Facebook Fan Page ::https://www.facebook.com/prapasara.blog

18 มกราคม 2554

เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ เจ้าชายแห่งเวลส์

เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ เจ้าชายแห่งเวลส์
 
เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ เจ้าชายแห่งเวลส์ (HRH the Prince Charles, The Prince of Wales พระนามเต็ม ชาร์ลส์ ฟิลิป อาร์เธอร์ จอร์จ; ประสูติ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2491) ทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และ เจ้าฟ้าชายฟิลิป ดยุคแห่งเอดินเบอระ ทรงดำรงพระอิสริยยศ เจ้าชายแห่งเวลส์ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2501 ซึ่งทรงมีฐานันดรศักดิ์เป็น "สมเด็จเจ้าฟ้าชายแห่งเวลส์" ยกเว้นที่ประเทศสก็อตแลนด์ ซึ่งพระองค์ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น "สมเด็จเจ้าฟ้าชายชาลส์ ดยุคแห่งโรธเซย์" นอกจากนี้ยังมีพระอิสริยยศ ดยุคแห่งคอร์นวอลล์ ที่ทรงใช้บ่อยครั้งในความเกี่ยวเนื่องกับแคว้นคอร์นวอลล์ พระองค์เป็นรัชทายาทลำดับที่ 1 หากแต่มีลำดับพระอิสริยยศเป็นที่ 3 ในลำดับโปเจียมต่อจากสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักรและเจ้าฟ้าชายฟิลิป ดยุคแห่งเอดินเบอระ
เจ้าชายแห่งเวลส์ทรงเป็นที่รู้จักในฐานะว่าที่กษัตริย์พระองค์ต่อไปของสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่ไอร์แลนด์เหนือและประเทศในเครือจักรภพ ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนับตั้งแต่ได้ทรงเจริญพระชนม์พอสมควร อีกทั้งยังเป็นที่รู้จักจากการทรงเสกสมรสกับเลดี้ไดอานา สเปนเซอร์และความรักอันอื้อฉาวของพระองค์กับคามิลลา ปากเกอร์โบลส์

วัยเด็ก

เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2491 ที่พระราชวังบัคคิงแฮมพระบิดาคือเจ้าฟ้าชายฟิลิปส์ พระมารดาคือ เจ้าฟ้าหญิงอลิซาเบธ ดัชเชสแห่งเอดินบะระ รัชทายาทของราชบัลลังก์อังกฤษในขณะนั้น เจ้าฟ้าชายทรงรับศีลล้างบาปที่ห้องดนตรี พระราชวังบัคกิ้งแฮมเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2491 พระองค์มีพ่อและแม่ทูนหัวคือ สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 สมเด็จพระราชินีแมรี่ เจ้าฟ้าหญิงมากาเร็ต มาชันเนสเนสมิลฟอร์ด ฮาเวน เดวิด โบวส์-ลีออน (พระอนุชาในสมเด็จพระราชินีอลิซาเบธ พระราชชนนี) เลดี้บราบรูน สมเด็จพระราชาธิบดีฮากุนที่ 7 แห่งนอร์เวย์ และเจ้าชายจอร์จแห่งกรีก
ตามพระบรมราชโองการของสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 สมเด็จพระบรมเปตามหัยกาธิบดี(ปู่ทวดหรือตาทวด)ของเจ้าชาย สั่งว่าผู้ที่จะดำรงอิสริยยศเจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งอังกฤษนั้น ถ้าเป็นชั้นพระราชนัดดาแล้ว จะต้องผ่านทางสายพระราชโอรสเท่านั้น[1] ในขณะที่ชาลส์ทรงเป็นพระราชนัดดาผ่านทางสายพระราชธิดา พระองค์ควรจะดำรงยศเป็นเอิร์ลแห่งมารีออนเน็ต (ซึ่งเป็นยศสำหรับทายาทผู้จะสืบตำแหน่งดยุคแห่งเอดินบะระ) อย่างไรก็ตามสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 สมเด็จพระบรมอัยกาธิบดี (ปู่หรือตา) ของเจ้าชายมีพระราชโองการใหม่ เฉพาะพระโอรสและพระธิดาของเจ้าฟ้าหญิงอลิซาเบธ ให้ดำรงพระอิสริยยศเป็นเจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งสหราชอาณาจักรได้ตั้งแต่ประสูติ พระราชโองการฉบับนี้ไม่มีผลครอบคลุมถึงพระราชธิดาอีกพระองค์หนึ่งคือเจ้าฟ้าหญิงมากาเร็ต และจากพระราชโองการฉบับดังกล่าวทำให้ชาลส์มีพระยศตั้งแต่แรกประสูติว่า เจ้าชายชาลส์ แห่งเอดินบะระ
 
เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์มีพี่น้อง 4 พระองค์ดังนี้
 
  1. เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ เจ้าชายแห่งเวลส์
  2. เจ้าฟ้าหญิงแอนน์ พระวรราชกุมารี
  3. เจ้าฟ้าชายแอนดรูว์ ดยุคแห่งยอร์ค
  4. เจ้าฟ้าชายเอ็ดเวิร์ด เอิร์ลแห่งเว็สเซ็กส์

ในปีพ.ศ. 2495 พระมารดาของพระองค์เสด็จขึ้นทรงราชย์เป็นสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 เจ้าชายชาร์ลส์ได้รับพระอิสริยยศเป็นดยุคแห่งคอร์นวอลล์ทันที (ในสก็อตแลนด์ คือดยุคแห่งโรเตสเซย์) นอกจากนี้ยังทรงดำรงพระอิสริยยศ เอิร์ลแห่งแคร์ริค บารอนแห่งเรนเฟรว ลอร์ดแห่งไอเซิล เจ้าชายและจอมทัพแห่งสก็อตแลนด์อีกด้วย
ในวันราชาภิเษกของสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธ เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ได้เสด็จไปร่วมพระราชพิธีด้วย (ในขณะที่เจ้าฟ้าหญิงแอนน์ไม่ได้ตามเสด็จ) โดยพระองค์ทรงประทับนั่งระหว่างสมเด็จพระราชานิอลิซาเบธ พระราชชนนี พระพันปีหลวง (พระอัยยิกา (ยาย)) และเจ้าฟ้าหญิงมากาเร็ต (พระมาตุจฉา (น้า) และแม่ทูนหัวของพระองค์))

การศึกษา
 
โดยปกติแล้วพระราชวงศ์ที่มีพระชนม์ระหว่าง 5-8 พรรษานั้นจะได้รับการศึกษาส่วนพระองค์ที่พระอาจารย์เข้ามาจัดการสอนถวายที่พระราชวังบัคกิ้งแฮม หากแต่เจ้าฟ้าชายชาลส์เป็นพระราชวงศ์พระองค์แรก (และรัชทายาทของอังกฤษพระองค์แรก) ที่เสด็จเข้ารับการศึกษาที่โรงเรียน โดยทรงเข้าศึกษาที่โรงเรียนฮิลล์ เฮ้าส์ในเมืองลอนดอน และต่อมาที่โรงเรียนเตรียมความพร้อมด้านวิชาเคมีในเมืองเบิร์คแชร์ ซึ่งเจ้าฟ้าชายฟิลิปส์พระบิดาของพระองค์ได้เสด็จเข้าศึกษาด้วยเช่นกัน
เจ้าชายทรงสำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษาจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์เกียรตินิยม
 
 
เจ้าชายแห่งเวลส์
 
เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ ดยุคแห่งคอร์นวอลล์และโรเตสเซย์ได้รับการสถาปนาให้เป็น เจ้าชายแห่งเวลส์ และเอิร์ลแห่งเชสเตอร์เมื่อพระชนม์ 10 พรรษา หากแต่ได้มีพระราชพิธีขึ้นในอีก 11 ปีต่อมา เจ้าฟ้าชายชาลส์ได้กลายเป็นพระรัชทายาทลำดับที่ 1 ในการจะทรงสืบสันตติวงศ์ของอังกฤษโดยไม่มีผู้ใดเปลี่ยนแปลงได้สืบมานับตั้งแต่บัดนั้น


อภิเษกสมรส

ครอบครัวสเปนเซอร์ใกล้ชิดกับพระราชวงศ์มานานแล้ว เลดีฟรอยเมยซึ่งเป็นคุณยายของเจ้าหญิงนั้น เป็นพระสหายและนางสนองพระโอษฐ์ในสมเด็จพระราชชนนีอลิซาเบธ มาเป็นเวลานาน ประกอบกับการที่เจ้าชายแห่งเวลส์เคยทรงคบหาอยู่กับเลดี้ซาราห์และเลดี้เจน พี่สาวของเลดี้ไดอานา ทำให้พระองค์ทรงคุ้นเคยกับไดอานาพอสมควร และเมื่อเจ้าฟ้าชายชาลส์พระชนม์ได้ราว 30 พรรษา พระองค์ได้รับการร้องขอให้ทรงเสกสมรส ตามกฎหมายพระองค์จะต้องเสกสมรสกับสตรีที่ไม่ได้นับถือนิกายโรมันคาทอลิค แต่นับถือนิกายโบสถ์แห่งอังกฤษ นอกจากนี้ยังมีคำแนะนำให้พระองค์เสกสมรสกับหญิงบริสุทธิ์ด้วย อีกทั้งการที่สมเด็จพระราชชนนี ทรงพระราชประสงค์จะให้พระองค์เองกับเลดี้ฟรอมเมยได้เป็น "ทองแผ่นเดียวกัน" เจ้าฟ้าชายผู้ทรงรักสมเด็จยายมากจึงทรงยอมตามพระทัย และพยายามทำพระองค์ให้คิดว่าไดอานานี้แหละ คือสุดยอดผู้หญิงที่เหมาะสมกับพระองค์ และเป็นผู้หญิงที่พระองค์รัก
มีคำร่ำลือว่า นอกจากสมเด็จพระราชชนนีแล้ว คามิลลา ปากเกอร์ โบลส์ คนรักเก่าของเจ้าชาย (และพระชายาพระองค์ปัจจุบัน) ก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่สนับสนุนพระองค์ให้เลือกหญิงสาววัย 19 ปี เลดี้ ไดอานา ผู้ช่วยครูโรงเรียนอนุบาลมาเป็นพระชายา
สำนักพระราชวังประกาศเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2524 ว่าพระราชพิธีอภิเษกสมรสจะจัดขึ้นที่โบสถ์เซนต์ปอล ในลอนดอน ในวันที่ 29 กรกฎาคม ปีเดียวกัน แขกจำนวน 3,500 คนถูกเชิญมาในขณะที่ผู้ชมนับพันล้านคนทั่วโลกเฝ้ารอดูพระราชพิธี
ไดอานาเป็นหญิงคนแรกในรอบหลายศตวรรษที่สมรสกับรัชทายาทแห่งราชบัลลังก์อังกฤษ  หลังการอภิเษกสมรสไดอานาได้รับยศเป็น เจ้าหญิงแห่งเวลส์ และมีลำดับพระอิสริยยศเป็นลำดับที่ 3 แห่งพระราชวงศ์ฝ่ายในของอังกฤษ ต่อจากสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 และสมเด็จพระราชชนนีอลิซาเบธ

นอกจากนี้ไดอานายังเป็นสตรีสามัญชนคนแรกที่เสกสมรสกับเจ้าชายแห่งเวลส์ และได้ดำรงพระอิสริยยศเป็นเจ้าหญิงแห่งเวลส์ด้วย

พระโอรส


เจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์ มีพระโอรส 2 พระองค์ คือ

  1. เจ้าชายวิลเลียมแห่งเวลส์ ประสูติ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2525 รัชทายาทลำดับที่ 2 แห่งอังกฤษ ทรงสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีจาก มหาวิทยาลัยอีตันในสาขาวิชาภูมิศาสตร์ ชีววิทยาและประวัติศาสตร์ศิลปะ (ผลการทรงศึกษาทั้งหมดด้วยลำดับขั้น A) จากนั้นทรงเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาโท สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ และสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเซนต์แอนดริวส์ ด้วยเกียรตินิยมอันดับ 2 ปัจจุบันทรงเข้ารับการฝึกเป็นทหารอยู่ที่ประเทศชิลี
  2. เจ้าชายแฮร์รีแห่งเวลส์ ประสูติ 15 กันยายน พ.ศ. 2527 รัชทายาทลำดับที่ 3 แห่งอังกฤษ ถูกโจมตีมากที่สุดว่าเป็นเจ้าชายเจ้าปัญหา ด้วยพระอารมณ์รุนแรง หรือการฉลองพระองค์ไม่เหมาะสม (เช่นชุดนาซี) อีกทั้งยังมีข่าวลือว่าแท้จริงแล้วพระองค์อาจไม่ใช่พระโอรสของเจ้าชายชาลส์

 

 

ทรงหย่า

 

เหตุการณ์ไม่เป็นไปอย่างความคาดหมายของทุกคน ในระยะแรกเจ้าหญิงไม่สามารถทรงปรับพระองค์ให้เข้ากับชีวิตของความเป็นเจ้าฟ้าหญิงได้ และทรงทุกข์ทรมานจากพระโรค bulimia (น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว) หลังจากหายจากพระโรค เจ้าหญิงได้มีพระประสูติกาลเจ้าชายวิลเลียม หลังจากนั้นอีก 3 ปี พระองค์ได้มีพระประสูติกาลอีกครั้ง เจ้าชายแฮร์รี ซึ่งสร้างความผิดหวังให้กับเจ้าฟ้าชายชาลส์มาก เนื่องจากพระองค์ทรงหวังว่าพระองค์น่าจะได้พระธิดาจากการประสูติกาลครั้งที่ 2 นี้ เนื่องจากทรงโปรดลูกสาวของคามิลลามากอีกทั้งยังมีข่าวลือว่า แท้จริงแล้วเจ้าชายแฮร์รี่อาจไม่ใช่พระโอรสของพระองค์ รายงานข่าวส่วนหนึ่งเชื่อว่าทั้งสองพระองค์เริ่มแยกกันอยู่หลังจากการเสกสมรสเพียง 5 ปี บางคนเชื่อว่าเนื่องจากเจ้าฟ้าชายชาลส์ไม่สามารถทนได้ที่พระชายาได้รับความชื่นชมมากกว่าพระองค์ (คล้ายคลึงกับเหตุการณ์ของเจ้าฟ้าหญิงมาซาโกะ มงกุฎราชกุมารีแห่งญี่ปุ่นในปัจจุบัน) ภาระทั้งหมดกลับตกไปที่ไดอานาในฐานะที่ควรจะ "ทรงทนให้ได้" เจ้าหญิงพยายามอย่างยิ่งที่จะพยายามเชื่อมความสัมพันธ์ของพระองค์กับชาลส์ไว้ให้นานที่สุด แต่ไม่เป็นผล สื่อมวลชนประโคมข่าวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเจ้าฟ้าชายชาลส์กับคามิลลา อย่างครึกโครม รวมทั้งประโคมข่าวระหว่างเจ้าหญิงกับผู้ชายอีกหลายคน นั่นทำให้ทั้ง 2 พระองค์คิดว่า เรื่องราวทั้งหมดควรจะจบลงเสียที ความสัมพันธ์ของทั้งสองพระองค์ในขณะนั้น สื่อมวลชนเรียกว่า "สงครามแห่งเวลส์" (War of Waleses)
ข้อมูลเพิ่มเติมที่ สงครามแห่งเวลส์

 

ไดอาน่าสิ้นพระชนม์

 
ไดอาน่า เจ้าหญิงแห่งเวลส์สิ้นพระชนม์ด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในปี พ.ศ. 2540
  • ดูรายละเอียดเพิ่มที่ ไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ สิ้นพระชนม์
มีบางแหล่งข่าวระบุว่าเจ้าฟ้าชายชาลส์ทรงอยู่เบื้องหลังอุบัติเหตุที่ปลงพระชนม์ไดอาน่า ตำรวจเริ่มการสืบสวนเมื่อปี 2004 หากแต่หยุดการสืบสวนลงเนื่องจากคำขอร้องของเจ้าชายวิลเลี่ยมและเจ้าชายแฮร์รี่

 

อภิเษกสมรสครั้งที่สอง

 

คลาเรนซ์เฮ้าส์ประกาศเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 ว่าเจ้าฟ้าชายชาลส์และคามิลลา ปากเกอร์ โบลส์ จะเสกสมรสกันในวันที่ 8 เมษายน ปีเดียวกันนั้น อย่างไรก็ตามเนื่องจากการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่ 2 การเสกสมรสต้องเลื่อนไปเป็นวันที่ 9 เมษายน แทนเพระเจ้าฟ้าชายชาลส์ต้องเสด็จฯ ไปในการพระศพ
รวมทั้งได้มีการประกาศเพิ่มเติมด้วยว่าหลังจากเสกสมรสแล้ว คามิลลาจะดำรงพระอิสริยยศเป็น เจ้าฟ้าหญิงดัชเชสแห่งคอร์นวอลล์ (Her Royal Highness the Duchess of Cornwall) และหลังจากชาลส์เสด็จขึ้นครองราชย์ จะดำรงพระอิสริยยศเป็นเจ้าหญิงพระชายา (Her Royal Highness the Princess Consort) เชื่อกันว่าเนื่องจากอ้างอิงตามพระอิสริยยศของเจ้าฟ้าชายอัลเบิร์ต พระราชสวามีในสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียที่ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น เจ้าชายพระสวามี (His Royal Highness the Prince Consort)

 

อิสริยยศ

 

ตั้งแต่แรกเสด็จพระราชสมภพตราบจนสมเด็จพระราชินีนาถเสด็จขึ้นครองราชย์
  • His Royal Highness Prince Charles of Edinburgh
ตั้งแต่สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธเสด็จขึ้นครองราชย์แต่ก่อนที่จะทรงรับสถาปนาเป็นเจ้าชายแห่งเวลส์
  • His Royal Highness The Duke of Cornwall
  • His Royal Highness The Prince Charles, Duke of Rothesay (ใช้เฉพาะในประเทศสกอตแลนด์)
หลังทรงรับพระราชทานสถาปนาเป็นเจ้าชายแห่งเวลส์
  • His Royal Highness The Prince of Wales
  • His Royal Highness The Prince Charles, Duke of Rothesay (ใช้เฉพาะในประเทศสกอตแลนด์)
 

วิดีโอ YouTube




วิดีโอ YouTube

 
 
 
 
 

12 ความคิดเห็น:

  1. สงครามเเห่งเวลส์


    สงครามแห่งเวลส์ เป็นชื่อที่สื่อมวลชนใช้เรียกขานความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์ ชื่อนี้ได้รับแรงบันดาลใจมากจากชื่อสงครามซึ่งพระราชวงศ์ยอร์คและพระราชวงศ์กลอสเตอร์ได้รบกันเพื่อแย่งชิงราชบัลลังก์อังกฤษคือ สงครามกุหลาบ สงครามแห่งเวลส์ เริ่มขึ้นหลังจากที่สื่อมวลชนได้รับทราบว่าการทรงเสกสมรสของทั้งสองพระองค์นั้นไม่ราบรื่น และในปี พ.ศ. 2530 เจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์ก็ได้แยกกันอยู่อย่างเด็ดขาด
    ก่อนจะถึงสงครามแห่งเวลส์

    วันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2524 เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ และเลดี้ ไดอาน่า เสกสมรสกัน ณ มหาวิหารเซ้นท์ปอล ต่อหน้าแขก 3500 คน และผู้ชมทั่วโลก พระเจ้าแผ่นดินของทวีปยุโรปทุกพระองค์ได้เสด็จเข้าร่วมในพระราชพิธีนี้ (ยกเว้นสมเด็จพระราชาธิบดีจวน คาลอส แห่งสเปนเพราะทรงทราบหมายกำหนดการล่วงหน้าว่าเจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์จะเสด็จไปประทับ "ฮันนีมูน" ที่สเปน)


    จากการเสกสมรสกับรัชทายาทแห่งราชบัลลังก์อังกฤษ ไดอาน่าทรงรับพระอิสริยยศ เจ้าหญิงแห่งเวลส์ พร้อมกับพระอิสริยศักดิ์รอยัล ไฮเนส (เทียบได้กับชั้น เจ้าฟ้า)[1>เจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์เสด็จไปประทับที่พระตำหนักไฮโกรฟ และพระราชวังแคนซิงตัน และเจ้าหญิงแห่งเวลส์ได้ทรงกลายเป็นจุดสนใจทั้งหมดทั้งมวลของบรรดานักข่าว ทุกพระอิริยาบถ ทุกความเคลื่อนไหว แม้แต่การไว้ทรงพระเกศาล้วนเป็นที่สนใจและติดตามโดยคนนับล้านทั้งสิ้น

    ทรงหย่า

    เจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์ เริ่มต้นชีวิตสมรสของพระองค์ด้วยความงดงาม หากแต่ทุกอย่างเริ่มไม่เป็นไปอย่างความคาดหมายของทุกคน ในระยะแรกเจ้าหญิงไม่สามารถทรงปรับพระองค์ให้เข้ากับชีวิตของความเป็นเจ้าฟ้าหญิงได้ และทรงทุกข์ทรมานจากพระโรค Bulimia (น้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว) หลังจากหายจากพระโรค เจ้าหญิงได้มีพระประสูติกาลเจ้าชายวิลเลียม หลังจากนั้นอีก 3 ปี พระองค์ได้มีพระประสูติกาลอีกครั้ง เจ้าชายแฮร์รี ซึ่งสร้างความผิดหวังให้กับเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์มาก เนื่องจากพระองค์ทรงหวังว่าพระองค์น่าจะได้พระธิดาจากการประสูติกาลครั้งที่ 2 นี้ เนื่องจากทรงโปรดลูกสาวของคามิลลา ปากเกอร์ โบลส์มากอีกทั้งยังมีข่าวลือหนาหูว่าแท้จริงแล้วเจ้าชายแฮร์รี่อาจไม่ใช่พระโอรสของพระองค์ รายงานข่าวส่วนหนึ่งเชื่อว่าทั้งสองพระองค์เริ่มแยกกันอยู่หลังจากการเสกสมรสเพียง 5 ปี บางคนเชื่อว่าเนื่องจากเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ไม่สามารถทนได้ที่พระชายาได้รับความชื่นชมมากกว่าพระองค์ (เช่นเดียวกันกับที่เกิดขึ้นกับเจ้าฟ้าหญิงมาซาโกะ มกุฎราชกุมารีแห่งญี่ปุ่นในปัจจุบัน)ภาระทั้งหมดกลับตกไปที่ไดอาน่าในฐานะที่ควรจะ "ทรงทนให้ได้" เจ้าหญิงพยายามอย่างยิ่งที่จะพยายามเชื่อความสัมพันธ์ของพระองค์กับชาร์ลส์ไว้ให้นานที่สุด แต่ไม่เป็นผล สื่อมวลชนประโคมข่าวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์กับคามิลลา ปากเกอร์ โบลส์ อย่างครึกโครม รวมทั้งประโคมข่าวระหว่างไดอานาเองกับผู้ชายอีกหลายคน นั่นทำให้ทั้ง 2 พระองค์คิดว่า เรื่องราวทั้งหมดควรจะจบลงเสียที ความสัมพันธ์ของทั้งสองพระองค์ในขณะนั้น สื่อมวลชนเรียกว่า War of Waleses (สงครามแห่งเวลส์) หลังจากทรงปรึกษากับทุกคนรอบตัวอย่างรอบคอบ (โดยเฉพาะกับ ซาราห์ ดัชเชสแห่งยอร์ค)ในปี พ.ศ. 2538 เจ้าหญิงแห่งเวลส์ประทานสัมภาษณ์ เกี่ยวกับชีวิตส่วนพระองค์อย่างหมดเปลือก


    "I'd like to be a queen of people's hearts, in people's hearts, but I don't see myself being Queen of this country," she said. "I don't think many people will want me to be Queen."


    (ฉันอยากเป็นราชินีแห่งดวงใจในดวงใจผู้คน แต่มองไม่เห็นภาพตัวเองในฐานะราชินี ที่จริงฉันเห็นว่าหลายคนคงไม่อยากให้ฉันเป็นราชินี ที่บอกว่าหลายคนนั้นน่ะฉันหมายถึงสถาบันที่ฉันสมรสด้วย)





    .

    ตอบลบ
  2. หนังสือสำคัญการหย่าของเจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์บทสัมภาษณ์ในระยะเวลาเพียง 1 ชั่วโมง[2> ดังกล่าวมีขึ้นหลังจากการวางขายหนังสือ Diana, Her True Story ของ แอนดรูว์ มอร์ตัน ไม่นาน ทำให้ประชาชนเกิดความสงสารต่อเจ้าหญิงไดอานา และเกลียดชังเจ้าฟ้าชายชาลส์ ซึ่งทั้งการประทานสัมภาษณ์และหนังสือนั้น ไดอานาทรงเป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลังโดยที่สำนักพระราชวังไม่ทราบมาก่อน

    ท้ายที่สุด

    ทั้งสองพระองค์เริ่มมีความสัมพันธ์ระหว่างกันที่แปลกประหลาด เจ้าชายประทับร่วมกับคามิลลา และเจ้าหญิงประทับกับเจมส์ เฮตวิต เจ้าชายประทับที่พระตำหนักไฮโกรฟ ส่วนเจ้าหญิงประทับที่พระราชวังเคนซิงตัน และโดยเฉพาะจากการประทานสัมภาษณ์คราวนั้นของเจ้าหญิงสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2และเจ้าฟ้าชายปิลิป ทรงหมดความอดทน และได้มีพระราชหัตถเลขารับสั่งให้เจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์ทรงหย่าขาดจากกันทันที เจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์ทรงหย่าขาดจากกันเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2539 และจากพระบรมราชโองการของสมเด็จพระราชินีนาถ ลงวันที่ 21 สิงหาคม ปีเดียวกันนั้นสั่งว่าหญิงผู้ใดที่หย่าขาดจากเจ้าชายแห่งอังกฤษ จะต้องสูญเสียฐานันดรศักดิ์ รอยัลไฮเนส (Royal Highness) และอิสริยยศทั้งหมดที่ได้จากการอภิเษกสมรส พระราชโองการฉบับดังกล่าวมีผลบังคับใช้ทันทีกับไดอานาและซาราห์









    .

    ตอบลบ
  3. บทสัมภาษณ์เรื่องการหย่าของเจ้าหญิง

    q: What effect do you think the book had on your husband and the Royal Family?
    a: I think they were shocked and horrified and very disappointed.

    q: Can you understand why?

    a: I think Mr Dimbleby's book was a shock to a lot of people and disappointment as well.

    q: What effect did Andrew Morton's book have on your relationship with the Prince of Wales?

    a: Well, what had been hidden - or rather what we thought had been hidden - then became out in the open and was spoken about on a daily basis, and the pressure was for us to sort ourselves out in some way.

    Were we going to stay together or were we going to separate? And the word separation and divorce kept coming up in the media on a daily basis.

    q: What happened after the book was published?

    a: Well, we struggled along. We did our engagements together. And in our private life it was obviously turbulent.

    q: Did things come to a head?

    a: Yes, slowly, yes. My husband and I, we discussed it very calmly.

    We could see what the public were requiring. They wanted clarity of a situation that was obviously becoming intolerable.

    q: So what happened?

    a: So we got the lawyers together, we discussed separation - obviously there were a lot of people to discuss it with: the Prime Minister, Her Majesty - and then it moved itself, so to speak.

    q: By the December of that year, as you say, you'd agreed to a legal separation. What were your feelings at the time?

    a: Deep, deep, profound sadness. Because we had struggled to keep it going, but obviously we'd both run out of steam.

    And in a way I suppose it could have been a relief for us both that we'd finally made our minds up. But my husband asked for the separation and I supported it.

    q: It was not your idea?

    a: No. Not at all. I come from a divorced background, and I didn't want to go into that one again.

    q: What happened next?

    a: We, I asked my husband if we could put the announcement out before the children came back from school for Christmas holidays because they were protected in the school they were at.

    And he did that, and it came out on December 9th. I was on an engagement up north.

    I heard it on the radio, and it was just very, very sad. Really sad. The fairy tale had come to an end, and most importantly our marriage had taken a turn, different turn.

    q: Did you tell your children that you were going to separate?

    a: Yes. I went down a week beforehand, and explained to them what was happening.

    And they took it as children do - lots of questions - and I hoped I was able to reassure them. But, who knows?




    .

    ตอบลบ
  4. ต่อ...

    a: Yes. I went down a week beforehand, and explained to them what was happening.

    And they took it as children do - lots of questions - and I hoped I was able to reassure them. But, who knows?

    q: What effect do you think the announcement had on them?

    a: I think the announcement had a huge effect on me and Charles, really, and the children were very much out of it, in the sense that they were tucked away at school.

    q: Once the separation had occurred, moving to 1993, what happened during that period?

    a: People's agendas changed overnight. I was now separated wife of the Prince of Wales, I was a problem, I was a liability (seen as), and how are we going to deal with her? This hasn't happened before.

    q: Who was asking those questions?

    a: People around me, people in this environment, and ...

    q: The royal household?

    a: People in my environment, yes, yes.

    q: And they began to see you as a problem?

    a: Yes, very much so, uh,uh.

    q: How did that show itself?

    a: By visits abroad being blocked, by things that had come naturally my way being stopped, letters going, that got lost, and various things.

    q: So despite the fact that your interest was always to continue with your duties, you found that your duties were being held from you?

    a: Yes. Everything changed after we separated, and life became very difficult then for me.

    q: Who was behind that change?

    a: Well, my husband's side were very busy stopping me.

    q: What was your reaction when news broke of allegedly a telephone conversation between you and Mr James Gilbey having been recorded?

    a: I felt very protective about James because he'd been a very good friend to me and was a very good friend to me, and I couldn't bear that his life was going to be messed up because he had the connection with me.

    And that worried me. I'm very protective about my friends.

    q: Did you have the alleged telephone conversation?

    a: Yes we did, absolutely we did. Yup, we did.

    q: On that tape, Mr Gilbey expresses his affection for you. Was that transcript accurate?

    a: Yes. I mean he is a very affectionate person.

    But the implications of that conversation were that we'd had an adulterous relationship, which was not true.

    q: Have you any idea how that conversation came to be published in the national press?

    a: No, but it was done to harm me in a serious manner, and that was the first time I'd experienced what it was like to be outside the net, so to speak, and not be in the family.




    .

    ตอบลบ
  5. ต่อ...

    q: Have you any idea how that conversation came to be published in the national press?

    a: No, but it was done to harm me in a serious manner, and that was the first time I'd experienced what it was like to be outside the net, so to speak, and not be in the family.

    q: What do you think the purpose was behind it?

    a: It was to make the public change their attitude towards me.

    It was, you know, if we are going to divorce, my husband would hold more cards than I would - it was very much a poker game, chess game.

    q: There were also a series of telephone calls which allegedly were made by you to a Mr Oliver Hoare. Did you make what were described as nuisance phone calls?

    a: I was reputed to have made 300 telephone calls in a very short space of time which, bearing in mind my lifestyle at that time, made me a very busy lady.

    No, I didn't, I didn't.

    But that again was a huge move to discredit me, and very nearly did me in, the injustice of it, because I did my own homework on that subject, and consequently found out that a young boy had done most of them.

    But I read that I'd done them all. Mr Hoare told me that his lines were being tapped by the local police station. He said, you know, don't ring. So I didn't, but somebody clearly did.

    q: Had you made any of those calls at all?

    a: I used to, yes, I had rung up, yes.

    q: Once, twice, three times?

    a: I don't know. Over a period of six to nine months, a few times, but certainly not in an obsessive manner, no.



    .

    ตอบลบ
  6. ต่อ...

    a: I don't know. Over a period of six to nine months, a few times, but certainly not in an obsessive manner, no.

    q: Do you really believe that a campaign was being waged against you?

    a: Yes I did, absolutely, yeah.

    q: Why?

    a: I was the separated wife of the Prince of Wales, I was a problem, fullstop. Never happened before, what do we do with her?

    q: Can't we pack her off to somewhere quietly rather than campaign against her?

    a: She won't go quietly, that's the problem. I'll fight to the end, because I believe that I have a role to fulfil, and I've got two children to bring up.

    q: By the end of 1993 you had suffered persistent difficulties with the press - these phone conversations were made public - and you decided to withdraw from public life. Why did you do that?

    a: The pressure was intolerable then, and my job, my work was being affected.

    I wanted to give 110% to my work, and I could only give 50. I was constantly tired, exhausted, because the pressure was just, it was so cruel.

    So I thought the only way to do it was to stand up and make a speech and extract myself before I started disappointing and not carrying out my work.

    It was my decision to make that speech because I owed it to the public to say that, you know, ´thank you. I'm disappearing for a bit, but I'll come back.' q: It wasn't very long before you did come back, of course.

    a: Well, I don't know. I mean, I did a lot of work, well, underground, without any media attention, so I never really stopped doing it.

    I just didn't do every day out and about, I just couldn't do it.

    You know, the campaign at that point was being successful, but it did surprise the people who were causing the grief - it did surprise them when I took myself out of the game.

    They hadn't expected that. And I'm a great believer that you should always confuse the enemy.

    q: Who was the enemy?

    a: Well, the enemy was my husband's department, because I always got more publicity, my work was more, was discussed much more than him.

    And, you know, from that point of view I understand it. But I was doing good things, and I wanted to good things. I was never going to hurt anyone, I was never going to let anyone down.

    q: But you really believe that it was out of jealousy that they wanted to undermine you?




    .

    ตอบลบ
  7. ต่อ...


    q: But you really believe that it was out of jealousy that they wanted to undermine you?

    a: I think it was out of fear, because here was a strong woman doing her bit, and where was she getting her strength from to continue?

    q: What was your reaction to your husband's disclosure to Jonathan Dimbleby that he had in fact committed adultery?

    a: Well, I was totally unaware of the content of the book, and actually saw it on the news that night that it had come out, and my first concern was to the children, because they were able to understand what was coming out, and I wanted to protect them.

    But I was pretty devastated myself. But then I admired the honesty, because it takes a lot to do that.

    q: In what sense?

    a: Well, to be honest about a relationship with someone else, in his position - that's quite something.

    q: How did you handle this with the children?

    a: I went to the school and put it to William, particularly, that if you find someone you love in life you must hang on to it and look after it, and if you were lucky enough to find someone who loved you then one must protect it.

    William asked me what had been going on, and could I answer his questions, which I did.

    He said, was that the reason why our marriage had broken up?

    And I said, well, there were three of us in this marriage, and the pressure of the media was another factor, so the two together were very difficult.

    But although I still loved Papa I couldn't live under the same roof as him, and likewise with him.

    q: What effect do you think it had on Prince William?

    a: Well, he's a child that's a deep thinker, and we don't know for a few years how it's gone in. But I put it in gently, without resentment or any anger.

    q: Looking back now, do you feel at all responsible for the difficulties in your marriage?

    a: Mmm. I take full responsibility, I take some responsibility that our marriage went the way it did. I'll take half of it, but I won't take any more than that, because it takes two to get in this situation.

    q: But you do bear some of the responsibility?

    a: Absolutely, we both made mistakes.




    .

    ตอบลบ
  8. ต่อ...


    a: Absolutely, we both made mistakes.

    q: Another book that was published recently concerned a Mr James Hewitt, in which he claimed to have had a very close relationship with you, from about 1989 I think. What was the nature of your relationship?

    a: He was a great friend of mine at a very difficult, yet another difficult time, and he was always there to support me, and I was absolutely devastated when this book appeared, because I trusted him, and because, again, I worried about the reaction on my children.

    And, yes, there was factual evidence in the book, but a lot of it was, comes from another world, didn't equate to what happened.

    q: What do you mean?

    a: Well, there was a lot of fantasy in that book, and it was very distressing for me that a friend of mine, who I had trusted, made money out of me. I really minded about that.

    And he'd rung me up 10 days before it arrived in the bookshops to tell me that there was nothing to worry about, and I believed him, stupidly.

    And then when it did arrive the first thing I did was rush down to talk to my children. And William produced a box of chocolates and said, ´Mummy, I think you've been hurt. These are to make you smile again.' So...

    q: Did your relationship go beyond a close friendship?

    a: Yes it did, yes.

    q: Were you unfaithful?

    a: Yes, I adored him. Yes, I was in love with him. But I was very let down.

    q: How would you describe your life now? You do live very much on your own, don't you?

    a: Yes, I don't mind that actually. You know, people think that at the end of the day a man is the only answer. Actually, a fulfilling job is better for me. (LAUGHTER) q: What do you mean by that?

    a: Well, I mean any gentleman that's been past my door, we've instantly been put together in the media and all hell's broken loose, so that's been very tough on the male friends I've had, and obviously from my point of view.

    q: Does that mean that you feel that for the rest of your life you'll have to be on your own?

    a: No, I'm not really on my own. I've got wonderful friends, I've got my boys, I've got my work.

    It's just by living at Kensington Palace obviously it is a little bit isolating, but, you know, maybe we all feel like that.

    q: How do you feel about the way the press behaves towards you now?

    a: I still to this day find the interest daunting and phenomenal, because I actually don't like being the centre of attention.

    When I have my public duties, I understand that when I get out the car I'm being photographed, but actually it's now when I go out of my door, my front door, I'm being photographed.

    I never know where a lens is going to be.

    A normal day would be followed by four cars; a normal day would come back to my car and find six freelance photographers jumping around me.

    Some people would say, Well, if you had a policeman it would make it easier. It doesn't at all.

    They've decided that I'm still a product, after 15, 16 years, that sells well, and they all shout at me, telling me that: ´Oh, come on, Di, look up. If you give us a picture I can get my children to a better school.' And, you know, you can laugh it off. But you get that the whole time. It's quite difficult.

    q: Some people would say that in the early years of your marriage you were partly responsible for encouraging the press interest - you danced with people like Wayne Sleep, you seemed to enjoy it, you had a very good and warm relationship.

    Do you feel any responsibility for the way the press have behaved towards you?



    .

    ตอบลบ
  9. ต่อ...


    Do you feel any responsibility for the way the press have behaved towards you?

    a: I've never encouraged the media. There was a relationship which worked before, but now I can't tolerate it because it's become abusive and it's harassment.

    But I don't want to be seen to be indulging in self-pity. I'm not.

    I understand they have a job to do. You could equate it to a soap opera really. It goes on and on and on, and the story never changes.

    And each time one enjoys oneself - albeit it's in a different situation you have to pay for it, because people criticise, which comes with the patch, as I said previously.

    But I am a free spirit - unfortunately for some.

    q: But here at Kensington Palace, are you isolated?

    a: Well I am by the nature of my situation, yes, but I don't feel sorry for myself in any way.

    I've got my work that I choose to do, and I've got my boys, and I've got lots of opportunities coming up in the next year - visits abroad: I'm about to go to Argentina, which I'm very happy with, and hope very much to continue the good relationship that's now been adopted between the two countries. I hope I can be of help there.

    q: What role do you see for yourself in the future?

    a: I'd like to be an ambassador for this country. I'd like to represent this country abroad.

    As I have all this media interest, let's not just sit in this country and be battered by it. Let's take them, these people, out to represent this country and the good qualities of it abroad.

    When I go abroad we've got 60 to 90 photographers, just from this country, coming with me, so let's use it in a productive way, to help this country.

    q: You say you feel that your future is as some form of ambassador. At whose behest is that? On what grounds do you feel that you have the right to think of yourself as an ambassador.

    a: I've been in a privileged position for 15 years. I've got tremendous knowledge about people and how to communicate. I've learnt that, I've got it, and I want to use it.

    And when I look at people in public life, I'm not a political animal but I think the biggest disease this world suffers from in this day and age is the disease of people feeling unloved, and I know that I can give love for a minute, for half an hour, for a day, for a month, but I can give - I'm very happy to do that and I want to do that.

    q: Do you think that the British people are happy with you in your role?

    a: I think the British people need someone in public life to give affection, to make them feel important, to support them, to give them light in their dark tunnels.

    I see it as a possibly unique role, and yes, I've had difficulties, as everybody has witnessed over the years, but let's now use the knowledge I've gathered to help other people in distress.

    q: Do you think you can?

    a: I know I can, I know I can, yes.




    .

    ตอบลบ
  10. ต่อ...


    q: Do you think you can?

    a: I know I can, I know I can, yes.

    q: Up until you came into this family, the monarchy seemed to enjoy an unquestioned position at the heart of British life. Do you feel that you're at all to blame for the fact that survival of the monarchy is now a question that people are asking?

    a: No, I don't feel blame. I mean, once or twice I've heard people say to me that, you know, ´Diana's out to destroy the monarchy', which has bewildered me, because why would I want to destroy something that is my children's future.

    I will fight for my children on any level in order for them to be happy and have peace of mind and carry out their duties.

    But I think what concerns me most of all about how people discuss the monarchy is they become indifferent, and I think that is a problem, and I think that should be sorted out, yes.

    q: When you say indifferent, what do you mean?

    a: They don't care. People don't care any more. They've been so force-fed with marital problems, whatever, whatever, whatever, that they're fed up.

    I'm fed up of reading about it. I'm in it, so God knows what people out there must think.

    q: Do you think the monarchy needs to adapt and to change in order to survive?

    a: I understand that change is frightening for people, especially if there's nothing to go to. It's best to stay where you are. I understand that.

    But I do think that there are a few things that could change, that would alleviate this doubt, and sometimes complicated relationship between monarchy and public. I think they could walk hand in hand, as opposed to be so distant.

    q: What are you doing to try and effect some kind of change?

    a: Well, with William and Harry, for instance, I take them round homelessness projects, I ve taken William and Harry to people dying of Aids - albeit I told them it was cancer - I ve taken the children to all sorts of areas where I'm not sure anyone of that age in this family has been before.

    And they have a knowledge - they may never use it, but the seed is there, and I hope it will grow because knowledge is power.

    q: What are you hoping that that experience for your children - what impact that experience will have on your children?

    a: I want them to have an understanding of people's emotions, people's insecurities, people's distress, and people's hopes and dreams.

    q: What kind of monarchy do you anticipate?

    a: I would like a monarchy that has more contact with its people - and I don't mean by riding round bicycles and things like that, but just having a more in-depth understanding.

    And I don't say that as a criticism to the present monarchy: I just say that as what I see and hear and feel on a daily basis in the role I have chosen for myself.

    q: There's a lot of discussion at the moment about how matters between yourself and the Prince of Wales will be resolved. There's even the suggestion of a divorce between you. What are your thoughts about that?

    a: I don't want a divorce, but obviously we need clarity on a situation that has been of enormous discussion over the last three years in particular.

    So all I say to that is that I await my husband's decision of which way we are all going to go.

    q: If he wished a divorce to go through, would you accept that?

    a: I would obviously discuss it with him, but up to date neither of us has discussed this subject, though the rest of the world seems to have.

    q: Would it be your wish to divorce?

    a: No, it's not my wish.

    q: Why? Wouldn't that resolve matters?

    a: Why would it resolve matters?

    q: It would provide the clarity that you talk about, it would resolve matters as far as the public are concerned perhaps.




    .

    ตอบลบ
  11. ต่อ...


    a: Why would it resolve matters?

    q: It would provide the clarity that you talk about, it would resolve matters as far as the public are concerned perhaps.

    a: Yes, but what about the children? Our boys - that's what matters, isn't it?

    q: Do you think you will ever be Queen?

    a: No, I don't, no.

    q: Why do you think that?

    a: I'd like to be a queen of people's hearts, in people's hearts, but I don't see myself being Queen of this country. I don't think many people will want me to be Queen.

    Actually, when I say many people I mean the establishment that I married into, because they have decided that I'm a non-starter.

    q: Why do you think they've decided that?

    a: Because I do things differently, because I don't go by a rule book, because I lead from the heart, not the head, and albeit that's got me into trouble in my work, I understand that. But someone's got to go out there and love people and show it.

    q: Do you think that because of the way you behave that's precluded you effectively from becoming Queen?

    a: Yes, well not precluded me. I wouldn't say that. I just don't think I have as many supporters in that environment as I did.

    q: You mean within the Royal Household?

    a: Uh,uh. They see me as a threat of some kind, and I'm here to do good: I'm not a destructive person.

    q: Why do they see you as a threat?

    a: I think every strong woman in history has had to walk down a similar path, and I think it's the strength that causes the confusion and the fear.

    Why is she strong? Where does she get it from? Where is she taking it?

    Where is she going to use it? Why do the public still support her? When I say public, you go and do an engagement and there's a great many people there.

    q: Do you think the Prince of Wales will ever be King?

    a: I don't think any of us know the answer to that. And obviously it's a question that's in everybody's head. But who knows, who knows what fate will produce, who knows what circumstances will provoke?

    q: But you would know him better than most people. Do you think he would wish to be King?

    a: There was always conflict on that subject with him when we discussed it, and I understood that conflict, because it's a very demanding role, being Prince of Wales, but it's an equally more demanding role being King.

    And being Prince of Wales produces more freedom now, and being King would be a little bit more suffocating. And because I know the character I would think that the top job, as I call it, would bring enormous limitations to him, and I don't know whether he could adapt to that.

    q: Do you think it would make more sense in the light of the marital difficulties that you and the Prince of Wales have had if the position of monarch passed directly to your son Prince William?

    a: Well, then you have to see that William's very young at the moment, so do you want a burden like that to be put on his shoulders at such an age? So I can't answer that question.

    q: Would it be your wish that when Prince William comes of age that he were to succeed the Queen rather than the current Prince of Wales?

    a: My wish is that my husband finds peace of mind, and from that follows others things, yes.




    .

    ตอบลบ
  12. ต่อ...


    q: Would it be your wish that when Prince William comes of age that he were to succeed the Queen rather than the current Prince of Wales?

    a: My wish is that my husband finds peace of mind, and from that follows others things, yes.

    q: Why have you decided to give this interview now? Why have you decided to speak at this time?

    a: Because we will have been separated three years this December, and the perception that has been given of me for the last three years has been very confusing, turbulent, and in some areas I'm sure many, many people doubt me.

    And I want to reassure all those people who have loved me and supported me throughout the last 15 years that I'd never let them down. That is a priority to me, along with my children.

    q: And so you feel that by speaking out in this way you'll be able to reassure the people?

    a: Uh,uh. The people that matter to me - the man on the street, yup, because that's what matters more than anything else.

    q: Some people might think - some people might interpret this as you simply taking the opportunity to get your own back on your husband.

    a: I don't sit here with resentment: I sit here with sadness because a marriage hasn't worked.

    I sit here with hope because there's a future ahead, a future for my husband, a future for myself and a future for the monarchy.

    q: Your Royal Highness, thank you.







    .

    ตอบลบ