Facebook Fan Page ::https://www.facebook.com/prapasara.blog

30 พฤศจิกายน 2553

รวมเว็ปไซต์หลักสูตร UTQ

                  รวมเว็ปไซต์หลักสูตร UTQ 

 UTQ-101 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน/การวัดประเมินผล



UTQ-102 การบริหารหลักสูตร


http://www.utqonline.in.th/ftp_users/4/course_wares/UTQ-102/unit1/unit_index.html





UTQ-103 การประกันคุณภาพการศึกษา


http://www.utqonline.in.th/ftp_users/6/course_wares/UTQ-103/unit1/unit_index.html





UTQ-104 การสอนแบบบูรณาการสำหรับโรงเรียนขนาดเล็กและห้องเรียนคละชั้น


http://www.utqonline.in.th/ftp_users/8/course_wares/UTQ-104/unit3/unit_index.html





UTQ-105 การบูรณาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อยกระดับการเรียนการสอน


http://www2.utqonline.in.th/ftp_users/10/course_wares/UTQ-105/unit3/unit_index.html





UTQ-106 การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา


http://www.utqonline.in.th/ftp_users/12/course_wares/UTQ-106/unit1/unit_index.html





UTQ-107 การจัดกิจกรรมค่ายนักเรียน/กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์


http://www.utqonline.in.th/ftp_users/14/course_wares/UTQ-107/unit2_2/unit_index.html





UTQ-201 สาระการเรียนรู้ภาษาไทย:ภาษาไทย สำหรับชั้นประถมศึกษา


http://www1.utqonline.in.th/ftp_users/16/course_wares/UTQ-201/unit3/unit_index.html





UTQ-202 สาระการเรียนรู้ภาษาไทย:ภาษาไทย สำหรับชั้นมัธยมศึกษา




UTQ-203 สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์:คณิตศาสตร์ สำหรับชั้นประถมศึกษา


http://www.utqonline.in.th/ftp_users/19/course_wares/UTQ-203/unit2/unit_index.html





UTQ-204 สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์:คณิตศาสตร์ สำหรับชั้นมัธยมศึกษา


http://www.utqonline.in.th/ftp_users/22/course_wares/UTQ-204/unit1/unit_index.html





UTQ-205 สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์:วิทยาศาสตร์ สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1- 3


http://www.utqonline.in.th/ftp_users/24/course_wares/UTQ-205/unit3/unit_index.html





UTQ-206 สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์:วิทยาศาสตร์ สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 - 6






UTQ-207 สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์:วิทยาศาสตร์ สำหรับชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 - 3


http://www.utqonline.in.th/ftp_users/27/course_wares/UTQ-207/unit5/unit_index.html





UTQ-208 สาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนา และวัฒนธรรม: การสอนภูมิศาสตร์


http://www.utqonline.in.th/ftp_users/30/course_wares/UTQ-208/unit2/unit_index.html





UTQ-209 สาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนา และวัฒนธรรม:โครงงานประวัติศาสตร์






UTQ-210 สาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนา และวัฒนธรรม: วิชาเศรษฐศาสตร์ (เน้นเศรษฐกิจพอเพียง)


http://www.utqonline.in.th/knowledge_base_page/list/17





UTQ-211 สาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา: การจัดการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา

http://www.utqonline.in.th/ftp_users/36/course_wares/UTQ-211/unit1/unit_index.html





UTQ-212 สาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา: การพัฒนาองค์ความรู้วิชาสุขศึกษาและพลศึกษา ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา


http://www.utqonline.in.th/ftp_users/39/course_wares/UTQ-212/unit1/unit_index.html




UTQ-213 สาระการเรียนรู้ศิลปะ: ดนตรีศึกษา


http://www.utqonline.in.th/ftp_users/41/course_wares/UTQ-213/unit1/unit_index.html




UTQ-214 สาระการเรียนรู้ศิลปะ:ทัศนศิลป์





UTQ-215 สาระการเรียนรู้ศิลปะ:นาฏศิลป์

http://www.utqonline.in.th/ftp_users/45/course_wares/UTQ-215/unit4/unit_index.html




UTQ-216 สาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี: เทคโนโลยี



UTQ-217 สาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ: การพัฒนาความสามารถทางภาษา(Language Proficiency)

http://www.utqonline.in.th/ftp_users/49/course_wares/UTQ-217/unit2/unit_index.html





UTQ-218 สาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ: การนำหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551กลุ่มสาระเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ(อังกฤษ) สู่การปฏิบัติ

http://www.utqonline.in.th/ftp_users/49/course_wares/UTQ-218/unit1/unit_index.html




UTQ-219 กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน: การพัฒนาระบบแนะแนว

http://www.utqonline.in.th/ftp_users/52/course_wares/UTQ-219/unit1/unit_index.html




UTQ-220 กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน: การพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

http://www.utqonline.in.th/ftp_users/54/course_wares/UTQ-220/unit1/unit_index.html


 UTQ-221 ปฐมวัย: การศึกษาปฐมวัย

http://www1.utqonline.in.th/ftp_users/56/course_wares/UTQ-221/unit1/unit_index.html




UTQ-222 บรรณารักษ์: การจัดการห้องสมุดเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้

http://www.utqonline.in.th/ftp_users/58/course_wares/UTQ-222/unit5/unit_index.html


 UTQ-223 การศึกษาพิเศษ: ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับ-การศึกษาพิเศษ

http://www.utqonline.in.th/ftp_users/61/course_wares/UTQ-223/unit1/unit_index.html




UTQ-224 การศึกษาพิเศษ: ความรู้ในการปฏิบัติงานของครูการศึกษาพิเศษ

http://www.utqonline.in.th/ftp_users/63/course_wares/UTQ-224/unit4/unit_index.html




UTQ-225 นวัตกรรมการนิเทศ (Coaching) การศึกษาชั้นเรียน (Lessonstudy)







ที่เหลือจะพยายามหามาให้เร็วๆนี้ค่ะ




.



29 พฤศจิกายน 2553

UTQ-207 สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์

                 UTQ-207 สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
                 วิทยาศาสตร์ สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3

เข้าศึกษาตามเว็ปข้างล่างนี้ค่ะ


http://www.utqonline.in.th/ftp_users/27/course_wares/UTQ-207/unit1/unit_index.html

     ข้อสอบ utq 207 สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์

คำชี้แจง : เลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว ทำเครื่องหมาย o ลงหน้าข้อที่ถูกต้องเพียงข้อเดียว 

1. มุมมองทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือได้ มีลักษณะอย่างไร
1.เป็นกลวิธีที่สนับสนุนการสืบเสาะหาความรู้ของนักเรียน
2. การสืบเสาะหาความรู้เป็นวิธีการที่ทำให้ได้ความจริงแท้
3.ธรรมชาติที่มีความ กว้างเกินกว่าที่จะมีเครื่องมือตรวจสอบหรือรับรู้
4.จัดว่าเป็นความสามารถใน การสืบเสาะหาความรู้
1 2 3
1 2 4 ***
2 3 4
1 2 3 4

2. ข้อใดต่อไปนี้ ไม่ใช่ ลักษณะของการสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์
1.การสอนวิทยาศาสตร์ทุกเรื่อง ใช้กระบวนการสืบเสาะได้
2.เป็นการสร้างองค์ความรู้เพื่อพัฒนากระบวนการเรียน รู้
3.จะใช้คำถามของนักเรียนเป็นจุดเริ่มต้นการเรียน
4.ครูจะเป็นผู้แนะนำและ เริ่มต้นการเรียนรู้
1 3 ***
1 2 3
1 3 4
1 2 3 4

3. ข้อใด ไม่เป็น องค์ประกอบที่สำคัญในการสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์

การตรวจสอบต้องมีพยานหลักฐานที่สอดคล้องกับคำถาม
การอธิบายคำตอบจะต้องอยู่บนความมีเหตุผล
การอธิบายคำตอบจะต้องอยู่บนความรู้ในช่วงเวลานั้น ๆ ***
คำถามจะเป็นตัวบ่งชี้คำตองอย่างเป็นระบบ

4. ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ไม่มีอำนาจ หมายความว่าอย่างไร .

แหล่งความรู้มีการเปลี่ยนแปลงได้
ทฤษฎีใหม่อาจถูกยอมรับได้เมื่อมีเหตุผลใหม่ที่เพียงพอ ***
ผู้คิดค้นหาคำตอบได้หลายคน
ระยะเวลาที่เกิดวิทยาศาสตร์อย่างรุนแรงทำให้กระแสต้องยอมรับได้

5. ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้โดยตรง จะต้อง

ต้องใช้กระบวนการคิดและทักษะการปฏิบัติ ***
เป็นทักษะทางปัญญาที่ต้องใช้ความรู้จากเนื้อหาวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์
เป็นทักษะการใช้ชีวิตที่เกิดจากการฝึกฝน
เป็นทักษะที่ชัดเจนและเป็นขั้นตอน

6. “ต้นถั่วเขียวเจริญเติบโตงอกงามดีในที่มีแสงสว่าง” จากข้อความที่กำหนดให้
เป็นการสืบเสาะหาความรู้แบบใด
การสืบเสาะหาความรู้แบบมีขั้นตอน
การสืบเสาะหาความรู้แบบกำหนดวิธีการ
การสืบเสาะหาความรู้แบบกำหนดแนวทางให้
การสืบเสาะหาความรู้แบบอิสระ ***

7 จงอ่านตัวชี้วัดต่อไปนี้ “ทดลองและอธิบายอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการ
เกิดปฏิกิริยาเคมี และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์” แล้วให้ขีดใต้ คำ/ข้อความ ที่เป็นความรู้และวงกลม
ล้อมรอบ ข้อความที่เป็นคุณลักษณะ คำตอบข้อใดถูก
วงกลมล้อมรอบ ข้อความ“นำความรู้ไปใช้ประโยชน์” ***
วงกลมล้อมรอบ ข้อความ“ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี”
ขีดเส้นใต้ ข้อความ “ทดลอง อธิบาย และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์”
ขีดเส้นใต้ ข้อความ “ทดลองและอธิบายอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี”

8 คำถามที่จะสะท้อนประสบการณ์ ให้นักเรียนแสดงลำดับขั้นตอน ควรเป็นคำถามใด

วงจรไฟฟ้าอย่างง่ายประกอบด้วยอะไรบ้าง ***
 กระแสไฟฟ้าเกิดได้อย่างไร
นักเรียนวัดความต่างศักย์ไฟฟ้าจากโวลต์มิเตอร์ได้กี่โวลต์
จงแสดงความสัมพันธ์ของความต่างศักย์ไฟฟ้ากับกระแสไฟฟ้า

9 การวิจัยและการปฏิบัติงานด้านวิทยาศาสตร์ของนักวิทยาศาสตร์ เพื่อหน่วยงานอื่น
เช่นภาคอุตสาหกรรม มูลนิธิ ฯลฯ จัดว่าเป็นภาระของนักวิทยาศาสตร์หรือไม่ เพราะเหตุใด
เป็น เพราะเป็นการช่วยเหลือและพัฒนางานในองค์กรนั้น ***
เป็น เพราะเป็นการช่วยเหลือสังคมนั้น ๆ ให้รู้จักตัวเองให้ดีขั้น
ไม่เป็น เพราะผิดจรรยาบรรณของนักวิทยาศาสตร์
ไม่เป็น เพราะนักวิทยาศาสตร์น่าจะมีกรอบการดำเนินการในการวิจัยเพื่อพัฒนาหน่วยงานราชการ

10. ข้อใดไม่ใช่สมรรถนะสำคัญของผู้เรียนที่กำหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551
ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการคิด ความสามารถในการแก้ปัญหา
ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต ความสามารถในการเรียนรู้ ***
 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการคิด

11 จงพิจารณาข้อความที่กำหนดให้ต่อไปนี้
1. ระบุสิ่งที่นักเรียนควรรู้
2. เกณฑ์การวัดและประเมินผล
3. ระบุว่าผู้เรียนต้องทำอะไรได้
4. ความต้องการให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะ เจตคติ คุณธรรม
5. ระบุข้อมูลสำคัญในการกำหนดองค์ประกอบของหลักสูตรในการวิเคราะห์มาตรฐานการ เรียนรู้
และตัวชี้วัด ครูผู้สอนจะพบคำสำคัญตามข้อใด
ข้อ 2, 4, 5
ข้อ 2, 3, 4
ข้อ 1, 3, 5
ข้อ 1, 3, 4 ***


11. ข้อใดกำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551ได้ถูกต้อง
ใช้คุณลักษณะอันพึงประสงค์ทุกข้อที่กำหนดเท่านั้น
เลือกใช้คุณลักษณะอันพึงประสงค์บางข้อเท่านั้น
เลือกใช้คุณลักษณะอันพึงประสงค์บางข้อ และสามารถเพิ่มเติมได้ตามที่สถานศึกษาต้องการ
ใช้คุณลักษณะอันพึงประสงค์ทุกข้อที่กำหนด และสามารถเพิ่มเติมได้ตามที่สถานศึกษาต้องการ ***

13. จงอ่านมาตรฐานการเรียนรู้ต่อไปนี้ “เข้าใจลักษณะการเคลื่อนที่แบบต่างๆ ของวัตถุในธรรมชาติ
มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์
” แล้วให้ขีดใต้ คำ/ข้อความ ที่เป็นความรู้และวงกลมล้อมรอบ ข้อความที่เป็นทักษะ คำตอบข้อใดถูก
ขีดเส้นใต้ ข้อความ “ลักษณะการเคลื่อนที่แบบต่างๆ ของวัตถุในธรรมชาติ” ***
ขีดเส้นใต้ ข้อความ “กระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์
วงกลมล้อมรอบ ข้อความ“ลักษณะการเคลื่อนที่แบบต่างๆ ของวัตถุในธรรมชาติ”
วงกลมล้อมรอบ ข้อความ “สิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์”

14 ข้อใดกล่าวถึง “หลักสูตรอิงมาตรฐาน” ได้อย่างถูกต้อง

มาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน
มาตรฐานการเรียนรู้ได้ระบุสิ่งที่ผู้เรียนพึงรู้ ปฏิบัติได้ และคุณลักษณะสำคัญ
สถานศึกษามีบทบาทหน้าที่ในการกำหนดมาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐานการเรียนรู้สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของผู้เรียนและท้องถิ่น

15. การออกแบบหน่วยการเรียนรู้ตามข้อใดสนับสนุนคำกล่าวที่ว่า “หน่วยการเรียนรู้คือหัวใจของ
หลักสูตรสถานศึกษา”
หน่วยการเรียนรู้จะมีรายละเอียดต่าง ๆ ซึ่งจะนำไปสู่การปฏิบัติในห้องเรียน
หน่วยการเรียนรู้อิงต้องเนื้อหา การวัดประเมินผลจึงเน้นที่การจดจำเนื้อหาให้ได้มากที่สุด
หน่วยการเรียนรู้ที่มีมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมาย จะนำมาตรฐานไปสู่การปฏิบัติในชั้นเรียน ***
มาตรฐานที่เป็นเป้าหมายในแต่ละหน่วยการเรียนรู้ต้องได้มาจากมาตรฐานเพียงข้อเดียวเพื่อไม่ให้สับสน

16. จงพิจารณาข้อความต่อไปนี้
1. ด้านความรู้เนื้อหาวิทยาศาสตร์
2. ด้านการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับเนื้อหา
3. ด้านบริบทตัวนักเรียน
4. ธรรมชาติของนักวิทยาศาสตร์
เพื่อให้การออกแบบการเรียนรู้สนองต่อมาตรฐานของหลักสูตรอย่างชัดเจน ครูผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์
จึงควรมีความรู้ด้านใดบ้าง
ข้อ 1, 2
ข้อ 2, 3
ข้อ 3, 4
ข้อ 1, 2, 3 ***

17. ลักษณะการจัดการเรียนการสอนในห้องเรียนข้อใดต่อไปนี้ที่ไม่ใช่ลักษณะที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

หากเดินเข้าไปในห้องเรียน สิ่งแรกที่เห็นจะไม่ใช่ครู เพราะครูนั่งอยู่ในวงกับผู้เรียนในกลุ่ม
หากเดินเข้าไปในห้องเรียน จะเห็นผู้เรียนคนหนึ่งกำลังเตรียมงานโครงการในกลุ่มย่อยโดย
มีการระดมสมองบันทึกไว้บนกระดาน
หากเดินเข้าไปในห้องเรียน เห็นครูกำลังพูด ผู้เรียนทุกคนมองและฟังครู ผู้เรียนจะพูดได้เมื่อครูอนุญาต ***
หากเดินเข้าไปในห้องเรียน จะเห็นผู้เรียนกลุ่มหนึ่งกำลังแสดงผลงานที่กลุ่มพวกเขาออกแบบและจัดทำ

18 ลักษณะที่สำคัญของคำถามแบบสร้างสรรค์คือ
1.คำถามเกิดการ เปรียบเทียบ
2.คำถามที่เกิดการสำรวจ
3.คำถามที่เกี่ยวกับการวัด
4.คำถามสู่การปฏิบัติ
5.คำถามที่ให้นักเรียนตั้ง ปัญหาได้
1 4 5
4 5
1 2 4 5
1 2 3 4 5 ***

19 ถ้าท่านต้องการสอน เรื่อง การลอยการจม โดยท่านมีประเด็นปัญหา เช่น
1.วัตถุที่ลอยเบากว่าวัตถุที่จมเสมอไปหรือไม่
2. วัตถุที่ยาวจะลอยได้ดีกว่าวัตถุที่สั้นใช่หรือไม่
3. วัตถุลอยในน้ำตื้นดีกว่าลอยในน้ำลึกใช่หรือไม่
จากนั้นให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่ม เลือกหัวข้อ และเลือกวิธีการที่จะใช้ศึกษาหาความรู้ ดำเนินงานตาม
แผนการที่แต่ละกลุ่มวางไว้ สุดท้ายให้นำเสนอผลงานและร่วมประเมินผล ท่านคิดว่าการดำเนิน
กิจกรรม ดังกล่าวเป็นขั้นตอนที่สอดคล้องกับเทคนิคใด
Jigsaw I
GI ,
โครงงาน ***
TAI

20 จากข้อความที่กำหนดให้ต่อไปนี้ เป็นลักษณะเด่นของการคิดด้านใด “ เป็นการคิดที่เน้น
ความมีเหตุผล เน้นคุณค่า เพื่อเป็นทางเลือกที่จะตัดสินใจบนข้อมูลที่มากพอและเชื่อถือได้”
ความคิดวิเคราะห์
ความคิดวิจารณญาณ ***
ความคิดสร้างสรรค์
ความคิดเชิงวิทยาศาสตร์

21 ข้อที่ครูควรคำนึงในการถามคำถามนักเรียน
1.ไม่จำเป็นต้องเตรี ยมการมากเพราะคำถามจะเกิดจากสถานการณ์เฉพาะหน้า
2.ต้องสอดคล้องกับจุดประสงค์ การเรียน
3.ควรเป็นคำถามที่เน้นความรู้ก่อน เพื่อจะเป็นแนวทางในการถามคำถามที่ทำให้นักเรียนคิดสร้างสรรค์
แล้วลงสู่การ ปฏิบัติได้
4.กระชับ เข้าใจง่าย เหมาะสมกับวัยของนักเรียน
2 4
2 3
2 3 4 ***
1 2 3 4

22. จากข้อความที่กำหนดให้ต่อไปนี้ ข้อใดเป็นบทบาทของครูที่เหมาะสม ในขั้นสำรวจค้นหา
ของกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry base Learning)
ฟังและสังเกตการโต้ตอบกันของนักเรียน ***
ส่งเสริมให้นักเรียนอธิบายอย่างหลากหลาย
จัดหาคำตอบให้นักเรียนไว้เป็นหมวดหมู่
อธิบายหรือบอก เมื่อนักเรียนทำไม่ถูกต้อง

23. จากข้อความที่กำหนดให้ต่อไปนี้ ข้อใดเป็นบทบาทของนักเรียนที่ไม่เหมาะสม ในขั้นขยายความรู้
ของกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry base Learning)
ทำงานโดยหลีกเลี่ยงการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
อธิบายโดยไม่สนใจข้อมูลหรือหลักฐาน ***
อธิบายเหมือนกับสิ่งที่ครูจัดเตรียมไว้ให้
บันทึกข้อมูลโดยตรวจสอบความเข้าใจกับเพื่อน

24. การเลือกเทคนิค/ กลวิธีสอนเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญของการเรียนการสอน ผู้สอนต้องพิจารณา
อย่างรอบคอบ ท่านคิดว่าข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่เหตุผลหลักที่ใช้ในการเลือกเทคนิค/กลวิธี สอน
สอดคล้องกับจุดประสงค์ของการเรียนการสอน
เหมาะสมกับความสามารถของผู้เรียน
เหมาะสมกับเนื้อหาสาระ
สอดคล้องกับความทันสมัยและความนิยมของสังคม ***


25 จากข้อความต่อไปนี้ “ ขมิ้นชันเป็นพืชล้มลุก มีเหง้าอยู่ใต้ดิน เหง้ามีสีเหลืองเข้มใช้ประโยชน์
ได้หลายอย่าง ขยายพันธ์โดยใช้เหง้าฝังดิน ในหน้าแล้งใบจะเหี่
ยวพอฝนตกจะแตกใบใหม่
ส่วนที่ใช้ทำสมุนไพรคือเหง้า เพราะมีสารพิษพวกน้ำมันหอมระเหย” ข้อใดไม่ใช่สิ่งที่ได้จากการสังเกต
ขมิ้นชันมีเหง้าอยู่ใต้ดิน
เหง้ามีสีเหลืองเข้ม
ในหน้าแล้งใบจะเหี่
ยวพอฝนตกจะแตกใบใหม่
มีสารพิษพวกน้ำมันหอมระเหย ***

26 ถ้าครูแดง ต้องการศึกษาว่า “ส่วนใดของสะเดาที่ใช้ผลิตเป็นสารฆ่าแมลงได้ดีที่สุด
” สิ่งที่ครูแดง ต้องจัดให้แตกต่างกันในการทดลองนี้คืออะไร
ส่วนของสะเดาที่นำมาทดลอง ***
ปริมาณน้ำที่ใช้ผสมสารละลาย
ชนิดและจำนวนแมลงที่ใช้ทดลอง
ปริมาณแสงและความชื้นในบริเวณทดลอง

27 ในการวัดความสูงของต้นถั่วเขียว ที่ปลูกไว้ในแปลงเกษตร จำนวน 185 ต้น
ได้ผลดังตารางแสดงความสูงของต้นถั่วเขียวการแปลความจากข้อมูลข้อใดถูกต้อง


การสำรวจพบว่าต้นถั่วเขียวส่วนใหญ่มีความสูง 50-100 เซนติเมตร
ถ้ามีการเก็บตัวอย่างมากกว่านี้ข้อมูลจะถูกต้องมากขึ้น
การสำรวจพบว่าความสูงเฉลี่ยของต้นถั่วเขียวสูงกว่า 100 เซนติเมตร ***
ถ้ามีการสำรวจต้นถั่วเขียวชนิดเดียวกันที่ปลูกวันเดียวกันก็จะให้ผลเช่นนี้

28 ถ้าจะทดลองว่า “ความลึกในการเพาะเมล็ดพืชในดินมีผลต่อการงอกของเมล็ดหรือไม่
” สิ่งที่ต้องจัดให้เหมือนกันในการทดลองนี้คืออะไร
ชนิดของเมล็ดพืชที่นำมาเพาะและภาชนะที่ใช้เพาะ
ภาชนะที่ใช้เพาะ ตำแหน่งและลักษณะการวางเมล็ดพืช
ตำแหน่งและลักษณะการวางเมล็ดพืช ภาชนะที่ใช้เพาะ
สิ่งแวดล้อมที่วางภาชนะที่เพาะเมล็ดและชนิดของเมล็ดพืช ***

29. ในการแข่งขันหาปริมาตรของวัตถุ ได้มีการจัดเครื่องมือและวัตถุต่างๆ ให้ดังนี้
วัตถุให้ : 1=น้ำเกลือ 2=แท่งไม้ 3=ก้อนหิน
เครื่องมือให้ : 4=ถ้วยยูรีกา 5=กระบอกตวง 6=ไม้บรรทัด
ผู้เข้าแข่งขันจะต้องเลือกเครื่องมือให้เหมาะสมกับวัตถุที่ต้องการหาปริมาตร การเลือกในข้อใดถูกต้องที่สุด
1-5 2-4,5 3-6
1-5 2-6 3-4,5  ***
1-4,5 2-6 3-4
1-6 2-5 3-4,5

30.นิยามในข้อใด เหมาะสมที่จะเป็นนิยามเชิงปฏิบัติการ

ก. แคลอรี คือ หน่วยวัดปริมาณความร้อน
ขเป็ด เป็นสัตว์ปีกชนิดหนึ่ง มีสองขา ไม่สามารถบินได้ ***
ขนาดของคน คือความสูงที่วัดได้
แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นแก๊สไม่มีสี


หมายเหตุ   ข้อที่สุดจะทำเครื่องหมาย  ***

                               ได้ 23  คะแนน

28 พฤศจิกายน 2553

การออกแบบการเรียนรู้แบบ Backward design

           การออกแบบการเรียนรู้แบบ Backward design 


การออกแบบการเรียนรู้แบบ  Backward Design นั้น   เป็นแนวคิดของ  Grant Wiggins และ   Jay McTich   ซึ่งคิดค้นเมื่อปี พ.ศ. 2541 (ค.ศ. 1998)   โดยเขียนหนังสือเรื่อง Understanding by Design   นักวิชาการชาวไทยที่นำมาพัฒนาเผยแพร่ คือ ดร.กษมา  วรวรรณ ณ อยุธยา, ดร.เพ็ญนี  หล่อวัฒนพงษา    การออกแบบการเรียนรู้แบบ  Backward Design เป็นที่นิยมของโรงเรียนนานาชาติ ได้เผยแพร่เป็นที่รู้จักในวงการศึกษาไทยจากการอบรมปฏิบัติการครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงเพื่อรองรับการกระจายอำนาจสู่สถานศึกษา ในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2550 นอกจากนี้ ดอกเตอร์โกวิท  ประวาลพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว) ได้จัดอบรมให้แก่โรงเรียนต่าง ๆ ภายใต้หัวข้อการอบรมเรื่องการออกแบบการเรียนรู้แบบย้อนกลับ  Backward Design
                การออกแบบการเรียนรู้แบบ Backward Design เป็นการออกแบบการเรียนรู้ที่ย้อนกลับ เริ่มต้นจากปลายทางที่ผลผลิตที่ต้องการ โดยนำการวัดผลมาเป็นหลัก จากนั้นจึงออกแบบหลักสูตรและแผนการเรียนการสอน
 ขั้นตอนการออกแบบการเรียนรู้แบบ Backward Design มี 3 ขั้นตอน คือ
ขั้นตอนที่ 1 ออกแบบหน่วยการเรียนรู้หรือประเด็นการเรียนรู้หรือเป้าหมายการเรียนรู้
ขั้นตอนที่ 2 จัดทำผังการประเมินหรือวิเคราะห์ร่องรอยผลงานที่จะเกิดขึ้นกับผู้เรียน(หาหลักฐานการเรียนรู้)
ขั้นตอนที่ 3 ออกแบบการเรียนรู้

         ขั้นตอนที่ 1 ออกแบบหน่วยการเรียนรู้หรือประเด็นการเรียนรู้หรือเป้าหมายการเรียนรู้ ในการกำหนดเป้าหมายที่พึงประสงค์ ผู้สอนจะพิจารณาว่าผู้เรียนควรรู้อะไร ควรมีความเข้าใจเรื่องใด และควรทำสิ่งใดบ้าง สิ่งใดที่ควรค่าแก่การเรียนรู้ ควรให้มีความเข้าใจที่ยั่งยืนในเรื่องใดบ้าง

สิ่งที่มีคุณค่าและน่ารู้
สิ่งที่จำเป็นต้องรู้และจำเป็นต้องทำ
ความเข้าใจที่ลุ่มลึกและยั่งยืน

ขั้นตอนที่ 1 จะมีกิจกรรม 8 หัวข้อ ดังนี้ (ลำดวน  ไกรคุณาศัย และคณะ ก,ข. 2550 : 3)
1) กำหนดประเด็นการเรียนรู้หรือเป้าหมายการเรียนรู้หรือหน่วยการเรียนรู้
เป็นการกำหนดประเด็นหัวเรื่อง (Theme) หน่วยการเรียนรู้จากความมั่นใจของชุมชน ครู นักเรียน
กำหนดเป้าหมายของการสอน เพื่อให้แน่ใจว่าเมื่อเรียนจบแล้วต้องการให้นักเรียนได้บรรลุเป้าหมาย ซึ่งได้มาจากการวิเคราะห์มาตรฐานสาระการเรียนรู้
                           
2) กำหนดแนวคิดหลัก (Core Concept) ที่สอดคล้องและครอบคลุมประเด็น สอดคล้องกับหัวเรื่อง โดยใช้แผนผังความคิด (Mind Mapping)
 แนวคิดหลัก (Core Concept) ได้จากการวิเคราะห์หัวเรื่องกับมาตรฐานสาระการเรียนรู้ เป็นหัวข้อที่สอดคล้องกับประเด็นหัวเรื่อง ซึ่งจะมีหัวข้อย่อย ๆ ประกอบอยู่
                                       
3) กำหนดความรู้คงทน (Enduring Understanding) หรือความคิดรวบยอดที่เกิดขึ้นเมื่อเรียนจบหน่วยการเรียนรู้
 ศึกษามาตรฐานสาระการเรียนรู้ เพื่อพิจารณาว่าผู้เรียนต้องรู้อะไร ทำอะไร ได้รับการพัฒนาจิตพิสัยด้านใด ได้รับการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ใด เกิดจากการเรียนรู้ประเด็นหัวเรื่อง ได้จากการรวบแนวคิดหลัก (Core Concept) เป็นความคิดรวบยอด
                                      
4) การวิเคราะห์เทียบมาตรฐานกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่จะให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้  ต้องพิจารณาว่าในขั้นตอนที่กำหนดความคิดหลักไว้แต่ละหัวข้อนั้น สามารถนำไปเทียบกับมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ใด มาตรฐานใด ให้ระบุไว้
                                       
5) การวิเคราะห์ความรู้หรือทักษะเฉพาะวิชาในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้จากมาตรฐานการเรียนรู้ที่ระบุหรือพิจารณาไว้ มีทักษะเฉพาะวิชาด้านใดบ้าง นำมาเขียนระบุไว้ โดยพิจารณาทีละกลุ่มสาระ  ซึ่งทักษะเฉพาะ ศึกษาได้จากมาตรฐานการเรียนรู้ ซึ่งจะมีคำหรือข้อความเชิงพฤติกรรม เช่น สังเกต, ศึกษา, เปรียบเทียบ ฯลฯ
                                       
6) การวิเคราะห์จิตพิสัยที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน        การวิเคราะห์จิตพิสัย จะเป็นพฤติกรรมเชิงคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมที่ต้องการให้ผู้เรียนเกิดพฤติกรรมดังกล่าว ซึ่งศึกษาได้จากมาตรฐานการเรียนรู้ โดยผู้สอนสามารถเพิ่มเติมนอกเหนือจากมาตรฐานได้   โดยให้สอดคล้องกับประเด็นหัวเรื่อง (Theme ) และแนวคิดหลัก (Core Concept)
                                      
7) การวิเคราะห์ทักษะคร่อมวิชาหรือทักษะร่วม(ทักษะบูรณาการ) พิจารณาจากทุกมาตรฐานว่ามีทักษะใดบ้างที่ไม่ได้ระบุไว้ในทักษะเฉพาะวิชา แต่เป็นทักษะที่นำมาใช้ร่วมกันได้ทุกกลุ่มสาระ  เช่น  กระบวนการกลุ่ม  การวางแผนการทำงาน  กระบวนการวิทยาศาสตร์
การนำเสนอผลงาน การคิดวิเคราะห์ การสืบค้น
                                      
8) การวิเคราะห์คุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามที่สถานศึกษากำหนด เลือกเฉพาะข้อที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ออกแบบการเรียนรู้ ไม่จำเป็นต้องนำมาหมดทุกข้อ
               
ขั้นตอนที่ 2 จัดทำผังการประเมินหรือวิเคราะห์ร่องรอยผลงานที่จะเกิดขึ้นกับผู้เรียน
(หาหลักฐานการเรียนรู้) หรือ การกำหนดหลักฐานของการเรียนรู้ที่เป็นที่ยอมรับได้
วิธีการออกแบบการเรียนรู้แบบ Backward Design กำหนดให้ครูคิดเหมือนนักประเมินผล ครูจะเริ่มวางแผนการเรียนรู้ ด้วยการพิจารณาถึงหลักฐานหรือร่องรอยที่จะบ่งชี้ว่าผู้เรียนได้บรรลุเป้าหมายการเรียนรู้ที่กำหนดไว้ ด้วยวิธีการประเมินที่หลากหลายและต่อเนื่อง
               การจัดทำผังการประเมิน ครูผู้สอนต้องตัดสินใจว่า ความเข้าใจที่เกิดขึ้นกับนักเรียนนั้น นักเรียนจะนำเสนอหรือสาธิต แสดงออกให้เห็นได้อย่างไรว่านักเรียนเกิดความรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริง Wiggins และ   McTight ได้ให้รายละเอียดความเข้า 6 ประการ (Six facets of understanding) โดยเชื่อว่านักเรียนจะมีความเข้าใจอย่างแท้จริง เมื่อนักเรียนสามารถ อธิบายชี้แจงเหตุผล, แปลความ ตีความ, ประยุกต์, มีเทคนิคการเขียนภาพที่เห็นด้วยตาจริง, สามารถหยั่งรู้ความรู้สึกร่วม และมีองค์ความรู้ของตนเอง (ไตรรงค์  เจนการ. 2549 : 3)
                เทคนิคการประเมิน ในขั้นตอนที่ 2 ผังการประเมินได้เสนอแนะไว้ 6 วิธีการใหญ่ ๆ ดังนี้

                1. การเลือกคำตอบที่ถูกต้อง (Selected Response)   เช่น   การจับคู่คำตอบ การเลือกตอบ การตอบแบบตัวเลือก 
                2. การเขียนหรือตอบตามเค้าโครง (Constructed Response) เช่น เขียนรายงานผลการทดลอง เขียนจดหมายตามรูปแบบที่วางไว้  การเขียนตอบแบบสั้น ๆ
                3. การตอบอัตนัย (Assay) การเขียนบทความ เขียนตอบโดยกำหนดเค้าโครงเอง (การตอบแบบอธิบาย บรรยาย)
                4. การผลิตชิ้นงาน โครงการ การแสดง การปฏิบัติที่กลุ่มเป้าหมายเป็นบุคคลในโรงเรียน อยู่ในบริบทของโรงเรียน (School products/ School performance) การนิทานแผ่นเดียวหรือนิทานเล่มเล็ก นิทานเล่มใหญ่ การทำแผ่นพับความรู้ สมุดภาพ การทำรายงาน การทำโครงงานทั่ว ๆ ไป
                5. การผลิตชิ้นงาน โครงการ  โครงงาน การแสดง  การปฏิบัติที่กลุ่มเป้าหมายเป็นบุคคลภายนอกโรงเรียน  อยู่ในบริบทของชีวิตจริง ซึ่งมีความซับซ้อนของสถานการณ์และการจัดการมากกว่า นักเรียนต้องมีทักษะและความรู้ใกล้เคียงกับมืออาชีพในการทำงานหรือการปฏิบัตินั้น ๆ (Contexual products/ Contexual performance) การทำโครงงานจากการไปศึกษาข้อมูลจากชุมชน การทัศนศึกษาแล้วทำรายงานหรือโครงงาน โครงการมัคคุดเทศก์น้อยแนะนำท้องถิ่น ชุมชน
                6. การประเมินต่อเนื่อง (On-going tools) เช่น การสังเกตพัฒนาการของนักเรียน การประเมินทักษะของนักเรียน การประเมินตนเองของนักเรียน การสังเกตด้านจิตพิสัยและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่ต้องอาศัยการสังเกตอย่างต่อเนื่อง
 การวางผังประเมินเป็นการประเมินตามหัวข้อที่กำหนดไว้ในขั้นตอนที่ 1 ซึ่งครูผู้สอนต้องวางผังการประเมินให้ครอบคลุม คือ ความเข้าใจที่คงทน, จิตพิสัย, ทักษะคร่อมวิชาหรือทักษะร่วม, ความรู้และทักษะเฉพาะวิชา, คุณลักษณะอันพึงประสงค์ แต่ละหัวข้อต้องเลือกวิธีการประเมินที่เหมาะสม โดยให้เลือกวิธีการประเมินที่สามารถวัดผลได้ชัดเจนตามศักยภาพผู้เรียน

ขั้นตอนที่ 3 การออกแบบการเรียนรู้
         การออกแบบการเรียนรู้   เป็นการนำผังการประเมินในขั้นตอนที่มาออกแบบกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ โดยมีวิธีการพิจารณา ดังนี้
            1) เรียงเนื้อหาจากง่ายไปสู่เนื้อหาที่ยากขึ้น
            2) เรียงลำดับก่อนหลัง
            3) ตัวอย่างการประเมินจากกิจกรรมโครงงาน      ก่อนจะประเมินครูต้องพิจารณาว่าจะจัดกิจกรรมการเรียนรู้อะไรร่วมกับผู้เรียนบ้าง
4) เกณฑ์การประเมินชิ้นงาน ครูผู้สอนควรมีเกณฑ์คุณภาพ (Rubric) กำหนด
ระดับคุณภาพไว้อย่างชัดเจน เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันของครูผู้สอนแต่ละคนและนักเรียนที่จะช่วยให้สามารถทำชิ้นงานได้ตรงตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้

ความเข้าใจใน ๖ ด้าน
                        เพื่อความชัดเจนว่า ความเข้าใจที่เป็นหัวใจหลักของการเรียนรู้คืออะไร คือการพิจารณาว่าผู้เรียนเกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งจะสามารถทำสิ่งดังต่อไปนี้ (กษมา วรวรรณ ณ อยุธยา. 2550 : 8)
๑. Can explain สามารถอธิบายแนวคิด เหตุการณ์ หรือปรากฏการณ์อย่างชัดเจน พร้อมข้อมูล ทฤษฎี และองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง สามารถอธิบายเหตุผลและวิธีการ (Why and How)  ทั้งยังสามารถแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่              ก้าวเกินคำตอบเพียงผิด หรือถูก
๒.   Can interpret สามารถแปลความให้เกิดความหมายที่ชัดเจน ชี้ให้เห็นคุณค่า แสดงให้เห็นความเชื่อมโยงสู่ชีวิตจริง และผลกระทบที่อาจมีต่อผู้เกี่ยวข้อง                   
๓.     Can apply สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ใหม่ๆ ที่ต่างไปจากที่เรียนรู้มา 
๔.     Have perspective สามารถมองข้อดี ข้อเสีย จากมุมมองที่หลากหลาย
๕.     Can empathize มีความละเอียดอ่อนที่จะซึมซับ รับทราบถึงความรู้สึกนึกคิดของผู้ที่เกี่ยวข้อง
๖.     Have self-knowledge รู้จักตนเอง ตระหนักถึงจุดอ่อน วิธีคิด วิถีปฏิบัติ ค่านิยม อคติ ของตนเอง ตลอดจนปัจจัยที่ส่งผลต่อ
การเรียนรู้และความเข้าใจของตนเอง

                จุดเด่นของการออกแบบการเรียนรู้แบบ Backward Design คือ

   1. การนำแนวทางวัดผลมาเป็นหลักในการออกแบบการเรียนรู้
   2. การบูรณาการความรู้ ช่วยลดภาระครูผู้สอน
   3.สามารถนำสาระการเรียนรู้ท้องถิ่นมาออกแบบการเรียนรู้แบบ Backward Design

  ข้อควรคำนึงของการออกแบบการเรียนรู้แบบ Backward Design

   1. .ในการบูรณาการ ครูควรมีการประชุมหารือวางแผนการจัดการเรียนรู้ก่อนนำไปใช้สอน เพื่อป้องกันการประเมินซ้ำซ้อน 
   2. ชิ้นงานแต่ละชิ้น ควรประเมินได้หลายกลุ่มสาระการเรียนรู้
   3. ในระดับช่วงชั้นที่ 3-4 การบูรณาการอาจต้องจัดให้เหมาะสม เพราะครูแต่ละคน จะสอนประจำวิชาเพียงกลุ่มสาระเดียวเป็นส่วนใหญ่ การบูรณาการจึงต้องใช้การประสานงานที่ดี
               4. เวลาที่ใช้ในการจัดกิจกรรม ในการเรียนเรื่องเดียวกัน ควรใช้ช่วงระยะเวลาใกล้เคียงกันเพื่อบูรณาการความรู้
แนวทางการออกแบบการเรียนรู้แบบ Backward Design

                การออกแบบการเรียนรู้แบบ Backward Design มีแนวทางในการออกแบบการเรียนรู้ ดังนี้

                   1. นำเนื้อหาสาระในหนังสือเรียนมาออกแบบการเรียนรู้ และทำแผนการสอน อาจบูรณาการหรือไม่บูรณาการกับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นก็ได้
                   2. นำสาระการเรียนรู้ท้องถิ่นมาใช้ในการออกแบบการเรียนรู้แบบ Backward Design โดยบูรณาการในกลุ่มสาระต่าง ๆ
                   3. นำเรื่องราว เนื้อหา แนวคิดต่าง ๆ เช่น หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้ในการออกแบบการเรียนรู้แบบ Backward Design

คลิกศึกษาเพิ่มเติมตามเว็ปข้างล่างนี้

http://61.91.205.171/download/backward_design.pdf




http://www.nitesonline.net/download/Backward.pdf




http://www.krujongrak.com/backward/backward_design.pdf


http://www.pesasy.com/lesson/backward%20Design.htm


และ


http://www.psmschool.ac.th/news/images_upload/20081122828292.pdf

การเรียนการสอนของรูปแบบG.I.

การเรียนการสอนของรูปแบบ จี.ไอ. ( G.I. )

“ G.I. ” คือ “ Group Investigation ” รูปแบบนี้เป็นรูปแบบที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนช่วยกันไปสืบค้นข้อมูลมาใช้ในการเรียนรู้ร่วมกัน โดยดำเนินการเป็นขั้นตอน ดังนี้
1 จัดผู้เรียนเข้ากลุ่มคละความสามารถ ( เก่ง-กลาง-อ่อน ) กลุ่มละ 4 คน
2 กลุ่มย่อยศึกษาเนื้อหาสาระร่วมกัน โดย
ก. แบ่งเนื้อหาออกเป็นหัวข้อย่อย ๆ แล้วแบ่งกันไปศึกษาหาข้อมูลหรือคำตอบ
ข. ในการเลือกเนื้อหา ควรให้ผู้เรียนอ่อนเป็นผู้เลือกก่อน
3 สมาชิกแต่ละคนไปศึกษาหาข้อมูล /คำตอบมาให้กลุ่ม กลุ่มอภิปรายร่วมกัน และสรุปผลการศึกษา
4 กลุ่มเสนอผลงานของกลุ่มต่อชั้นเรียน
ที่มา : ทิศนา แขมมณี . (2548). ศาสตร์การสอน. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
 
 
GI ก็คือต้องการปลูกฝังการร่วมมือกันอย่างมีประชาธิปไตย มีการกระจายภาระงานและสิทธิในการแสดงความคิดเห็นที่เท่าเทียมกันของสมาชิกในกลุ่ม GI มีการกระตุ้นบทบาทที่แตกต่างกันทั้งภายในกลุ่มและระหว่างกลุ่ม เป็นการส่งเสริมการแก้ปัญหาโดยกลุ่ม
2.4.6.1 แนวคิดในการจัดการเรียนรู้
1) นักเรียนแต่ละคนจะได้แสดงความสามารถของตนในการแสวงหาความรู้
2) นักเรียนแต่ละคน ต้องถ่ายทอดความรู้หรือวิธีการทำงานให้เพื่อนนักเรียนเข้าใจด้วย
3) ทุกคนต้องร่วมแสดงความคิดเห็น อภิปรายซักถามจนเข้าใจในทุกเรื่อง
4) ทุกคนต้องร่วมมือกันสรุปความเข้าใจที่ได้นำส่งอาจารย์เพียง 1 ฉบับเท่านั้น
5) เหมาะกับการสอนความรู้ที่สามารถแยกเป็นอิสระได้เป็นส่วนๆ หรือแยกทำได้หลายวิธีหรือการทบทวนเรื่องใดที่แบ่งเป็นเรื่องย่อยๆ ได้ หรือการทำงานที่แยกออกเป็นชิ้นๆ ได้
2.4.6.2 GI มีองค์ประกอบอยู่ด้วยกัน 6 ประการ คือ
1) การเลือกหัวข้อเรื่องที่จะศึกษา (Topic Selection)
2) การวางแผนร่วมมือกันในการทำงาน (Cooperative Planning)
3) การดำเนินงานตามแผนการที่วางไว้ (Implementation)
4) การวิเคราะห์และสังเคราะห์งานที่ทำ (Analysis and Synthesis)
5) การนำเสนอผลงาน (Presentation of Final Report)
6) การประเมินผล (Evaluation)
GI เป็นการเรียนแบบร่วมมือที่มอบหมายความรับผิดชอบอย่างสูงให้กับนักเรียน ในการที่จะบ่งชี้ว่าเรียนอะไรและเรียนอย่างไร ในการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์และตีความหมายของสิ่งที่ศึกษาโดยเน้นการสื่อความหมายและการแลกเปลี่ยนความคิดเป็นของกันและกันในการทำงาน
ขั้นที่ 1 : ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปราย ทบทวนบทเรียนที่สอน
ขั้นที่ 2 : แบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มๆ ละ 2 – 4 คน แบ่งเรื่องที่สอนเป็นข้อย่อยแต่ละหัวข้อจะเป็นใบงานที่ 1 ใบงานที่ 2 ใบงานที่ 3 เป็นต้น
ขั้นที่ 3: ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มเลือกทำเพียงหัวข้อเดียว (ใบงานเพียงใบเดียว)โดยเปิดโอกาสให้นักเรียนที่เรียนอ่อนเลือกหัวข้อก่อนการทำใบงาน อาจจะให้นักเรียนในกลุ่มแบ่งกันหาคำตอบ และนำคำตอบทั้งหมดมารวมเป็นคำตอบที่สมบูรณ์
ขั้นที่ 4 : นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันอภิปรายเรื่องจากใบงานที่ได้จนเป็นที่เข้าใจของทุกคนในกลุ่ม
ขั้นที่ 5 : ให้แต่ละกลุ่มรายงานผลเริ่มตั้งแต่กลุ่มที่ทำจากใบงานที่ 1 จนถึงใบงานสุดท้าย โดยให้คำชมเชยและรางวัลแก่กลุ่มที่ถูกต้องที่สุด

-----------------------------------------------------------------------------------
 
 
GI ก็คือต้องการปลูกฝังการร่วมมือกันอย่างมีประชาธิปไตย มีการกระจายภาระงานและสิทธิในการแสดงความคิดเห็นที่เท่าเทียมกันของสมาชิกในกลุ่ม GI มีการกระตุ้นบทบาทที่แตกต่างกันทั้งภายในกลุ่มและระหว่างกลุ่ม
แนวคิดในการจัดการเรียนการสอน
1. นักเรียนแต่ละคนจะได้แสดงความสามารถของตน ในการแสวงหาความรู้ (หรือในการทำงาน)
2. นักเรียนแต่ละคน ต้องถ่ายทอดความรู้หรือวิธีการทำงานให้เพื่อนนักเรียนเข้าใจด้วย
3. ทุกคนต้องร่วมแสดงความคิดเห็น อภิปรายซักถามจนเข้าใจในทุกเรื่อง(หรือทุกงาน)
4. ทุกคนต้องร่วมมือกันสรุปความเข้าใจที่ได้ (สูตรหรือความสัมพันธ์หรือผลงาน) นำส่งอาจารย์เพียง 1 ฉบับเท่านั้น
5. เหมาะกับการสอนความรู้ที่สามารถแยกเป็นอิสระได้เป็นส่วนๆ หรือแยกทำได้หลายวิธี หรือการทบทวนเรื่องใดที่แบ่งเป็นเรื่องย่อยๆ ได้ หรือการทำงานที่แยกออกเป็นชิ้นๆ ได้

GI มีองค์ประกอบอยู่ด้วยกัน 6 ประการ คือ
1. การเลือกหัวข้อเรื่องที่จะศึกษา (Topic Selection) นักเรียนเลือกหัวข้อที่เฉพาะเจาะจงของปัญหาที่เลือก แล้วกลุ่มจะแบ่งภาระงานออกเป็นงานย่อยๆ ที่มีสมาชิก 2-5 คนร่วมกันทำงาน

2. การวางแผนร่วมมือกันในการทำงาน (Cooperative Planning) ครูและนักเรียนวางแผนร่วมกันในวิธีดำเนินการ ภาระงานที่ทำ และเป้าหมายของงานในแต่ละหัวข้อย่อยตามปัญหาที่เลือก

3. การดำเนินงานตามแผนการที่วางไว้ (Implementation) นักเรียนดำเนินงานตามแผนการที่วางไว้ในขั้นที่ 2 กิจกรรมและทักษะต่างๆ ที่นักเรียนจะต้องศึกษาควรมาจากแหล่งข้อมูลทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน ครูจะให้คำปรึกษากับกลุ่มพร้อมกับติดตามความก้าวหน้าในการทำงานของนักเรียนและช่วยเหลือนักเรียนเมื่อเขาต้องการความช่วยเหลือ

4. การวิเคราะห์และสังเคราะห์งานที่ทำ (Analysis and Synthesis) นักเรียนวิเคราะห์และประเมินข้อมูลที่เขารวบรวมได้ในขั้นที่ 3 และวางแผนหรือลงข้อสรุปในรูปแบบที่น่าสนใจเพื่อนำเสนอต่อชั้นเรียน

5. การนำเสนอผลงาน (Presentation of Final Report) กลุ่มนำเสนอผลงานตามหัวข้อเรื่องที่เลือก ครูต้องพยายามให้นักเรียนทุกคนได้มีส่วนร่วมขณะที่มีการนำเสนอผลงานหน้าชั้นเรียนเพื่อเป็นการขยายความคิดของตัวนักเรียนเองให้กว้างไกล โดยเฉพาะในหัวข้อเรื่องที่กลุ่มไม่ได้ศึกษา ครูจะทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานในระหว่างการนำเสนอผลงาน

6. การประเมินผล (Evaluation) ครูและนักเรียนจะร่วมกันประเมินผลงานที่ถูกนำเสนอพร้อมทั้งแสดงความคิดเห็นที่มีต่อผลงานทุกชิ้น การประเมินผลอาจรวมทั้งการประเมินเป็นรายบุคคลและเป็นกลุ่ม

GI เป็นการเรียนแบบร่วมมือที่มอบหมายความรับผิดชอบอย่างสูงให้กับนักเรียน ในการที่จะบ่งชี้ว่าเรียนอะไรและเรียนอย่างไร ในการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์และตีความหมายของสิ่งที่ศึกษาโดยเน้นการสื่อความหมายและการแลกเปลี่ยนความคิดเป็นของกันและกันในการทำงาน

ขั้นตอนการจัดการเรียนการสอน แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอนใหญ่ๆ ดังนี้

1.การทบทวนและชี้แจง (5-10 นาที)
1.1 ครูและนักเรียนทบทวนความรู้เดิม หรือทักษะพื้นฐานที่จำเป็นที่ต้องทราบหรือสามารถจัดทำเป็นมาก่อน
1.2 ครูบอกจุดประสงค์ของการเรียนรู้ในคาบการสอนนี้
1.3 ครูอธิบายขั้นตอนของการปฏิบัติงานและวิธีการต่างๆ ของการเรียนแบบ GI
2.การมอบหมายงานและปฏิบัติงาน (10-15 นาที)
2.1 ครูจัดเตรียมใบงาน โดยแยกออกเป็น 4 ส่วน หรือ 4 วิธีตามความเหมาะสม (จัดแบ่งงานง่าย-ยาก) มอบให้แต่ละกลุ่มเหมือนกัน
2.2 ภายในกลุ่มจัดแบ่งงานตามความถนัด ความสามารถ (อ่อน-เก่ง)
2.3 แต่ละคนทำตามใบงานที่ได้รับมอบหมาย ให้เสร็จภายในเวลาที่กำหนด
3.สรุปผลงาน (15-20 นาที)
3.1 แต่ละคนนำผลงานของตนเสนอต่อเพื่อนๆ ในกลุ่มตามลำดับ 1-4
3.2 อธิบายลักษณะงานที่ได้รับ การดำเนินงาน จนถึงสรุปที่ได้ (หรือผลงานที่ แล้วเสร็จ)
3.3 เพื่อนๆ สามารถร่วมอภิปรายหรือซักถาม แนวความคิด แนวการแก้ปัญหาหรือ เสนอความคิดเห็นอื่นๆ ได้ จนทุกคนเข้าใจแจ่มชัดในทุกงานครบถ้วน
3.4 จัดทำเป็นรายงานร่วมกันหรือผลงานร่วมกันส่ง 1 ชุด
4. การประเมินผล ทำได้หลายวิธีขึ้นอยู่กับเวลาที่เหลือ เช่น
4.1 ให้นักเรียนนำผลงานมาเสนอหน้าชั้นเรียนหรือบนบอร์ด แล้วครูผู้สอนประเมิน หรือตั้งกรรมการนักเรียนมาช่วยประเมินผลงานของกลุ่มต่างๆ (นอกเวลาเรียน)
4.2 ครูเลือกนักเรียนคนใดก็ได้ในแต่ละกลุ่มมารายงานผลการทำงานทั้งหมด ทุกคนต้องพร้อมที่จะรายงานทั้งหมดได้
4.3 จากคะแนนที่ได้ ครูชมเชย หรือให้รางวัล หรือเก็บสะสมคะแนนไว้ สำหรับการจัดหา Super Team ประจำสัปดาห์ต่อไป
 
 
---------------------------------------------------------------------

27 พฤศจิกายน 2553

การสอนตามรูปแบบCIPPA

              การสอนตามรูปแบบCIPPA


C (Construction) คือ ครูจัดกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนมีโอกาสสร้างความรู้ด้วยตนเอง
I (Interaction) คือ ให้นักเรียนทำกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้มี ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับบุคคลและแหล่งความรู้ที่หลากหลาย
P (Physical Participation) คือ จัดกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนได้เคลื่อนไหวร่างกาย
P (Process Learning) คือ จัดกิจกรรมที่ให้นักเรียนได้เรียนรู้กระบวนการต่างๆ เช่น กระบวนการคิด กระบวนการแก้ปัญหา กระบวนการทำงานให้สำเร็จ
A (Application) คือ การจัดกิจกรรมที่ให้นักเรียนได้นำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

ขั้นตอนการสอนตาม CIPPA model

๑.ขั้นการทบทวนความรู้เดิม เป็นการสนทนาซักถามถึงกิจกรรมที่เคยเรียนรู้ หรือพื้นความรู้ของนักเรียนในเรื่องที่จะดำเนินการสอน
๒.ขั้นการแสวงหาความรู้ใหม่ หมายถึง ให้นักเรียนได้รู้จักแหล่งที่จะค้นหาความรู้ เช่น แหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนไม่ว่าจะเป็นห้องสมุด สื่อเอกสาร มุมประสบการณ์ต่าง ๆ หรือแหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น เช่น ภูมิปัญญา สถานที่สำคัญในชุมชน เป็นต้น
๓.ขั้นการศึกษาทำความเข้าใจข้อมูล/ความรู้ใหม่และเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เดิม เป็นกิจกรรมที่จัดให้ผู้เรียนได้นำความรู้ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้ามาทำความเข้าใจแล้วใช้กระบวนการคิดในการประมวลข้อมูลที่รับเข้ามาใหม่กับข้อมูลเดิมทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ หรือสิ่งใหม่
๔.ขั้นการแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจกับกลุ่ม เป็นกิจกรรมที่ผู้เรียนเมื่อได้เรียนรู้แล้ว นำองค์ความรู้นั้นมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อสะท้อนความคิดของตน
๕.ขั้นการสรุปและการจัดระเบียบความรู้ เพื่อให้ผู้เรียนจดจำสิ่งที่เรียนได้ง่าย เป็นกิจกรรมสรุปร่วมกัน โดยสังเคราะห์สิ่งที่ได้เรียนรู้
๖.ขั้นการแสดงผลงาน เป็นกิจกรรมเสนอสิ่งที่เรียนรู้ในรูปของการจัดกิจกรรม
๗.ขั้นการประยุกต์ใช้ความรู้ นำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ หรือเพื่อแก้ปัญหาในสิ่งที่ต้องการคำตอบต่อไป

รูปแบบการสอนแบบซิปปา หมายถึง กระบวนการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนเกิดความรู้
ความคิด และการตัดสินใจอย่างเป็นระบบ สามารถสร้างความรู้ ค้นพบความรู้ได้ด้วยตนเอง
นักเรียนมีบทบาทมากในกิจกรรมการเรียนการสอน และผู้เรียนสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
ได้ ซึ่งมีขั้นตอนดังต่อไปนี้

1. ขั้นการทบทวนความรู้เดิม ขั้นนี้เป็นการดึงความรู้ของผู้เรียนในเรื่องที่เรียน เพื่อ
ช่วยให้ผู้เรียนมีความพร้อมในการเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เดิมของตน
2. ขั้นการแสวงหาความรู้ใหม่ ขั้นนี้เป็นการแสวงหาข้อมูลความรู้ใหม่ที่ผู้เรียนยังไม่
มีจากแหล่งข้อมูลหรือแหล่งความรู้ต่างๆ ซึ่งครูอาจเตรียมมาให้ผู้เรียน หรือให้คำแนะนำเกี่ยวกับ
แหล่งข้อมูลต่างๆ เพื่อให้ผู้เรียนไปแสวงหาได้
3. ขั้นการศึกษาทำความเข้าใจข้อมูล/ความรู้ใหม่ และเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้
เดิม ขั้นนี้เป็นขั้นที่ผู้เรียนจะต้องศึกษาและทำความเข้าใจกับข้อมูล/ความรู้ที่หาได้ ผู้เรียนต้อง
สร้างความหมายของข้อมูล/ประสบการณ์ใหม่ๆ โดยใช้กระบวนการต่างๆ ด้วยตนเอง เช่น
กระบวนการคิด และกระบวนการกลุ่มในการอภิปรายและสรุปความเข้าใจเกี่ยวกับข้อมูลนั้น ซึ่ง
อาจจำเป็นต้องอาศัยการเชื่อมโยงกับความรู้เดิม
4. ขั้นการแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจกับกลุ่ม ขั้นนี้เป็นขั้นที่ผู้เรียนอาศัยกลุ่มเป็น
เครื่องมือในการตรวจสอบความรู้ความเข้าใจของตนกับผู้อื่น และได้รับประโยชน์จากความรู้
ความเข้าใจของผู้อื่นไปพร้อมๆ กัน
5. ขั้นการสรุปและจัดระเบียบความรู้ ขั้นนี้เป็นขั้นการสรุปความรู้ที่ได้รับทั้งหมด
ทั้งความรู้เดิมและความรู้ใหม่ และจัดสิ่งที่เรียนรู้ให้เป็นระบบระเบียบเพื่อให้ผู้เรียนจดจำสิ่งที่
เรียนได้ง่าย
6. ขั้นการแสดงผลงาน ขั้นนี้เป็นขั้นที่ช่วยให้ผู้เรียนได้มีโอกาสแสดงผลงานการสร้าง
ความรู้ของตนให้ผู้อื่นรับรู้ เป็นการช่วยให้ผู้เรียนตอกย้ำหรือตรวจสอบความเข้าใจของตน และ
ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนใช้ความคิดสร้างสรรค์
7. ขั้นการประยุกต์ใช้ความรู้ ขั้นนี้เป็นการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนการนำความรู้
ความเข้าใจของตนไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่หลากหลายเพื่อเพิ่มความชำนาญ ความเข้าใจ
ความสามารถในการแก้ปัญหาและความจำเป็นในเรื่องนั้น ๆ
หลักการจัดการเรียน การสอนซิปปา CIPPA-Story Model

CIPPA-Story Model ผสาน 3 แนวคิดสำคัญ

CIPPA-Story Model



ดร.ชนาธิป พรกุล พัฒนารูปแบบการเรียนการสอนซิปปาสตอรีขึ้นในปี 2541 ที่ผ่านมา โดยนำเอารูปแบบดังกล่าวไปทำการวิจัยในชั้นเรียนในวิชาหลักการสอนของนักศึกษา ชั้นปีที่ 2 คณะครุศาสตร์สถาบันราชภัฎสวนดุสิต เนื่องจากพบว่า นักศึกษาส่วนใหญ่ไม่สามารถเขียนแผนการสอนแบบเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางได้ แม้จะมีการเรียนในภาคทฤษฎีแล้วก็ตาม โดยตั้งสมมุติฐานว่าเป็นเพราะนักศึกษาไม่มีประสบการณ์ในการสัมผัสวิธีการสอนแบบดังกล่าว

อาจารย์ชนาธิปนำเอารูปแบบการจัดการเรียนการสอนซิปปาสตอรีมาใช้โดยเมื่อสิ้นภาคการศึกษา นักศึกษาทุกคนจะต้องมีความสามารถในการวิเคราะห์คุณสมบัติครูที่ดีได้ รู้องค์ประกอบสำคัญของโรงเรียน บอกหน้าที่และความรับผิดชอบของครูที่ดีได้ รู้องค์ประกอบสำคัญของโรงเรียนได้ จัดห้องเรียนที่บรรยากาศส่งเสริมการเรียนรู้ได้ วิเคราะห์ผู้เรียนลักษณะต่างๆ ได้ เป็นต้น

นักศึกษากลุ่มที่ทำการทดลองนี้ช่วยกันคิดองค์ประกอบสำคัญต่างๆของเรื่อง อันเป็นองค์ประกอบหลักของรูปแบบสเตอรี่ไลน์ขึ้น พวกเขาสมมุติตัวละคร คือ ตัวพวกเขาเองเป็นครูวิชาการต่างๆ มีวิถีชีวิตได้แก ่การทำงานในโรงเรียน และปัญหาคือเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโรงเรียน ซึ่งทุกคนต้องช่วยกันแก้ไข อาจารย์ชนาธิป ในฐานะผู้สอนเป็นผู้ตั้งคำถามสำคัญ (Key question) ขึ้น เพื่อกระตุ้นให้นักศึกษาเกิดความคิดและให้เรื่องราวดำเนินไปอย่างสัมพันธ์กันตั้งแต่ต้นจนจบ

แม้หลายคนอาจมองว่าวิธีการสอนแบบสเตอรี่ไลน์นี้ เหมาะกับเด็กเล็กมากกว่าเด็กโต และค่อนข้างใช้เวลาในการเรียนรู้ แต่ผลการวิจัยออกมาเป็นที่พอใจ เมื่อพบว่านักศึกษาส่วนใหญ่สามารถเขียนแผนการสอนแบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลางได้ถูกต้อง ขณะเดียวกันก็เกิดทัศนคติที่ดีต่อวิชาที่เรียนด้วย

"เราต้องสอนกระบวนการเรียนรู้ไม่ใช่สอนเนื้อหา เพื่อที่ เด็กจะสามารถนำเอากระบวนการที่ได้นั้นไปหาความรู้ใหม่ได้ ถ้าเข้าใจตรงกันแล้ว อย่างไรก็สอนทันแน่"

ซิปปาสตอรีนี้ได้รับการพัฒนา ต่อมาโดยมีองค์ประกอบที่สำคัญ 4 ประการ เรียกว่า CATS ได้แก่ Constructing (การสร้างความรู้ด้วยตนเอง) Applying (การประยุกต์ใช้ความรู้ในสถานการณ์ต่างๆ) Think Process (กระบวนการคิด) Story-Based (การใช้เรื่องเพื่อการเรียนรู้)


ที่มา : วารสารสานปฏิรูป ฉบับเดือนตุลาคม 254
รูปแบบการจัดการเรียนการสอนซิปปาสเตอรี (CIPPA-Story Model) พัฒนาขึ้นโดย ผศ.ดร.ชนาธิป พรกุล แห่งคณะครุศาสตร์ สถาบันราชภัฎสวนดุสิต การจัดการเรียนการสอนนี้มาจาก การผสมผสานแนวคิด และหลักการสำคัญ 3 ประการได้แก่ CIPPA Model, Storyline Approach และทฤษฎีการเรียนรู้เพื่อพัฒนากระบวนการคิด โดยอาจารย์ชนาธิปให้เหตุผลว่า ที่นำสามแนวคิดนี้มาประสานกัน เนื่องจากเล็งเห็นว่า ทั้งหมดมีลักษณะร่วมบางประการที่สอดคล้องต้องกันนั้น คือ เป็นการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง แตกต่างกันเพียงจุดเน้นของแต่ละทฤษฎี ซึ่งหากมีการนำจุดเด่นของแต่ละแนวทางมาผนวกเข้าด้วยกันน่าจะเป็นการเสริมให้การเรียนการสอนรูปแบบใหม่นี้มีจุดเน้นที่ชัดเจนขึ้น

คำว่า CIPPA ตัวแรกอันเป็นที่มาส่วนหนึ่งของชื่อการจัดการเรียนการสอนแบบซิปปาสเตอรี (CIPPA-Story Model) มาจากคำว่า CIPPA Model หรือหลักการจัดการเรียนการสอนซิปปาซึ่งคิดค้นขึ้นโดย รศ.ดร.ทิศนา แขมมณี หลักการนี้ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบสำคัญได้แก่

Construct หรือ การสร้างความรู้ตามแนวคิดของ Constructivism ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเอง

Interaction หรือการปฏิสัมพันธ์หมายถึง ผู้เรียนมีโอกาสปปฏิสัมพันธ์กับผู้สอนสื่อ และสิ่งแวดล้อมรอบตัว

Physical Participation หรือการมีส่วนร่วมทางกาย หมายถึง ผู้เรียนมีโอกาสเคลื่อนไหวร่างกายในการทำกิจกรรมลักษณะต่างๆ

Process Learning หรือการเรียนรู้กระบวนการต่างๆ ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต

Application หรือการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ หมายถึง ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปใช้ได้ในสถานการณ์ต่างๆ

อย่างไรก็ตาม CIPPA Model นี้เป็นเพียงหลักการที่ครูสามารถนำไป ใช้ในการเรียนการสอน โดยไม่มีรูปแบบที่เฉพาะเจาะจง ประจวบเหมาะกับที่ ่อาจารย์ชนาธิปมีโอกาสเข้ารับการอบรมการสอนแบบสตอรี่ไลน์ (Storyline Approach) กับเจ้าของทฤษฎีคือ สตีฟเบลล์ (Steve Bell) แห่งมหาวิทยาลัย Strathclyde วิทยาเขต Jordanhill ประเทศสกอตแลนด์ และเห็นว่ารูปแบบ การสอนดังกล่าวมีเอกลักษณ์ นั่นคือ มีลักษณะบูรณาการทั้งเนื้อหาและกระบวนการต่างๆ เข้าด้วยกัน โดยเน้นการเรียนรู้ผ่านการสร้างเรื่องที่มีองค์ประกอบหลัก 4 ประการ ได้แก่ ฉาก ตัวละคร วิถีชีวิต และปัญหา มีการกำหนดเส้นทางเดินเรื่องโดยใช้คำถามนำ (Key Question) ผู้เรียนจะได้เรียนรู้อย่างสนุกสนาน และสามารถเอาประสบการณ์เดิมที่มีอยู่มาปรับใช้ได้ในการเรียนของตนได้ อาจารย์ชนาธิป จึงมีความคิดที่จะนำเอารูปแบบวิธีการสอนของสตอรี่ไลน์นี้มาผนวกเข้ากับหลักการจัดการเรียนการสอนซิปปา อันเป็นที่มาของชื่อรูปแบบการจัดการเรียนการสอนใหม่นี้คือ CIPPA-Story Model

ขณะเดียวกันด้วยตระหนักในความสำคัญของกระบวนการคิด หลักการสุดท้ายที่อาจารย์ชนาธิป พรกุล นำมาผสมผสานกับสองรูปแบบข้างต้นกระทั่งกลายเป็นจัดการเรียนการสอนซิปปาสเตอรีนี้ คือ ทฤษฎีการเรียนรู้ รู้เพื่อพัฒนากระบวนการคิด ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (สกศ.) โดยรศ.ดร.ทิศนา แขมมณี และคณะซึ่งเน้นทฤษฎีที่ใช้สอนทักษะการคิด ลักษณะการคิด และกระบวนการคิด

"การเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางต้องให้เขาเกิดกระบวนการคิดด้วย ถ้าหากทำกิจกรรมอะไรก็ตามแล้วไม่เกิดการคิดก็ไม่น่าจะเป็นการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ" เจ้าของนวตกรรมการเรียนการสอนใหม่ล่าสุดกล่าว

สรุป คือการจัดการเรียนการสอนซิปปาสตอรี ใช้หลักการจัดการเรียนแบบซิปปา ผนวกเข้ากับทฤษฎีการเรียนรู้เพื่อพัฒนากระบวนการคิดโดยใช้รูปแบบสตอรี่ไลน์นั่นเอง

CATS : หัวใจสำคัญซิปปาสตอรี
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 
  รูปแบบการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง: 
  (CIPPA Model) หรือรูปแบบการประสานห้าแนวคิดหลัก 
                โดย ทิศนา แขมมณี


1. ทฤษฎี/หลักการ/แนวคิดของรูปแบบ

ทิศ นา แขมมณี (2543:17) รองศาสตราจารย์ ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้พัฒนารูปแบบนี้ขึ้นจากประสบการณ์ที่ได้ใช้แนวคิดทางการศึกษาต่างๆในการ สอนมาเป็นเวลาประมาณ 30 ปี และพบว่าแนวคิดจำนวนหนึ่งสามารถใช้ได้ผลดีตลอดมา แนวคิดเหล่านั้นเมื่อนำมาประสานกัน ทำให้เกิดเป็นแบบแผนขึ้น แนวคิดดังกล่าว ได้แก่ (1) แนวคิดการสร้างความรู้ (2) แนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการกลุ่มและการเรียนรู้แบบร่วมมือ (3) แนวคิดเกี่ยวกับความพร้อมในการเรียนรู้ (4) แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้กระบวนการ และ (5) แนวคิดเกี่ยวกับการถ่ายโอนการเรียนรู้



แนวคิดทั้ง 5 เป็นที่มาของแนวคิด "CIPPA" ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้สูงสุด โดยการให้ผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้ด้วยตนเอง (C = Construction of knowledge) และมีการปฏิสัมพันธ์ ( I = interaction) กับเพื่อนบุคคลอื่นๆ และสิ่งแวดล้อมรอบตัวหลายด้านโดยใช้ทักษะกระบวนการ (P = process skills) ต่างๆจำนวนมากในการสร้างความรู้ เพื่อช่วยให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะกระบวนการและเรียนรู้สาระในแง่มุมที่ กว้างขึ้น ซึ่งจะเกิดขึ้นได้หากผู้เรียนอยู่ในสภาพความพร้อมในการรับรู้และการเรียนรู้ มีประสาทการรับรู้ที่ตื่นตัว ไม่เฉื่อยชา และสิ่งที่สามารถทำให้ผู้เรียนอยู่ในสภาพดังกล่าวได้ก็คือ การให้ผู้เรียนมีการเคลื่อนไหวทางกาย (P = physiclparticipation) อย่างเหมาะสม กิจกรรมที่หลากหลาย ทำให้ผู้เรียนตื่นตัวอยู่เสมอ จึงสามารถทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้แต่เรียนรู้นั้นจะมีความหมายต่อ ตนเองและความเข้าใจ จะมีความลึกซึ้งและคงทนอยู่มากเพียงใดนั้นต้อง อาศัยการถ่ายโอนการเรียนรู้ หากผู้เรียนมีการนำความรู้นั้นไปประยุกต์ใช้ (A = application ) ในสถานการณ์ที่หลากหลายความรู้นั้นก็จะเป็นประโยชน์และมีความหมายมากขึ้น ด้วยแนวคิดดังกล่าว จึงเกิดแบบแผน "CIPPA" ขึ้น ซึ่งผู้สอนสามารถนำแนวคิดทั้ง 5 ดังกล่าวไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางให้มีคุณภาพได้



2. วัตถุประสงค์ของรูปแบบ


ซิปปา (CIPPA) เป็นหลักการซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นหลักในการจัดกิจกรรมเรียนรู้ต่าง ๆ ให้แก่ผู้เรียน การจัดกระบวนการเรียนการสอนตามหลัก “CIPPA” นี้สามารถใช้วิธีการและกระบวนการที่หลากหลาย ซึ่งอาจจัดเป็นแบบแผนได้หลายรูปแบบ รูปแบบหนึ่งที่รองศาสตราจารย์ทิศนา แขมมณีได้นำเสนอไว้และได้มีการนำไปทดลองใช้แล้วได้ผลดี ประกอบด้วยขั้นตอนการดำเนินการ 7 ขั้นตอน ดังนี้

ขั้นที่ 1 การทบทวนความรู้เดิม

ขั้น นี้เป็นการดึงความรู้เดิมของผู้เรียนในเรื่องที่จะเรียน เพื่อช่วยให้ผู้เรียนมีความพร้อมในการเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เดิม ของตน ซึ่งผู้สอนอาจใช้วิธีการต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลาย

ขั้นที่ 2 การแสวงหาความรู้ใหม่

ขั้น นี้เป็นการแสวงหาความรู้ข้อมูลความรู้ใหม่ของผู้เรียนจากแหล่งข้อมูลหรือ แหล่งความรู้ต่าง ๆ ซึ่งครูอาจจัดเตรียมมาให้ผู้เรียนหรือให้คำแนะนำเกี่ยวกับแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เรียนไปแสวงหาก็ได้

ขั้นที่ 3 การศึกษาทำความเข้าใจข้อมูล/ความรู้ใหม่ และเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เดิม

ขั้น นี้เป็นขั้นที่ผู้เรียนจะต้องศึกษาและทำความเข้าใจกับข้อมูล/ความรู้ที่หา มาได้ ผู้เรียนจะต้องสร้างความหมายของข้อมูล/ประสบการณ์ใหม่ๆโดยใช้กระบวนการต่าง ๆ ด้วยตนเอง เช่น ใช้กระบวนการคิด และกระบวนการกลุ่มในการอภิปรายและสรุปความเข้าใจเกี่ยวกับข้อมูลนั้น ๆ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการเชื่อมโยงกับความรู้เดิม

ขั้นที่ 4 การแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจกับกลุ่ม

ขั้น นี้เป็นขั้นที่ผู้เรียนอาศัยกลุ่มเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบความรู้ความ เข้าใจของตน รวมทั้งขยายความรู้ความเข้าใจของตนให้กว้างขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนได้แบ่งปันความรู้ความเข้าใจของตนแก่ผู้อื่น และได้รับประโยชน์จากความรู้ ความเข้าใจของผู้อื่นไปพร้อมกัน

ขั้นที่ 5 การสรุปและจัดระเบียบความรู้

ขั้น นี้เป็นขั้นของการสรุปความรู้ที่ได้รับทั้งหมด ทั้งความรู้เดิมและความรู้ใหม่ และจัดสิ่งที่เรียนให้เป็นระบบระเบียบเพื่อช่วยให้ผู้เรียนจดจำสิ่งที่ เรียนรู้ได้ง่าย

ขั้นที่ 6 การปฏิบัติ และ/ หรือการแสดงผลงาน

หาก ข้อความรู้ที่ได้เรียนรู้มาไม่ได้มีการปฏิบัติ ขั้นนี้จะเป็นขั้นที่ช่วยให้ผู้เรียนได้มีโอกาสแสดงผลงานการสร้างความรู้ ของตนให้ผู้อื่นรับรู้ เป็นการช่วยให้ผู้เรียนได้ตอกย้ำหรือตรวจสอบความเข้าใจของตนและส่งเสริมให้ ผู้เรียนใช้ความคิดสร้างสรรค์ แต่หากต้องมีการปฏิบัติตามข้อความรู้ที่ได้ ขั้นนี้จะเป็นขั้นปฏิบัติ และมีการแสดงผลงานที่ได้ปฏิบัติด้วย
รูป แบบนี้มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความรู้ ความเข้าใจในเรื่องที่เรียนอย่างแท้จริง โดยการให้ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเองโดยอาศัยความร่วมมือจากกลุ่ม นอกจากนั้นยังช่วยพัฒนาทักษะกระบวนการต่างๆจำนวนมาก อาทิ กระบวนการคิด กระบวนการกลุ่ม กระบวนการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และกระบวนการแสวงหาความรู้ เป็นต้น

3. กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ
ขั้นที่ 7 การประยุกต์ใช้ความรู้

ขั้น นี้เป็นขั้นของการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนการนำความรู้ความเข้าใจไปใช้ ในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่หลากหลายเพื่อเพิ่มความชำนาญ ความเข้าใจ ความสามารถในการแก้ปัญหาและความจำในเรื่องนั้น ๆ

หลัง จากประยุกต์ใช้ความรู้ อาจมีการนำเสนอผลงานจากการประยุกต์อีกครั้งก็ได้ หรืออาจไม่มีการนำเสนอผลงานในขั้นที่ 6 แต่นำมารวมแสดงในตอนท้ายหลังขั้นการประยุกต์ใช้ก็ได้เช่นกัน

ขั้น ตอนตั้งแต่ขั้นที่1-6 เป็นกระบวนการของการสร้างความรู้ (Construction of knowledge) ซึ่งครูสามารถจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนมีโอกาสปฏิสัมพันธ์แลกเปลี่ยนเรียนรู้ กัน (Interaction) และฝึกฝนทักษะกระบวนการต่าง ๆ (Process learning) อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากขั้นตอนแต่ละขั้นตอนช่วยให้ผู้เรียนได้ทำกิจกรรมหลากหลายที่มี ลักษณะให้ผู้เรียนได้มีการเคลื่อนไหวทางกาย ทางสติปัญญา ทางอารมณ์ และทางสังคม อย่างเหมาะสมอันช่วยให้ผู้เรียนตื่นตัว (Active) สามารถรับรู้และเรียนรู้ได้อย่างดี จึงกล่าวได้ว่าขั้นตอนทั้ง 6 มีคุณสมบัติตามหลักการ CIPP ส่วนขั้นตอนที่ 7 เป็นขั้นตอนที่ผู้เรียนนำความรู้ไปใช้ (application) จึงทำให้รูปแบบนี้มีคุณสมบัติครบตามหลัก CIPPA


4. ผลที่ผู้เรียนจะได้รับจากการเรียนตามรูปแบบ


ผู้ เรียนจะเกิดความเข้าใจในสิ่งที่เรียน สามารถอธิบาย ชี้แจง ตอบคำถามได้ดี นอกจากนั้นยังได้พัฒนาทักษะในการคิดวิเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์ การทำงานเป็นกลุ่ม การสื่อสาร รวมทั้งเกิดความใฝ่รู้ด้วย



CIPPA Model นอกจากจะเป็นรูปแบบการจัดการเรียนการสอนแล้ว ยังสามารถนำไปใช้เป็นตัวชี้วัด หรือเป็นเครื่องตรวจสอบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้ว่า กิจกรรมนั้นเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางหรือไม่ โดยนำเอากิจกรรมในแผนการสอนมาตรวจสอบตามหลัก CIPPA
การจัดการเรียนการสอนแบบCIPPA

เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรประถมศึกษา พุทธศักราช 2503 เป็นหลักสูตรพุทธ-ศักราช 2521 แนวคิดเรื่องการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง นับเป็นแนวคิดหลักของการเปลี่ยนแปลง หลักสูตรฉบับดังกล่าวได้ส่งเสริมให้ครูเปลี่ยนแนวการจัดการเรียนการสอนจากการบรรยาย บอกเล่า มาเป็นการจัดกิจกรรมต่างๆ ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม
ประมาณปี พ.ศ. 2538 เมื่อเริ่มมีการปฏิรูปทางการเมืองเกิดขึ้น วงการศึกษาก็ได้มีการเคลื่อนไหวให้มีการปฏิรูปการศึกษาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งส่งผลทำให้เกิดพระราชบัญญัติการศึกษาขึ้น การปฏิรูปครั้งนี้ มีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการปฏิรูปการเรียนการสอนที่ชัดเจน และกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม หรือการจัดการเรียนการสอนแบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ก็ยังเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องส่งเสริมกันอย่างเข้มแข็งต่อไป
นับว่าเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจที่แม้ว่าเวลาจะผ่านไปแล้วเกือบ 20 ปี นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงหลักสูตร แต่แนวคิดเดิมในเรื่องการสอนแบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลางก็ยังคงอยู่ แสดงให้เห็นว่าแนวคิดดังกล่าวยังไม่เกิดผลในทางปฏิบัติในระดับที่เป็นที่น่าพอใจ จึงเป็นเรื่องที่ควรวิเคราะห์หาสาเหตุ เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาต่อไป
สาเหตุที่ครูยังไม่เปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมการสอนจากที่ครูเป็นศูนย์กลางมาเป็นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางนั้น คงมีมากมายหลายประการ แต่สาเหตุหนึ่งก็คือ ครูขาดความรู้ ความเข้าใจ และขาดแนวทางที่ชัดเจนในการดำเนินการ ทิศนา แขมมณี (2541 : 28-31) จึงได้เสนอ แนวคิดและแนวทางที่อาจช่วยครูในการจัดการเรียนการสอนขึ้นเรียกว่า CIPPA Model

การจัดการเรียนการสอนแบบเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางนั้นก็คือ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมนั้น ทั้งทางร่างกาย สติปัญญา สังคมและอารมณ์
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมนั้น มิใช่หมายความแต่เพียงว่าให้ผู้เรียนได้ทำกิจกรรมอะไรๆ ก็ได้ที่ผู้เรียนชอบ กิจกรรมที่ครูจัดให้ผู้เรียนจะต้องเป็นกิจกรรมที่นำไปสู่การเรียนรู้ตามจุดประสงค์ที่ตั้งไว้ และเป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมทั้งทางด้านร่างกาย สติปัญญา สังคม และอารมณ์ จึงจะสามารถทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี ดังนั้นครูที่จะสอนผู้เรียนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง จึงจำเป็นที่จะต้องออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนให้มีลักษณะดังนี้
1.เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมทางด้านกาย (Physical Participation) คือ เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนได้มีโอกาสเคลื่อนไหวร่างกาย เพื่อช่วยให้ประสาทการรับรู้ของผู้เรียนตื่นตัวพร้อมที่จะรับข้อมูลและการเรียนรู้ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น การรับรู้เป็นปัจจัยสำคัญในการเรียนรู้ หากผู้เรียนไม่มีความพร้อมในการรับรู้ แม้จะมีการให้ความรู้ที่ดีๆ ผู้เรียนก็ไม่สามารถรับได้ ซึ่งจะเห็นได้จากเหตุการณ์ที่พบได้เสมอๆ คือ หากผู้เรียนต้องนั่งนานๆ ไม่ช้า ผู้เรียนอาจหลับไป หรือคิดไปเรื่องอื่นๆ ได้ การเคลื่อนไหวทางกาย มีส่วนช่วยให้ประสาทรับรู้ตื่นตัว พร้อมที่จะรับและเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ดี ดังนั้นกิจกรรมที่จัดให้ผู้เรียน จึงควรเป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนได้เคลื่อนไหวในลักษณะใดลักษณะหนึ่งเป็นระยะๆ ตามความเหมาะสมกับวัยและระดับความสนใจของผู้เรียน
2.เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมทางสติปัญญา (Intellectual Participation) คือเป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเคลื่อนไหวทางสติปัญญาหรือพูดง่ายๆ ว่า เป็นกิจกรรมที่ท้าทายความคิดของผู้เรียน ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดความจดจ่อในการคิด สนุกที่จะคิด ดังนั้น กิจกรรมจะมีลักษณะดังกล่าวได้ ก็จะต้องมีเรื่องให้ผู้เรียนคิด โดยเรื่องนั้นจะต้องไม่ง่ายและไม่ยากเกินไปสำหรับผู้เรียน เพราะถ้าง่ายเกินไป ผู้เรียนก็ไม่จำเป็นต้องใช้ความคิด แต่ถ้ายากเกินไป ผู้เรียนก็จะเกิดความท้อถอยที่จะคิด ดังนั้นครูจึงต้องหาประเด็นที่เหมาะสมกับวัยและความสามารถของผู้เรียน เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนใช้ความคิดหรือลงมือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
3.เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมทางสังคม (Social Participation) คือ เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับบุคคลหรือสิ่งแวดล้อมรอบตัว เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์สังคม ที่อาศัยรวมกันอยู่เป็นหมู่คณะ มนุษย์โดยทั่วไปจะต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวเข้ากับบริบทต่างๆ การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ทางสังคม ซึ่งจะส่งผลถึงการเรียนรู้ทางด้านอื่นๆ ด้วย ดังนั้น กิจกรรมการเรียนรู้ที่ดี จึงควรเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมรอบตัวด้วย
4.เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมทางอารมณ์ (Emotional Participation) คือ กิจกรรมที่ส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึกของผู้เรียน ซึ่งจะช่วยให้การเรียนรู้นั้นเกิดความหมายต่อตนเอง กิจกรรมที่ส่งผลต่อความรู้สึกของผู้เรียนนั้น มักจะเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับชีวิต ประสบการณ์ และความเป็นจริงของผู้เรียน จะต้องเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับตัวผู้เรียนโดยตรงหรือใกล้ตัวผู้เรียน

การจัดการเรียนการสอนแบบยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง โดยใช้ CIPPA Model สามารถช่วยให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ทั้งทางด้านร่างกาย สติปัญญา สังคม และอารมณ์ ดังนี้
การจัดการเรียนการสอนแบบยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง โดยใช้ CIPPA Model สามารถช่วยให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ทั้งทางด้านร่างกาย สติปัญญา สังคม และอารมณ์ ดังนี้

C มาจากคำว่า Construct ซึ่งหมายถึง การสร้างความรู้ตามแนวคิดของปรัชญา Constructivism กล่าวคือ กิจกรรมการเรียนรู้ที่ดี ควรเป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนมีโอกาสสร้างความรู้ด้วยตนเอง ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนมีความเข้าใจและเกิดการเรียนรู้ที่มีความหมายต่อตนเอง การที่ผู้เรียนมีโอกาสได้สร้างความรู้ด้วยตนเองนี้เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมทาง สติปัญญา

I มาจากคำว่า Interaction ซึ่งหมายถึง การปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นหรือสิ่งแวดล้อมรอบตัวกิจกรรมการเรียนรู้ที่ดี จะต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เคลื่อนไหวทางร่างกาย โดยการทำกิจกรรมในลักษณะต่างๆ

P มาจากคำว่า Physical Participation ซึ่งหมายถึง การมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ทางกาย คือ ผู้เรียนมีโอกาสได้เคลื่อนไหวร่างกาย โดยทำกิจกรรมในลักษณะต่างๆ

P มาจากคำว่า Process Learning หมายถึง การเรียนรู้กระบวนการต่างๆ กิจกรรมการเรียนรู้ที่ดีควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้กระบวนการต่างๆ ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น กระบวนการแสวงหาความรู้ กระบวนการคิด กระบวนการแก้ปัญหา กระบวนการกลุ่ม กระบวนการพัฒนาตนเอง เป็นต้น การเรียนรู้กระบวนการเป็นสิ่งที่สำคัญเช่นเดียวกับการเรียนรู้เนื้อหาสาระต่างๆ การเรียนรู้ทางด้านกระบวนการ เป็นการช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมทางสติปัญญาอีกทางหนึ่ง

A มาจากคำว่า Application หมายถึง การนำความรู้ที่ได้เรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนได้รับประโยชน์จากการเรียน และช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้เพิ่มเติมขึ้นเรื่อยๆ กิจกรรม การเรียนรู้ที่มีแต่เพียงการสอนเนื้อหาสาระให้ผู้เรียนเข้าใจ โดยขาดกิจกรรมการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ จะทำให้ผู้เรียนขาดการเชื่อมโยงระหว่างทฤษฎีกับการปฏิบัติ ซึ่งจะทำให้การเรียนรู้ไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควร การจัดกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้นี้ เท่ากับเป็นการช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายๆ ด้าน แล้วแต่ลักษณะของสาระและกิจกรรมที่จัด



สรุปได้ว่า การจัดการเรียนการสอนตาม CIPPA Model สามารถส่งเสริมให้ผู้เรียนมี ส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ทั้งทางด้านกาย สติปัญญา และสังคม ส่วนการมีส่วนร่วมทางด้านอารมณ์นั้น ความจริงแล้วมีเกิดขึ้นควบคู่ไปกับทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นทางด้านกาย สติปัญญา และสังคม ซึ่งหากครูสามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้ตามหลักดังกล่าวแล้ว การจัด การเรียนการสอนของครูก็จะมีลักษณะที่ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง
วิธีการที่จะจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับ CIPPA Model สามารถทำได้โดยครูอาจเริ่มต้นจากแผนการสอนที่มีอยู่แล้ว และนำแผนดังกล่าวมาพิจารณาตาม CIPPA Model หากกิจกรรมตามแผนการสอนขาดลักษณะใดไป ก็พยายามคิดหากิจกรรมที่จะช่วยเพิ่มลักษณะดังกล่าวลงไป หากแผนเดิมมีอยู่บ้างแล้ว ก็ควรพยายามเพิ่มให้มากขึ้น เพื่อกิจกรรมจะได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อทำเช่นนี้ได้จนเริ่มชำนาญแล้ว ต่อไปครูก็จะสามารถวางแผนตาม CIPPA Model ได้ไม่ยากนัก
                                                                                                               ********************************************

รูปแบบ LT (Learning Together)

              รูปแบบ LT (Learning Together)

6. อธิบายงานที่มอบหมายให้นักเรียนทำ
7. แจ้งเงื่อนไขเพื่อจัดสภาพให้เกิดความเกี่ยวพันกันในเรื่องของเป้าหมายร่วม อาจทำได้โดยกำหนดให้กลุ่มผลิตผลงานร่วมกันเพียง 1 ชิ้น หรือให้รางวัลกลุ่มจากผลงานของสมาชิกแต่ละคน
8. จัดสภาพให้เกิดความรับผิดชอบในการเรียนรู้ของแต่ละคน ซึ่งจะทำให้ทุกคนมีส่วนให้กับกลุ่ม เช่น ครูจัดสอบนักเรียนเป็นรายบุคคล ครูสุ่มเลือกสมาชิกของคนใดคนหนึ่งขึ้นมารายงานผลงานของกลุ่ม หรือครูเลือกผลงานของสมาชิกคนใดคนหนึ่งมาเป็นตัวแทนของกลุ่มแล้วให้คะแนนกลุ่มจากผลงานของสมาชิกคนนั้น เป็นต้น
9. จัดสภาพให้เกิดความร่วมมือระหว่างกลุ่ม เป็นต้นว่าให้ถามเพื่อนกลุ่มอื่นได้เมื่อต้องการความช่วยเหลือ
10. อธิบายเกณฑ์ของความสำเร็จ การให้คะแนนควรเป็นแบบอิงเกณฑ์มากกว่าอิงกลุ่ม สำหรับกลุ่มแบบแตกต่าง (Heterogeneous Groups) เกณฑ์การให้คะแนนสำหรับแต่ละกลุ่มจะต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไป
11. ระบุพฤติกรรมที่คาดหวัง ในระยะแรกพฤติกรรมที่คาดหวัง คือ ให้อยู่กับกลุ่ม ถามชื่อเพื่อนสมาชิกในพฤติกรรมระดับที่ซับซ้อนขึ้น ได้แก่ ให้สมาชิกทุกคนมีส่วนร่วมในการอภิปราย ทุกคนเข้าใจ และเห็นด้วยกับคำตอบของกลุ่ม
12. ระหว่างที่นักเรียนทำงานเป็นกลุ่ม ครูมีบทบาท ดังนี้
12.1 สังเกตพฤติกรรมการทำงานของนักเรียนอย่างต่อเนื่อง เพื่อดำเนินการแก้ไข หากนักเรียนประสบปัญหาในการทำงานหรือปัญหาเกี่ยวกับการร่วมมือกัน
12.2 ให้ความช่วยเหลือนักเรียน ครูจำเป็นต้องเข้าไปแทรกในระหว่างการทำงานของนักเรียนเป็นครั้งคราว เพื่อชี้แจงคำสั่ง เพื่อตอบปัญหาข้อสงสัย เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนแสดงความคิดเห็น พูดคุย และเพื่อสอนทักษะการเรียน
12.3 สอนทักษะการร่วมมือเพื่อให้สื่อสารกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
13.สรุปบทเรียนโดยนักเรียนและครู
14.นักเรียนประเมินการทำงานของสมาชิกในกลุ่มและหาแนวทางแก้ไขปัญหาการทำงานในครั้งต่อไป
15.การประเมินผล
15.1 ประเมินผลงานของนักเรียน อาจทำได้หลายวิธี เช่น ให้สมาชิกทุกคนในกลุ่มได้คะแนนเท่ากัน ซึ่งเป็นการเสริมแรงให้นักเรียนร่วมมือกัน หรือให้แรงเสริมแบบร่วมมือไปพร้อมกับการให้แรงเสริมรายบุคคล โดยให้คะแนนเป็นรายบุคคลจากผลงานของแต่ละคนและให้รางวัลกลุ่มจากคะแนนรวมของสมาชิกในกลุ่ม หรือนักเรียนได้คะแนนของตนเองรวมกับคะแนนพิเศษ (Bonus Points) ที่ได้จากจำนวนสมาชิกภายในกลุ่มที่ได้คะแนนผ่านเกณฑ์ที่กำหนด
15.2 ประเมินการทำงานของกลุ่มจากการสังเกตระหว่างเรียน และการอภิปรายในขั้นกระบวนการกลุ่ม

ขั้นตอนการจัดการเรียนการสอนแบบ LT

1. ครูและนักเรียนทบทวนเนื้อหาเดิม หรือความรู้พื้นฐานที่เกี่ยวข้อง
2. ครูแจกแบบฝึกหรือใบงานให้ทุกกลุ่ม กลุ่มละ 1 ชุดเหมือนกัน นักเรียนช่วยทำงานโดยแบ่งหน้าที่แต่ละคน เช่น
นักเรียนคนที่ 1 อ่านคำแนะนำ คำสั่งหรือโจทย์ในการดำเนินงาน
นักเรียนคนที่ 2 ฟังขั้นตอนและรวบรวมข้อมูล
นักเรียนคนที่ 3 อ่านสิ่งที่โจทย์ต้องการทราบแล้วหาคำตอบ
นักเรียนคนที่ 4 ตรวจคำตอบ
เมื่อนักเรียนทำแต่ละข้อหรือแต่ละส่วนเสร็จแล้ว ให้นักเรียนหมุนเวียนเปลี่ยนหน้าที่กันในการทำโจทย์ข้อถัดไปทุกครั้งจนเสร็จแบบฝึกทั้งหมด
3.แต่ละกลุ่มส่งกระดาษคำตอบหรือผลงานเพียงชุดเดียว ถือว่าเป็นผลงานที่สมาชิกทุกคนยอมรับ และเข้าใจแบบฝึกหรือการทำงานชิ้นนี้แล้ว
4.ตรวจคำตอบหรือผลงานให้คะแนนด้วยกลุ่มเองหรือครูก็ได้ กลุ่มที่ได้คะแนนสูงสุดจะได้รางวัลหรือติดประกาศไว้ในบอร์ด