค์ต่อต้านไข้มาลาเรียคนสำคัญ ซึ่งโรคนี้คร่าชีวิตประชากรโลกปีละหลายล้านคนส่วนใหญ่เป็นเด็ก เขาก่อตั้งมูลนิธิและใช้เงินหลายพันล้านดอลลาร์ในการต่อสู้กับโรคนี้ โดยมีความเชื่อว่าสามารถกำจัดไข้มาลาเรียให้หมดไปจากโลกได้เหมือนกับไข้ ทรพิษ แม้ในขณะนี้โลกยังไม่มีวัคซีนป้องกันไข้มาลาเรีย แต่ก็ใกล้เต็มทีแล้ว ล่าสุดอยู่ในการทดลองขั้นที่ 3 หรือขั้นสุดท้าย คาดว่าสามารถผลิตเป็นวัคซีนได้ภายใน 3 ปี แต่สำหรับวัคซีนชนิดที่ใช้ได้ผลเต็มที่จะต้องใช้เวลาอีกประมาณ 5-10 ปี

    บิล เกตส์ แสดงความกังวลว่า ประเทศพัฒนาอาจนำเงินที่จะให้ความช่วยเหลือต่างประเทศไปใช้รับมือกับการ เปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เขาเตือนว่า จะเป็นความผิดพลาดหากทำเช่นนี้ เพราะเงินให้ความช่วยเหลือต่างประเทศเป็นเงินที่ช่วยรักษาชีวิต ปรับปรุงสุขภาพประชาชน และช่วยหยุดยั้งการเพิ่มขึ้นของประชากรโลก ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน เขาต้องการความมั่นใจว่าการจัดการปัญหาโลกร้อนจะไม่เบียดบังเงินที่นำไปช่วย เหลือโครงการที่สำคัญ เช่นการพัฒนายาและวัคซีนป้องกันโรคเอดส์







    เนื้อหาโดย : สำนักข่าวไทย อ.ส.ม.ท.




    .

    ตอบลบ
  12. จาก "ทำเงิน" สู่ "ปันเงิน" เส้นทาง "บิลล์ เกตส์" คนรวยช่วยโลก


    ตามแนวคิดสมัยเก่า ตัวเลขผลกำไรขาดทุนอาจเป็นดัชนี ชี้วัด "ความสำเร็จ" เพียงประการเดียวของหลายองค์กรธุรกิจ แต่ในโลก "ใหม่" ที่ถูกรุมเร้าด้วยสารพัดปัญหาทั้งจากน้ำมือ "มนุษย์" และ "ธรรมชาติ" การรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจ หรือแนวคิด "CSR" ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นพันธกิจสำคัญที่นอกจากจะช่วยเยียวยาและจรรโลงโลกให้น่าอยู่แล้ว ยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่องค์กรไปพร้อม ๆ กัน

    เช่นเดียวกับบรรดามหาเศรษฐีคนดังในวงการธุรกิจโลกอย่าง "บิลล์ เกตส์" ที่แม้จะสร้างชื่อจากการเป็นผู้ก่อตั้งและเจ้าของไมโครซอฟท์ แต่ต้องยอมรับว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชื่อเสียงของเขาในแง่ของการเป็นเศรษฐีใจบุญอาจโดดเด่นมากกว่าโดยเฉพาะหลังจากเดือนกรกฎาคม 2549 ที่เขาประกาศว่าจะอุทิศตนเพื่องานการกุศลของมูลนิธิบิลล์และเมลินดา เกตส์ มากขึ้น พร้อมลดบทบาทในแวดวงธุรกิจลง

    นอกจากนี้ เมื่อช่วงกลางปีนี้เกตส์ร่วมกับ "วอร์เรน บัฟเฟตต์" ประธานและซีอีโอของเบิร์กไชร์ แฮธอะเวย์ ได้ประกาศดำเนินโครงการ "เดอะ กีฟวิ่ง เพลดจ์" เชิญชวนมหาเศรษฐีและตระกูลคนรวยในสหรัฐให้แบ่งปันความร่ำรวยส่วนใหญ่ให้กับการกุศล ซึ่งปัจจุบันมีมหาเศรษฐีแสดงความจำนงร่วมโครงการแล้ว 58 คน โดยรายล่าสุดก็คือมหาเศรษฐีรุ่นเล็กอย่าง "มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก" ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊กที่ร่วมโครงการเมื่อเดือนธันวาคม

    วกกลับมาที่แนวคิดการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ของ "เกตส์" ที่ก่อตั้งมูลนิธิบิลล์และเมลินดา เกตส์ ขึ้นเมื่อปี 2537 โดยมอบหมายให้วิลเลียม เอช. เกตส์ ซีเนียร์ เป็นผู้บริหารมูลนิธิ ซึ่งก่อตั้งขึ้นด้วยความเชื่อที่ว่า ทุกชีวิตในโลกนี้มีคุณค่าเท่าเทียมกัน และมูลนิธิต้องการช่วยเหลือให้เพื่อนมนุษย์ทุกคนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี สำหรับในประเทศกำลังพัฒนานั้นมูลนิธิเน้นช่วยให้คนมีสุขภาพที่ดีขึ้น และหลุดพ้นจากความยากจนและหิวโหย ส่วนในสหรัฐจะมุ่งดำเนินโครงการเพื่อสร้างความมั่นใจว่า คนทุกคนโดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาส จะมีโอกาสในชีวิตมากยิ่งขึ้นเพื่อที่จะประสบ ความสำเร็จด้านการศึกษาและชีวิตโดยรวม

    เจ้าพ่อไมโครซอฟท์เคยให้สัมภาษณ์ในรายการ "This Week with Christiane Amanpour" เกี่ยวกับ "การให้" โดยอธิบายว่า ความใจบุญเป็นสิ่งที่แพร่หลายง่าย และ ตอนนี้มีคนใจบุญกว่า 40 คนเข้าร่วมโครงการเดอะ กีฟวิ่ง เพลดจ์ ขณะที่อีกหลายคนจะเข้ามาร่วมในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

    "เมื่อคุณได้ยินเรื่องคนอื่น "ให้" บ่อยครั้งขึ้น ก็จะกระตุ้นให้คุณทำมากขึ้นเหมือนกัน และคนที่เข้าร่วมโครงการนี้ล้วนได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องราวของคนอื่น ซึ่งทำให้พวกเราต้องการทำให้เงินเหล่านี้สร้างประโยชน์สูงสุด"

    ที่ผ่านมาเกตส์พร้อมด้วยเมลินดา เกตส์ คู่ชีวิตของเขา ได้บริจาคเงิน ตลอดจนใช้ความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมเพื่อพยายามแก้ปัญหาใหญ่ ๆ ของโลกผ่านทางกองทุนส่วนตัวที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยมูลค่าสินทรัพย์ 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์

    เมลินดา เกตส์ บอกเล่าเกี่ยวกับ "การทำเงิน" จากธุรกิจและการตัดสินใจ "สละเงิน" เพื่อเพื่อนมนุษย์ว่า ทั้งเธอและบิลล์ เกตส์ ต่างพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องการตอบแทนสังคมมานานแล้ว เพราะทั้งคู่ต่างเติบโตมาในครอบครัวที่มองว่าการทำงานอาสาสมัคร และการตอบแทนสังคมเป็นสิ่งสำคัญอย่างแท้จริง

    นอกจากนี้ เธอไม่เคยวัดความสำเร็จจากตัวเลข แต่กลับมองว่าการบริจาคเงินกว่า 1.3 พันล้านดอลลาร์ให้กับโครงการต่าง ๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเป็นหนึ่งในความสำเร็จที่เธอภาคภูมิใจ และเป็นการลงทุนที่ดีที่สุดที่เธอเคยทำมา




    .

    ตอบลบ
  13. ต่อ...


    ทั้งนี้ แน่นอนว่าในฐานะของมหาเศรษฐีเจ้าของมูลนิธิที่มีเม็ดเงินมหาศาล พร้อมความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ย่อมมีคนจำนวนมากจากหลายโครงการทั่วโลกร้องขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิบิลล์และเมลินดา เกตส์ แต่มูลนิธิจะเลือกช่วยเหลืออย่างไร ?

    สำหรับประเด็นนี้บิลล์ เกตส์ อธิบายว่า เมื่อมองรอบด้านแล้วก็จะเห็นว่าเรื่องปาฏิหาริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เคยเกิดขึ้นกับคนทุกคนในโลกนี้ก็คือ มีสุขภาพดีขึ้น และไม่ใช่เรื่องของการรักษาชีวิตไว้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่เป็นการ ลดการเจ็บไข้ได้ป่วยด้วย นอกจากนี้จะต้องเปิดโอกาส ให้เด็ก ๆ ได้เล่าเรียน

    มหาเศรษฐีใจบุญคู่นี้ได้กล่าวถึงงานของมูลนิธิผ่านจดหมายเปิดผนึกทางเว็บไซต์ว่า มูลนิธิได้ร่วมมือกับพันธมิตรทั่วโลกเพื่อจัดการกับปัญหายาก ๆ บางปัญหา อาทิ ความยากจนแร้นแค้น และความด้อยคุณภาพของระบบสาธารณสุข ในประเทศกำลังพัฒนา ความล้มเหลวของระบบการศึกษาของสหรัฐ และเหตุผลที่ทั้งคู่เลือกทุ่มเทกับปัญหาไม่กี่ปัญหาเนื่องจากคิดว่าเป็นแนวทางที่ดีที่สุดที่ก่อให้เกิดผลที่ยิ่งใหญ่ และให้ความสนใจกับเรื่องเหล่านี้เป็นพิเศษ เพราะคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้คนไม่สามารถใช้ชีวิตให้ดีที่สุดได้

    ในประเด็นเหล่านี้มูลนิธิได้สนับสนุนแนวคิดด้าน นวัตกรรมที่จะช่วยขจัดอุปสรรคดังกล่าว เช่น เทคนิคใหม่ ที่ช่วยให้เกษตรกรในประเทศกำลังพัฒนาสามารถปลูกพืชได้มากขึ้นและมีรายได้มากขึ้น อุปกรณ์เครื่องมือใหม่ ๆ ที่ช่วยป้องกันโรคร้าย ตลอดจนวิธีการใหม่ ๆ ที่ช่วยการเรียนการสอนในห้องเรียน

    อย่างไรก็ตาม แม้จะมีเงินมหาศาลและแนวคิดที่ดี แต่ทั้งคู่ยอมรับว่า บางโครงการที่ได้รับเงินสนับสนุนจากมูลนิธิก็ล้มเหลว แต่เขาและเธอก็ยังมุ่งมั่นเดินหน้าต่อไป เพราะเชื่อว่าบทบาทสำคัญของ "ความใจบุญ" ก็คือการเดิมพันกับทางออกอันเปี่ยมด้วยความหวังที่บรรดารัฐบาลและภาคธุรกิจอาจไม่สามารถทำได้ และหากโครงการใดประสบความสำเร็จก็จะแบ่งปันความรู้เหล่านั้นเพื่อเอื้อประโยชน์ แก่คนอื่น ๆ ด้วย





    .

    ตอบลบ
  14. บิล เกตส์ เลือกใช้ Host ที่มีระบบปฏิบัติการอย่าง Linux?


    จั่วหัวแบบงงๆแต่ถ้าอ่านให้จะเห็นว่า บิล เกตส์ เจ้าของไมโคซอฟต์ แต่ดันเลือกมาใช้ Host ที่มีระบบปฏิบัติการอย่าง Linux
    ชักเริ่มสงสัยขึ้นมาแล้วผมว่าเราไปหาคำตอบจากแหล่งข่าวนี้ดีกว่า

    TechCrunch ได้รับข่าวลือมาว่า เว็บไซต์ใหม่ของคุณบิล เกตส์ thegatesnotes.com ทำงานบนเซิร์ฟเวอร์ที่เป็นลีนุกช์ จึงได้ลองใช้ Netcraft ตรวจสอบ พบว่าเป็นเว็บไซต์ดังกล่าวทำงานทั้งบนลีนุกซ์และวินโดวส์ (โดยใช้ IIS 7.0 จัดการเว็บในฝั่งวินโดวส์) จึงเป็นไปได้ที่เว็บไซต์ดังกล่าวใช้ Akamai เชื่อมไปยังแหล่งคอนเทนต์สำรองในกรณีที่มีทราฟิกมากเกินเซิร์ฟเวอร์หลักจะรับไหว (รวมถึงการถูกโจมตีแบบ DDoS) และ Akamai นี้แหละที่ใช้ลีนุกซ์

    เมื่อ 7 ปีที่ผ่านมาก็เลยมีข่าวลือว่าไมโครซอฟท์ใช้็Hosting ลีนุกซ์รันเว็บไซต์ microsoft.com ซึ่งความเป็นจริงก็ไม่ได้ต่างจากกรณีนี้เลย คือ ไมโครซอฟท์ใช้ Akamai ซึ่งรันบนHOSTลีนุกซ์ในการค้นหา (routing) เส้นทางรันส่งข้อมูล

    ที่มา: http://blognone.com





    .

    ตอบลบ