Legacy

ตัวแทนจำหน่าย Protandim Nrf1/Nrf2 สินค้านำเข้าจากประเทศอเมริกา Lifevantage สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร ☎️ :: 082-236-4928 Line ID :: pla-prapasara

10 ธันวาคม 2553

ตัวอย่างบทคัดย่องานวิจัย

                 ตัวอย่างบทคัดย่องานวิจัย


ตัวอย่างบทคัดย่องานวิจัย 110 เรื่อง คลิกอ่านที่ : https://sites.google.com/site/prapasara/f1



ตัวอย่างบทคัดย่องานวิจัย


1. ชื่อเรื่อง การพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ ตามแนวคิดของทฤษฎีคอนสตรัคติวิสม์ เพื่อเพิ่มทักษะการแก้ปัญหา ของนักเรียน

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

ผู้วิจัย นางสาวประภัสรา โคตะขุน

อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ ดร.สมชาย วรกิจเกษมสกุล

อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ศรีสุรางค์ ทีนะกุล

ปริญญา ครุศาสตรมหาบัณฑิต

ปีการศึกษา 2545


บทคัดย่อ


การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ ตามแนวคิดของทฤษฎีคอนสตรัคติวิสม์ เพื่อเพิ่มทักษะการแก้ปัญหาและศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติที่มีต่อวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียน ภายหลังได้รับการสอนด้วยกิจกรรมการเรียนการสอน ที่พัฒนาขึ้น

ดำเนินการโดยใช้รูปแบบการวิจัยแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนในการพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอน ตามแนวคิดของทฤษฎีคอนสตรัตติวิสม์ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนโรงเรียนบ้านอูบมุง อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี จำนวน 22 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการสอน เรื่อง ระบบสมการเชิงเส้น ที่เน้นกระบวนการ ตามแนวคิดของทฤษฎีคอนสตรัคติวิสม์ , แบบบันทึกการสังเกตการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน , แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบวัดเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์

การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และการทดสอบค่าที ผลการวิจัย พบว่า

1. ประสิทธิภาพของกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ ที่พัฒนาขึ้นตามเกณฑ์ความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการและผลลัพธ์ในภาพรวม เท่ากับ 88.89 / 81.67 เฉพาะเด็กเก่ง เท่ากับ 97.79 / 92.00 และเด็กปานกลาง เท่ากับ 89.64 / 85.00 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ส่วนเด็กอ่อน เท่ากับ 78.23 / 63.33 ซึ่งมีประสิทธิภาพของผลลัพธ์

โดยเฉลี่ยต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้

2. นักเรียนทั้งเด็กเก่ง เด็กปานกลางและเด็กอ่อน มีพัฒนาการด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ภายหลังได้รับการสอนสูงกว่าก่อนได้รับการสอนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่

ระดับ .01 และมีเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์อยู่ในเกณฑ์ดี




2. ชื่อเรื่อง ผลการใช้กิจกรรมการเรียนการสอนตามวัฏจักรการเรียนรู้ 5E ของ BSCS ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ของนักเรียน

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

ผู้วิจัย นางนันทกา คันธิยงค์

อาจารย์ที่ปรึกษา รองศาสตราจารย์ ดร.สมคิด สร้อยน้ำ

อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม อาจารย์ ดร.ชาติชาย ม่วงปฐม

ปริญญา ครุศาสตรมหาบัณฑิต

ปีการศึกษา 2547


บทคัดย่อ


การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน หลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 80 ของคะแนนเต็ม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้กิจกรรมวัฏจักรการเรียนรู้ 5E ของ BSCS

ดำเนินการโดยใช้แบบแผนการวิจัยแบบกลุ่มเดียว ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนโรงเรียนบ้านบกโนนเรียง อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู จำนวน 40 คน ที่ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง พลังงาน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า

1. นักเรียนที่เรียนโดยใช้กิจกรรมวัฏจักรการเรียนรู้ 5E ของ BSCS มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 80 ของคะแนนเต็ม ปรากฏว่านักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ81.20 ซึ่งไม่สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

2. นักเรียนที่เรียนโดยใช้กิจกรรมวัฏจักรการเรียนรู้ 5E ของ BSCS มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 80 ของคะแนนเต็ม ปรากฏว่านักเรียนมีคะแนนเฉลี่ย คิดเป็นร้อยละ 81.00 ซึ่งไม่สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05



3. ชื่อเรื่อง ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

ผู้ศึกษาค้นคว้า นางสมสวาท โพธิ์กฎ

อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุภรณ์ ลิ้มอารีย์

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2552

บทคัดย่อ

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ปัญหาที่พบคือ ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์

ทางการเรียนของกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะอยู่ในระดับต่ำ และมีทักษะกระบวนการกลุ่มร่วมมือน้อยมาก

จากปัญหาดังกล่าวหากใช้ความพยายามพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมด้านการเรียนรู้และ

ทักษะกระบวนการกลุ่มร่วมมือ ในการจัดกิจกรรมเรียนรู้ให้หลากหลายและเหมาะสมคงจะช่วยใน

การแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ดังนั้นผู้ศึกษาค้นคว้าจึงมีความมุ่งหมาย เพื่อหาประสิทธิภาพของแผนการจัด

กิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

ตามเกณฑ์ 75/75 เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อเปรียบเทียบ

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน เพื่อศึกษาเจตคติ ที่มีต่อการเรียนรู้นาฏศิลป์

และเพื่อศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2 โรงเรียนกุดชุมวิทยาคม จำนวน 36 คน ซึ่งได้มา

จากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มี 5 ชนิด

ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 7 แผน ใช้เวลาจัดกิจกรรมแผนละ 2 ชั่วโมง แบบทดสอบ

วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ แบบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ

มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.21 ถึง 0.75 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.88 แบบเติมคำตอบ

จำนวน 9 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.22 ถึง 0.55 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.77

แบบวัดทักษะการปฏิบัติ จำนวน 7 ข้อ 1 ฉบับ แบบวัดเจตคติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

ที่มีต่อการเรียนรู้นาฏศิลป์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ 1 ฉบับ จำนวน 10 ข้อ ซึ่งมีค่าอำนาจ

จำแนกตั้งแต่ 0.38 ถึง 0.56 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.81 แบบสอบถามความพึงพอใจของ

นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มร่วมมือแบบ STAD กลุ่มสาระการเรียนรู้

ศิลปะ 1 ฉบับ จำนวน 15 ข้อ ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.29 ถึง 0.54 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ

เท่ากับ 0.90 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test ( Dependent Samples)

ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏ ดังนี้

1. ประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.52 ถึง 77.50

ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 75/75 ที่ตั้งไว้

2. ดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีค่าเท่ากับ 0.6501 แสดงว่านักเรียนมี

ความก้าวหน้าในการเรียนร้อยละ 65.01

3. นักเรียนที่เรียนด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนเพิ่มขึ้นจากก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ

ทางสถิติที่ระดับ .05

4. นักเรียนที่เรียนด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ มีเจตคติต่อการเรียนนาฏศิลป์โดยรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยอย่างยิ่ง

5. นักเรียนที่เรียนด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ มีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยรวม

อยู่ในระดับมาก

โดยสรุป แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD กลุ่มสาระ

การเรียนรู้ศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพเหมาะสม ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทาง

การเรียน มีทักษะการเรียนรู้กลุ่มร่วมมือและให้ความร่วมมือในการเรียนดีขึ้น สามารถใช้เป็น

แนวทางในการพัฒนาคุณภาพการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญได้ จึงควรส่งเสริม

สนับสนุนให้ครูนำแผนนี้ไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นต่อไป



4. ชื่อเรื่อง ผลการเรียนด้วยโปรแกรมบทเรียนโดยใช้การเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD

และเทคนิค TGT เรื่อง เครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ช่างไม้ ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์

ทางการเรียนและการคิดเชิงวิพากษ์วิจารณ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

ที่มีเพศต่างกัน

ผู้วิจัย นายสิริมาศ ราชภักดี

กรรมการควบคุม รองศาสตราจารย์ ดร.ไชยยศ เรืองสุวรรณ และ

รองศาสตราจารย์ ดร.ไพฑูรย์ สุขศรีงาม

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา เทคโนโลยีการศึกษา

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2550

บทคัดย่อ

การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยียังขาด

สื่อการเรียนการสอนที่เหมาะสมสำหรับส่งเสริมให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้เนื้อหาวิชาและเกิดทักษะ

กระบวนการในการปฏิบัติงาน ทำให้ผู้เรียนขาดการคิดวิเคราะห์และพิจารณาไตร่ตรองในการ

วางแผนการทำงาน จึงทำให้การเรียนการสอนไม่บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ การวิจัยครั้งนี้จึง

มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาโปรแกรมบทเรียน และเปรียบเทียบผลการเรียนด้วยโปรแกรมบทเรียน

โดยใช้การเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD และเทคนิค TGT เรื่อง เครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์

ช่างไม้ ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และการคิดเชิงวิพากษ์วิจารณ์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา

ปีที่ 1 ที่มีเพศต่างกัน จำนวน 79 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling)

เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ โปรแกรมบทเรียน เรื่อง เครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์

ช่างไม้ แผนการจัดการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนกลุ่มที่เรียนด้วยโปรแกรมบทเรียน โดยใช้การเรียน

แบบร่วมมือเทคนิค STAD และใช้การเรียนแบบร่วมมือเทคนิค TGT จำนวนกลุ่มละ 8 แผน แผน

ละ 2 ชั่วโมง เป็นเวลา 8 สัปดาห์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เครื่องมือและ

วัสดุอุปกรณ์ช่างไม้ จำนวน 40 ข้อ และแบบทดสอบวัดการคิดเชิงวิพากษ์วิจารณ์จำนวน 5 ด้าน

54 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test,

F-test (Two –way ANCOVA และ Two-way MANCOVA)

ผลการวิจัยปรากฏดังนี้

1. โปรแกรมบทเรียน เรื่อง เครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ช่างไม้ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ เท่ากับ 85.93/81.92

2. ดัชนีประสิทธิผลของโปรแกรมบทเรียน เรื่อง เครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ช่างไม้

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีค่าเท่ากับ 0.7156 แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียน คิดเป็น

ร้อยละ 71.56

3. นักเรียนโดยส่วนรวม นักเรียนชาย และนักเรียนหญิง ที่เรียนด้วยโปรแกรมบทเรียน

โดยใช้การเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD และเทคนิค TGT มีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการ

เรียน และคะแนนเฉลี่ยการคิดเชิงวิพากษ์วิจารณ์หลังเรียนโดยรวมและรายด้าน 5 ด้านเพิ่มขึ้นจาก

ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

4. นักเรียนที่มีเพศต่างกันและเรียนโดยใช้รูปแบบการเรียนแบบร่วมมือต่างกัน

มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน และการคิดเชิงวิพากษ์วิจารณ์โดยรวมและเป็นราย 5 ด้าน

ไม่แตกต่างกัน และไม่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพศและรูปแบบการเรียนต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

และการคิดเชิงวิพากษ์วิจารณ์

5. นักเรียนโดยส่วนรวม นักเรียนชาย นักเรียนหญิง ที่เรียนด้วยโปรแกรมบทเรียน

โดยใช้การเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD และเทคนิค TGT มีความคงทนในการเรียนรู้ไม่แตกต่าง

กัน

โดยสรุป โปรแกรมบทเรียนที่ใช้การเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD และเทคนิค TGT

มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเหมาะสม สามารถทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การคิด

เชิงวิพากษ์วิจารณ์ ความคงทนในการเรียนรู้ไม่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงควรสนับสนุนและส่งเสริมให้

ครูทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้จัดการเรียนการสอนด้วยโปรแกรมบทเรียนที่ใช้เทคนิคการร่วมมือ

ดังกล่าว



5. ชื่อเรื่อง ผลการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือด้วยเทคนิค STAD เรื่อง การวาดภาพ

เชิงสร้างสรรค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

ผู้ศึกษาค้นคว้า นายวิบูลย์ จรูญพันธุ์

อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ ดร.นิราศ จันทรจิตร

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2552

บทคัดย่อ

การเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือด้วยเทคนิค STAD เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นให้นักเรียน

ได้ร่วมมือและช่วยเหลือกันในการเรียนรู้ รวมทั้งการพัฒนาการทำงานเป็นกลุ่ม การมีปฏิสัมพันธ์ที่ดี

ต่อกันเพื่อเสริมสร้างให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างสนุกสนานและมีความสุข การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มี

ความมุ่งหมาย เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือด้วยเทคนิค STAD เรื่อง การวาด

ภาพเชิงสร้างสรรค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผล

ของแผนการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือด้วยเทคนิค STAD เรื่อง การวาดภาพเชิงสร้างสรรค์

และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือด้วยเทคนิค STAD

เรื่อง การวาดภาพเชิงสร้างสรรค์

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

โรงเรียนบ้านโคกก่องดอนทองวิทยา อำเภอคอนสวรรค์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชัยภูมิ

เขต 1 จำนวน 24 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่

แผนการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือด้วยเทคนิค STAD จำนวน 7 แผน แบบทดสอบวัด

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 40 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ อยู่ระหว่าง 0.21-0.73 มีค่าความ

เชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.75 แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่ม

ร่วมมือด้วยเทคนิค STAD จำนวน 20 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ ( rxy ) ตั้งแต่ 0.35 – 0.69

มีความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ

ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า แผนการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือด้วยเทคนิค STAD เรื่อง

การวาดภาพเชิงสร้างสรรค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพเท่ากับ

86.66/83.85 มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.6387 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยการ

เรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือด้วยเทคนิค STAD โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด

โดยสรุป การจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือด้วยเทคนิค STAD เรื่อง การวาดภาพเชิงสร้างสรรค์

กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ส่งผลให้ผู้เรียน

มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น และผู้เรียนมีความพึงพอใจในการเรียนรู้ส่งผลให้เกิดการเรียนรู้

ร่วมกันเป็นกลุ่มที่มีคุณภาพ ซึ่งครูผู้สอนสามารถนำไปใช้ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้

ประสบผลสำเร็จยิ่งขึ้น



6. ชื่อเรื่อง การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง สำนวน สุภาษิต

และคำพังเพย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้การ์ตูนประกอบกิจกรรมด้วย

กลุ่มร่วมมือแบบ STAD

ผู้ศึกษาค้นคว้า นางนิรมล สมตัว

อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2552

บทคัดย่อ

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ภาพการ์ตูนประกอบด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนได้ฝึกกระบวนการกลุ่ม

โดยการเรียนรู้แบบร่วมมือ ทุกคนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ ผลสำเร็จของการเรียนรู้ อยู่ที่ความ

ร่วมมือของสมาชิกในกลุ่ม การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีความมุ่งหมาย 1) เพื่อพัฒนาแผนการการจัด

กิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องสำนวนสุภาษิต และคำพังเพย ชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้

การ์ตูนประกอบกิจกรรมด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD ตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อหาดัชนีประสิทธิผล

ของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD 3) เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการ

เรียนรู้ด้วยตนเองของนักเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้เป็นนักเรียนชั้น

ประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนชุมแพชนูปถัมภ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาขอนแก่นเขต 5 จำนวน

30 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้ามี 3 ชนิด ได้แก่ แผนการจัด

กิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย จำนวน 10 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน

30 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนก ตั้งแต่ 0.40 ถึง 0.68 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.87 แบบวัดการ

เรียนรู้ดว้ ยตนเอง จำนวน 15 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.22 ถึง 0.70 และมีค่าความเชื่อมั่นทงั้

ฉบับเท่ากับ 0.82 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ

ทดสอบสมมุติฐานด้วย t - test (Dependent Samples)

ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏดังนี้

1. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง สำนวน

สุภาษิต และคำพังเพย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้การ์ตูนประกอบกิจกรรมด้วยกลุ่มแบบ STAD

มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.02/ 81.00

2. ดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง สำนวน

สุภาษิต และคำพังเพย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีค่าเท่ากับ 0.6952

3. นักเรียนที่เรียนด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

มีคะแนนพฤติกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเองหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่

ระดับ .01

โดยสรุป การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องสำนวน สุภาษิต และคำพังเพย

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้การ์ตูนประกอบกิจกรรมกลุ่มร่วมมือ แบบ STAD มีประสิทธิภาพ

และประสิทธิผล สามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้นี้ไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้

อย่างมีประสิทธิภาพ



7. ชื่อเรื่อง การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย ด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

ผู้ศึกษาค้นคว้า นางรัตติกร ภิรมย์ไกรภักดิ์

อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2552

บทคัดย่อ

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD เป็นแนวทางการจัดกิจกรรม

การเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้พัฒนาความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข

และส่งผลให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้จึง

มีความมุ่งหมาย 1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย ด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อหา

ค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย 3) เพื่อศึกษาความเชื่อมั่นในตนเอง

ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 4) เพื่อศึกษาผลการใช้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย

ด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/2 จำนวน 50 คน

ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการ

เรียนรู้ภาษาไทย จำนวน 8 แผน ซึ่งมีค่าเฉลี่ยความเหมาะสมโดยรวมเท่ากับ 4.43 แบบทดสอบวัด

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ซึ่งมีค่าอำนาจ

จำแนกตั้งแต่ 0.24 ถึง 0.69 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.90 แบบวัดความเชื่อมั่นในตนเอง

จำนวน 20 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.34 ถึง 0.75 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.93 สถิติที่ใช้ใน

การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏ ดังนี้

1. แผนการจัดการเรียนรู้ภาษาไทย ด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5

ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD มีประสิทธิภาพเท่ากับ 91.95/ 80.20

2. ดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้ภาษาไทย มีค่าเท่ากับ 0.6217

3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีความเชื่อมั่นในตนเอง อยู่ในระดับมาก

4. ผลการใช้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เป็นที่น่าพอใจ นักเรียนสามารถ

ปฏิบัติงานกลุ่มร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพและมีความสุขสนุกสนานกับกิจกรรมต่าง ๆ เป็นอย่างดี

โดยสรุป การนำกลุ่มร่วมมือแบบ STAD มาจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย ด้านการอ่าน

เชิงวิเคราะห์ ส่งผลให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล


8. ชื่อเรื่อง การพัฒนาการใช้คำสมาสและคำสนธิ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้กิจกรรมกลุ่มแบบ STAD

ผู้ศึกษาค้นคว้า นายหัสชัย เปาะวัน

อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2549

บทคัดย่อ

ภาษาไทยเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสาร และเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ของนักเรียน

ดังนั้นจึงควรใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องตามอักขรวิธี แต่จากการศึกษาสภาพปัญหาการใช้ภาษาไทย

ของนักเรียนพบว่า นักเรียนส่วนใหญ่จะมีปัญหาในเรื่องการใช้คำสมาส และคำสนธิ ซึ่งเป็นคำ

ที่สร้างจากหลักไวยากรณ์ภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต ทำให้ยากต่อการจดจำและเรียนรู้ ดังนั้น

ผู้ศึกษาค้นคว้าจึงพัฒนาการใช้คำสมาสและคำสนธิ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษา

ปีที่ 5 โดยใช้กิจกรรมกลุ่มแบบ STAD ด้วยกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ตามแนวคิดของ

เคมมิส และแมคแทกการ์ท 3 วงรอบ แต่ละวงรอบมี 4 ขั้นตอน คือ ขั้นวางแผน ขั้นปฏิบัติการ

ขั้นสังเกตการณ์ และขั้นสะท้อนผล ผู้ร่วมศึกษาค้นคว้าประกอบด้วยครูผู้สอนวิชาภาษาไทย

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 1 คน และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 1 ห้องเรียน

36 คน ระยะเวลาที่ใช้ทำการศึกษาค้นคว้า เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 1

มีนาคม 2549 รวมระยะเวลา 12 ชั่วโมง

ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า ผลจากการประเมินการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียน

คิดเป็นร้อยละ 50.74 และหลังเรียนคิดเป็นร้อยละ 82.31 และผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลแต่ละ

วงรอบสรุปได้ดังนี้ วงรอบที่ 1 ผู้ศึกษาค้นคว้าได้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทยเรื่อง การใช้

คำสมาส โดยใช้กิจกรรมกลุ่มแบบ STAD พบว่านักเรียนส่วนใหญ่ตั้งใจ และสนใจเรียนดี

แต่อย่างไรก็ตามยังมีปัญหาที่พบในวงรอบนี้ คือ ในขั้นนำเข้าสู่บทเรียน และขั้นสอน ครูผู้สอนใช้

เวลาในช่วงนี้มากเกินกว่าที่กำหนด รวมทั้งกิจกรรมที่นักเรียนต้องเปิดพจนานุกรมหาความหมาย

ของคำศัพท์ และให้นักเรียนหาคำสมาสจากหนังสือพิมพ์ พบว่านักเรียนสนใจภาพหรือข่าวอื่น

มากกว่าสนใจเรื่องที่ครูให้ทำ นักเรียนบางคนไม่สนใจเรียน โดยเฉพาะนักเรียนที่เรียนอ่อนจะทำ

กิจกรรมต่าง ๆ ช้า กิจกรรมกลุ่มยังมีปัญหาคือเกี่ยงหน้าที่กัน ไม่ค่อยปรึกษาหารือกัน การนำเสนอ

ผลงานหน้าชั้นเรียนยังประหม่า ข้อมูลไม่ชัดเจน และนอกจากนี้การให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมกลุ่มน้อย วงรอบที่ 2 ผู้ศึกษาค้นคว้าได้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทยเรื่อง การใช้คำสนธิ

โดยใช้กิจกรรมกลุ่มแบบ STAD พบว่านักเรียนส่วนใหญ่ตั้งใจ และสนใจเรียนดีส่วนปัญหาที่พบ

ในวงรอบที่ 1 นั้น ผู้ศึกษาค้นคว้าได้ทำการแก้ไขปัญหาที่ครูใช้เวลามากเกินกว่าที่กำหนดในขั้น

นำเข้าสู่บทเรียนและขั้นสอน โดยการให้นักเรียนศึกษาข้อมูล และทำความเข้าใจเนื้อหามาล่วงหน้า

และครูใช้บัตรคำเป็นสื่อในกิจกรรมการเรียนรู้ ส่งผลให้การเรียนรู้เรื่องคำสนธิเร็วขึ้น ส่วนปัญหา

นักเรียนบางคนไม่ตั้งใจ และไม่สนใจเรียนนั้น ผู้ศึกษาค้นคว้าใช้วิธีการกระตุ้นให้เห็นความสำคัญ

ของการเรียน ส่วนนักเรียนที่เรียนอ่อนที่ให้ความร่วมมือในกลุ่มน้อย ผู้ศึกษาค้นคว้าได้กระตุ้นให้

ตั้งใจเรียน และกระตุ้นให้ความร่วมมือในการทำงานกลุ่ม รวมทั้งการให้คำชมเชย ส่งผลให้นักเรียน

ที่เรียนอ่อนตั้งใจ และให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมกลุ่มมากขึ้น สำหรับปัญหาในการนำเสนอ

หน้าชั้นเรียน ผู้ศึกษาค้นคว้าให้การแนะนำว่าให้ฝึกซ้อม และฝึกพูดบ่อย ๆ ทบทวนข้อมูลเนื้อหา

มาให้ดี รวมทั้งครูผู้สอนได้สาธิตการนำเสนอผลงานให้นักเรียนดู สำหรับปัญหาที่พบในวงรอบนี้

คือ บางกลุ่มส่งเสียงดัง รวมทั้งลอกแบบฝึกท้ายแผนและข้อสอบ ส่วนการปรึกษาหารือกันยังไม่ดี

เท่าที่ควร เพราะบางกลุ่มนักเรียนที่เรียนเก่งจะเป็นคนทำเอง การนำเสนอผลงานหน้าชั้นเรียนดี

ผู้ศึกษาค้นคว้าแนะนำให้นักเรียนมีความซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น ให้สำรวจมารยาทในการพูด

และหมั่นฝึกซ้อมการนำเสนอผลงานหน้าชั้นเรียน รวมทั้งการทำความเข้าใจในเนื้อหาให้ชัดเจน

วงรอบที่ 3 เป็นการทบทวนเนื้อหาทั้งหมดที่เรียนมา โดยเน้นเฉพาะส่วนที่นักเรียนไม่เข้าใจจริง ๆ

และปรับกิจกรรมการรู้ใหม่โดยการคละกลุ่มใหม่ แต่สมาชิกยังเท่าเดิม และยึดหลักกลุ่มแบบ STAD

เหมือนเดิม รวมทั้งเพิ่มแบบฝึกเพื่อให้นักเรียนได้พัฒนายิ่งขึ้น ส่งผลให้นักเรียนมีความกระตือรือร้น

สนใจและมีความตั้งใจเรียนดีขึ้น นักเรียนกล้าแสดงออกดีมาก ครูให้แรงเสริมรวมทั้งการให้รางวัล

ทุกกลุ่มที่มีผลงานพัฒนาการดีขึ้น ทำให้กิจกรรมการเรียนรู้มีความสนุกสนานและมีความสุข ส่งผล

ให้นักเรียนมีคะแนนในวงรอบนี้สูงขึ้น

โดยสรุป การพัฒนาการใช้คำสมาสและคำสนธิ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้กิจกรรมกลุ่มแบบ STAD ทำให้นักเรียนมีความเชื่อมั่นในตนเอง

กล้าแสดงออกเพิ่มมากขึ้น มีทักษะในการทำงานกลุ่ม มีความรับผิดชอบช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

ส่งผลให้นักเรียนมีพัฒนาการการใช้คำสมาสและคำสนธิดีขึ้น


9. ชื่อเรื่อง การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย ด้านการอ่าน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4

ด้วยการจัดกิจกรรมกลุ่มร่วมมือแบบ STAD โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน

ด้วยนิทานพื้นบ้าน

ผู้ศึกษาค้นคว้า นายวานิช ยืนชีวิต

อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2552

บทคัดย่อ

การจัดการเรียนรู้ภาษาไทย ด้านการอ่าน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ยังมีปัญหา

อยู่มาก นักเรียนส่วนใหญ่ยังขาดทักษะด้านการอ่าน อ่านแล้วจับใจความ วิเคราะห์ความและ

สรุปความไม่ได้ จึงทำให้ไม่มีความมั่นใจในการอ่านเท่าที่ควร ดังนั้น ผู้ศึกษาค้นคว้าจึงได้ศึกษา

การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย ด้านการอ่าน โดยมีความมุ่งหมายเพื่อ (1) พัฒนากิจกรรม

การเรียนรู้ภาษาไทย ด้านการอ่าน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ด้วยการจัดกิจกรรมกลุ่มร่วมมือแบบ

STAD ที่มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 80/80 (2) หาค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้

กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ด้านการอ่าน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ด้วยการจัดกิจกรรมกลุ่มร่วมมือ

แบบ STADโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านด้วยนิทานพื้นบ้าน (3) เปรียบเทียบคะแนนการอ่านของ

นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ด้วยการจัดกิจกรรมกลุ่มร่วมมือแบบ STAD โดยใช้หนังสือส่งเสริม

การอ่านด้วยนิทานพื้นบ้านระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียน (4) ศึกษาความมั่นใจในตนเองของ

นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนรู้ภาษาไทย ด้วยการจัดกิจกรรมกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านด้วยนิทานพื้นบ้าน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4

โรงเรียนบ้านอาจสามารถ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาขอนแก่น เขต 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา

2551 จำนวน 17 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้ามี 3 ชนิด

ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 7 แผน มีคุณภาพอยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด

แบบทดสอบวัดการอ่าน ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนก ตั้งแต่

0.34 ถึง 0.69 มีค่าความยาก (P) ตั้งแต่ 0.47 ถึง 0.85 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.91

และแบบวัดความมั่นใจในตนเอง แบบมาตราส่วนประมาณค่า 3 ระดับ จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้

ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบสมมติฐาน

ใช้ t-test (Dependent Samples)

ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

ด้านการอ่าน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ด้วยการจัดกิจกรรมกลุ่มร่วมมือแบบ STAD โดยใช้หนังสือ

ส่งเสริมการอ่านด้วยนิทานพื้นบ้าน มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.12/84.31 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80

ที่ตั้งไว้ มีค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้เท่ากับ 0.7727 แสดงว่านักเรียนมี

ความก้าวหน้าในการเรียนร้อยละ 77.27 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีผลสัมฤทธิ์

ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีความมั่นใจใน

ตนเอง อยู่ในระดับมาก

โดยสรุป แผนการจัดการเรียนรู้และหนังสือส่งเสริมการอ่านด้วยนิทานพื้นบ้าน

ที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ สามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาการอ่านของนักเรียนให้บรรลุ

เป้าหมายของหลักสูตรต่อไป


10. ชื่อเรื่อง ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบกลุ่มร่วมมือ

แบบ STAD เรื่อง การอ่านและการเขียนสะกดคำในมาตราแม่ ก กา

กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1

ผู้ศึกษาค้นคว้า นางเสงี่ยม โกฏิรักษ์

อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์สุขิริน เย็นสวัสดิ์

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2552

บทคัดย่อ

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำเป็นสิ่งที่สำคัญ

ในการพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งเริ่มเรียนภาษาไทย

จำเป็นต้องมีการฝึกฝนให้เกิดทักษะ และมีการนำทักษะกระบวนการกลุ่มร่วมมือมาใช้ในการจัด

กิจกรรมการเรียนรู้ให้หลากหลาย และเหมาะสมจะช่วยให้นักเรียนสามารถอ่านและเขียนสะกดคำ

ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการศึกษาครั้งนี้จึงมีความมุ่งหมายเพื่อหาประสิทธิภาพของแผนการ

จัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบกลุ่มร่วมมือแบบ STAD เรื่อง การอ่านและการเขียน

สะกดคำในมาตราแม่ ก กา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ตามเกณฑ์

80/80 เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบกลุ่ม

ร่วมมือแบบ STAD เรื่อง การอ่านและการเขียนสะกดคำในมาตราแม่ ก กา กลุ่มสาระการเรียนรู้

ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1

ที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบกลุ่มร่วมมือแบบ STAD เรื่อง การอ่านและการเขียน

สะกดคำในมาตราแม่ ก กา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ที่ผู้ศึกษาสร้างและพัฒนาขึ้น

กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียน

หนองไม้พลวงวิทยาคม จำนวน 19 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือก แบบเจาะจง (Purposive Sampling)

เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า คือ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบกลุ่ม

ร่วมมือแบบ STAD เรื่อง การอ่านและการเขียนสะกดคำในมาตราแม่ ก กา กลุ่มสาระการเรียนรู้

ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 20 แผน แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ

ในมาตราแม่ ก กา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 20 ชุด

แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝกึ ทักษะประกอบกลุ่มร่วมมือแบบ STAD เรื่อง

การอ่านและการเขียนสะกดคำในมาตราแม่ ก กา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งเป็นแบบทดสอบการอ่านออกเสียงคำ จำนวน 20 ข้อ แบบทดสอบการเขียนคำ จำนวน 20 ข้อ รวมจำนวน 40 ข้อ

มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.20 ถึง 0.71 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.89 และแบบวัดความพึงพอใจ

ของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบกลุ่มร่วมมือแบบ STAD มีค่า

อำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.44 ถึง 0.82 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.87 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏดังนี้

1. ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบกลุ่มร่วมมือ

แบบ STAD เรื่อง การอ่านและการเขียนสะกดคำในมาตราแม่ ก กา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพเท่ากับ 90.61/86.18 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์

80/80 ที่ตั้งไว้

2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบกลุ่ม

ร่วมมือแบบ STAD เรื่อง การอ่านและการเขียนสะกดคำในมาตราแม่ ก กา กลุ่มสาระการเรียนรู้

ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีค่าเท่ากับ 0.7707 ซึ่งแสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าใน

การเรียนคิดเป็นร้อยละ 77.07

3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยการจัดกิจกรรมการรู้

โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบกลุ่มร่วมมือแบบ STAD มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก

โดยสรุป ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ

ประกอบกลุ่มร่วมมือแบบ STAD เรื่อง การอ่านและการเขียนสะกดคำในมาตราแม่ ก กา

กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพเหมาะสม นักเรียนมีทักษะ

การอ่านและการเขียนสะกดคำในมาตราแม่ ก กา เพิ่มขึ้น สามารถสร้างองค์ความรู้และตรวจสอบ

ความรู้ด้วยตนเอง มีความมั่นใจในตนเอง มีทักษะการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ มีความรับผิดชอบ

มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ดังนั้นครูจึงควรนำ

รูปแบบการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบกลุ่มร่วมมือแบบ STAD ไปใช้ในการจัดกิจกรรม

การเรียนรู้ให้แพร่หลายและเกิดผลดีต่อผู้เรียนต่อไป


11. ชื่อเรื่อง การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องมาตราตัวสะกด ช่วงชั้นที่ 2

โดยการเรียนแบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD

ผู้ศึกษาคนคว้า ทัศฎาพร ทุยเวียง

อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2552

บทคัดย่อ

การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องมาตราตัวสะกด โดยการเรียนแบบกลุ่ม

ร่วมมือเทคนิค STAD เป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้รูปแบบหนึ่งที่มีความเหมาะสมสอดคล้องกับ

ความต้องการและความสนใจของนักเรียน เนื่องจากนักเรียนได้พัฒนาความสามารถในการเรียนรู้

ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุขและส่งผลให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการศึกษาค้นคว้า

จึงมีความมุ่งหมายเพื่อ 1) หาประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ภาษาไทย เรื่อง

มาตราตัวสะกด ช่วงชั้นที่ 2 โดยการเรียนแบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD ตามเกณฑ์ 80/80

2) หาค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้ ภาษาไทย 3) ศึกษาความคงทนในการเรียนรู้

ของนักเรียนช่วงชั้นที่ 2 และ 4) เพื่อศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย กลุ่มตัวอย่าง

เป็นนักเรียนช่วงชั้นที่ 2 โรงเรียนบ้านหนองบัว สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาขอนแก่น เขต 5

ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 1 ห้อง รวม 25 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม

สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบ

สมมุติฐานด้วย T-test (Dependent Samples)

ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏดังนี้

1. ประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

เรื่องมาตราตัวสะกด ช่วงชั้นที่ 2 โดยการเรียนแบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD มีประสิทธิภาพ

เท่ากับ 87.20 / 85.87

2. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง มาตราตัวสะกด

ช่วงชั้นที่ 2 โดยการเรียนแบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.7557

3. นักเรียนช่วงชั้นที่ 2 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแผนการจัดกิจกรรม

การเรียนรู้ ภาษาไทยเรื่องมาตราตัวสะกด โดยการเรียนแบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD มีความ

คงทนในการเรียนรู้ หลังเรียนไปแล้ว 2 สัปดาห์ ได้ค่าเฉลี่ย 25.68 คิดเป็นร้อยละ 85.60

โดยสรุป การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยการเรียนแบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD

เรื่องมาตราตัวสะกด ส่งผลให้นักเรียนช่วงชั้นที่ 2 มีผลการเรียนรู้สูงขึ้น มีประสิทธิภาพและ

ประสิทธิผลเหมาะสม


12. ชื่อเรื่อง การพัฒนาความสามารถการอ่านเชิงวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือ

แบบ STAD ประกอบการใช้แบบฝึกทักษะ

ผู้ศึกษาค้นคว้า นางสาวสุดใจ พงษ์เพียจันทร์

อาจารย์ที่ปรึกษา รองศาสตราจารย์ ดร.พิศมัย ศรีอำไพ

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2551

บทคัดย่อ

การอ่านเป็นทักษะที่มีความสำคัญและจำเป็นยิ่งต่อการเรียนรู้และการพัฒนาชีวิต

โดยเฉพาะการอ่านเชิงวิเคราะห์ซึ่งเป็นการอ่านที่สามารถสร้างเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์แก่นักเรียน

ได้ เป็นอย่างดี การอ่านเชิงวิเคราะห์จะช่วยให้นักเรียนได้ข้อเท็จจริงที่เป็นพื้นฐานความรู้ เพื่อ

นำไปใช้ในการแก้ปัญหา การประเมินและการตัดสินเรื่องราวต่างๆได้อย่างถูกต้อง นำไปสู่การสร้าง

วิสัยทัศน์ในการดำเนินชีวิต การฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่ม

ร่วมมือแบบ STAD ประกอบการใช้แบบฝึกทักษะ เป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยพัฒนานักเรียนให้

สามารถอ่านเชิงวิเคราะห์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การศึกษาค้นคว้าอิสระครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อหา

ประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD ประกอบการใช้แบบฝึก

ทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องการอ่านเชิงวิเคราะห์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มี

ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 และเพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

ดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ห้อง 3

ที่เรียนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนชุมชนบ้านฝาง อำเภอบ้านฝาง สังกัดสำนักงานเขต

พื้นที่การศึกษาขอนแก่น เขต 1 ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม จากกลุ่มประชากรนักเรียน 3 กลุ่ม

จำนวน 104 คน เครื่องมือที่ใช้คือ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน 6 แผน แบบฝึกทักษะ

การอ่านเชิงวิเคราะห์ จำนวน 6 ชุด และแบบทดสอบวัดความสามารถการอ่านเชิงวิเคราะห์

ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.28 ถึง 0.91 และมีค่า

ความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.87 เวลาในการทดลองครั้งละ 2 ชั่วโมง จำนวน 6 ครั้ง สถิติที่ใช้

คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ ค่าดัชนีประสิทธิผล

ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

ประกอบการใช้แบบฝึกทักษะ ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.83 / 81.55 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ และค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.6547 แสดงว่าผู้เรียนมีความก้าวหน้าในการเรียน

ร้อยละ 65.47

โดยสรุปการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD ประกอบการใช้แบบ

ฝึกทักษะ เป็นกิจกรรมการเรียนรู้หนึ่งที่มีประสิทธิภาพ ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

สามารถนำแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD ประกอบการใช้แบบฝึก

ทักษะไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อพัฒนานักเรียนให้มีความสามารถในการอ่าน

เชิงวิเคราะห์ นอกจากนี้ยังช่วยส่งเสริมให้นักเรียนมีทักษะทางสังคม มีน้ำใจช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

ซึ่งจะส่งผลให้การเรียนรู้ของนักเรียนมีประสิทธิภาพมากขึ้น


13. ชื่อเรื่อง การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้แบบฝึกทักษะ

ประกอบการจัดกิจกรรมกลุ่มร่วมมือแบบ STAD ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

ผู้ศึกษาค้นคว้า นางสาวพรทิภา มากมูลดี

อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุภรณ์ ลิ้มอารีย์

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2551

บทคัดย่อ

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ปัญหาที่พบคือ ผู้เรียนมีทักษะ

กระบวนการคิดวิเคราะห์ และมีทักษะกระบวนการกลุ่มร่วมมือน้อยมาก จากปัญหาดังกล่าว

หากใช้ความพยายามพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ และทักษะกระบวนการกลุ่มร่วมมือ ในการจัด

กิจกรรมเรียนรู้ให้หลากหลาย และเหมาะสมคงจะช่วยในการแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ดังนั้นผู้ศึกษา

ค้นคว้าจึงมีความมุ่งหมาย เพื่อหาประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การพัฒนา

ความสามารถด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรมกลุ่มร่วมมือ

แบบ STAD ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผล

ของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้

แบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรมกลุ่มร่วมมือแบบ STAD ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และเพื่อ

เปรียบเทียบการอ่านเชิงวิเคราะห์ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

ที่มีต่อกิจกรรมการเรียนด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านเชิง

วิเคราะห์ โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรมกลุ่มร่วมมือแบบ STAD กลุ่มตัวอย่างที่ใช้

เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนนาวาราชกิจพิทยานุสรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร

สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามุกดาหารเขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 30 คน

จาก 1 ห้องเรียน ได้มาโดยการเลือกแบบสุ่มกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ คือ

แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้แบบฝึก

ทักษะประกอบการจัดกิจกรรมกลุ่มร่วมมือแบบ STAD ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 8 แผน

แบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรมกลุ่มร่วมมือแบบ STAD จำนวน 8 ชุด แบบทดสอบวัด

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการพัฒนาความสามารถด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้แบบฝึกทักษะ

ประกอบการจัดกิจกรรมกลุ่มร่วมมือแบบ STAD แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40

ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.20-0.83 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.85 และแบบทดสอบวัด

ความสามารถการพัฒนาความสามารถด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรมกลุ่มร่วมมือแบบ STAD แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 32 ข้อ มีค่าอำนาจ

จำแนกตั้งแต่ 0.20-0.80 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.84 และแบบอัตนัย จำนวน 8 ข้อ มีค่าอำนาจ

จำแนกตั้งแต่ 0.63-1.00 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.76 สถิติที่ใช้ คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย

ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมุติฐาน ใช้ Dependent t – test

ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏดังนี้

1. ประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การพัฒนาความสามารถด้าน

การอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรมกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.48/74.58 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้

2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การพัฒนาความสามารถ

ด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรมกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

มีค่าเท่ากับ 0.4370 ซึ่งแสดงว่า นักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนคิดเป็นร้อยละ 43.70

3. นักเรียนที่เรียนด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การพัฒนาความสามารถ

ด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรมกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

มีผลการอ่านเชิงวิเคราะห์หลังเรียนเพิ่มขึ้นจากก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

โดยสรุป แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์

โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรมกลุ่มร่วมมือแบบ STAD ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

มีประสิทธิภาพเหมาะสม นักเรียนมีทักษะการเรียนรู้กลุ่มร่วมมือ และทักษะด้านการอ่านเชิง

วิเคราะห์เพิ่มขึ้น สามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาคุณภาพการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียน

เป็นสำคัญได้ และนักเรียนสามารถนำความรู้ในการอ่านเชิงวิเคราะห์ไปพัฒนาการเรียนรู้ได้

ทุกรายวิชา



14. ชื่อเรื่อง --- การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านและการเขียนในแม่ ก. กา

--- ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรม

--- ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

ผู้ศึกษาค้นคว้า --- นางโสภิต พันธ์วิริยะกุล

อาจารย์ที่ปรึกษา --- อาจารย์สุดาเรศ รัตนาถาวร

ปริญญา กศ.สาขาวิชา สาขาหลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2552

บทคัดย่อ

ภาษาไทยเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับคนไทยทุกคน ซึ่งจำเป็นต้องใช้ภาษาในการดำรงชีวิต

การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีความมุ่งหมายดังนี้ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้

ภาษาไทย เรื่อง การพัฒนาความสามารถทางด้านการอ่านและการเขียนในแม่ ก. กา ของนักเรียน

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรมด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

ตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องการพัฒนา

ความสามารถทางด้านการอ่านและการเขียนในแม่ ก. กา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1

โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรมด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD 3) เพื่อศึกษา

กระบวนการทำงานกลุ่มของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่เกิดจากการเรียนรู้ แบบกลุ่มร่วมมือ

STAD กลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/2 โรงเรียนบ้านปากช่อง อำเภอ

ละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ ภาคเรียนที่ 2 จำนวน 30 คน ใช้เวลาในการทดลอง 24 ชั่วโมง

เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าคือ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการจัด

กิจกรรม จำนวน 12 แผน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญได้ประเมินแผนมีค่าอยู่ระดับ 4.51- 5.00 ซึ่งหมายถึงอยู่ใน

ระดับเหมาะสมมากที่สุด แบบฝึกทักษะ 12 ชุด ชุดละ 3 แบบ ผู้เชี่ยวชาญได้ประเมินค่าอยู่ระหว่าง

4.51- 5.00 ซึ่งหมายถึงอยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

ชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก 40 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ .26 - .66 ค่าความเชื่อมั่น 0.86 และ

แบบสังเกตกระบวนการทำงานกลุ่มของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าร้อยละ

ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องการพัฒนา

ความสามารถด้านการอ่านและเขียนในแม่ ก กา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้แบบฝึกทักษะ

ประกอบการจัดกิจกรรมด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD มีประสิทธิภาพ 85.00/82.25 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ ดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้ด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

ภาษาไทย การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านและเขียนในแม่ ก กา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1

โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรมด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD มีค่าเท่ากับ 0.5872

นั่นคือ นักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนคิดเป็นร้อยละ 58.72 กระบวนการทำงานกลุ่มของ

นักเรียนโดยรวมสามารถเรียงคะแนนจากค่าเฉลี่ยมากไปน้อย ดังนี้ ด้านการปฏิบัติงานเสร็จทันเวลา

ด้านการแบ่งหน้าที่ภายในกลุ่ม ด้านการทำงานตามขั้นตอน ด้านการรู้จักแสดงความคิดเห็น

มีค่าเฉลี่ย ด้านความเป็นระเบียบและสะอาด

โดยสรุป แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องการพัฒนาความสามารถ

ด้านการอ่านและเขียนในแม่ ก กา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการจัด

กิจกรรมด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD เป็นกิจกรรมที่มีประสิทธิภาพเหมาะสม สามารถเสริมสร้าง

ให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้น มีกระบวนการทำงานกลุ่มที่มีคุณภาพ ดังนั้น ครู

และผู้สนใจสามารถนำไปใช้ประกอบการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมี

ประสิทธิภาพ


15. ชื่อเรื่อง การพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

โดยใช้แบบฝึกทักษะ ด้านการอ่านและการเขียนคำยาก ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4

ผู้ศึกษาค้นคว้า นางกฤติกา เจริญยศ

อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2552

บทคัดย่อ

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือ เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มุ่งเน้น

ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้โดยการร่วมปฏิบัติกิจกรรมช่วยเหลือกันเป็นกลุ่ม คำนึงถึงความแตกต่าง

ระหว่างบุคคล ความสำเร็จของบุคคลคือความสำเร็จของกลุ่ม ดังนั้นผู้ศึกษาค้นคว้าจึงได้ศึกษา

การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ภาษาไทย ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD โดยใช้แบบฝึกทักษะ

ด้านการอ่านและการเขียนคำยาก ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยมีความมุ่งหมาย เพื่อหาประสิทธิภาพ

ของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD โดยใช้แบบฝึกทักษะ

ด้านการอ่านและการเขียนคำยาก ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อหาดัชนีประสิทธิผล

ของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD โดยใช้แบบฝึกทักษะ

และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยการจัดกิจกรรม

การเรียนรู้ภาษาไทย ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD โดยใช้แบบฝึกทักษะ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้

คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนกุดบากราษฎร์บำรุง

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนคร เขต 2 จำนวน 27 คน จาก 1 ห้องเรียน ซึ่งได้มาโดย

การเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้มี 3 ชนิด คือ แผนการจัดการเรียนรู้

ภาษาไทย ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD โดยใช้แบบฝึกทักษะ ด้านการอ่านและการเขียนคำยาก

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 10 แผน ทำการสอนแผนละ 1 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์

ทางการเรียนภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ

มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ ตั้งแต่ 0.25 ถึง 0.80 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.94 และ

แบบวัดความพึงพอใจ แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนก

รายข้อ (rxy) ตั้งแต่ 0.29 ถึง 0.84 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.86 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์

ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏดังนี้

1. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

โดยใช้แบบฝึกทักษะ ด้านการอ่านและการเขียนคำยาก ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพ

เท่ากับ 88.04/86.05 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ ที่ตั้งไว้

2. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

โดยใช้แบบฝึกทักษะ ด้านการอ่านและการเขียนคำยาก มีค่าดัชนีประสิทธิผล เท่ากับ 0.7095

3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ด้วยการจัดกิจกรรม

การเรียนรู้ภาษาไทย ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD โดยใช้แบบฝึกทักษะ ด้านการอ่านและการเขียน

คำยาก โดยรวมและรายข้อทุกข้ออยู่ในระดับมาก

โดยสรุป การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

ส่งผลให้นักเรียนสามารถอ่านและเขียนคำยากได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

ครูผู้สอนสามารถนำการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD ไปใช้จัดกิจกรรม

การเรียนรู้ภาษาไทยได้วิธีหนึ่ง


16. ชื่อเรื่อง การพัฒนาแผนการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์

ด้วยการเรียนรู้แบบร่วมมือ (STAD) กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษไทย

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

ผู้ศึกษาค้นคว้า นางรินรดา จันทะวัน

อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์สุมาลี ธรรมโหร

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2550

บทคัดย่อ

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยของนักเรียนต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดคือ ทักษะการอ่าน

โดยเฉพาะการอ่านเชิงวิเคราะห์ ซึ่งมีสาเหตุมาจากครูผู้สอนไม่นำทักษะและเทคนิคการสอน

เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดแนวคิดในการวิเคราะห์ จึงทำให้ผู้เรียนไม่สามารถสรุปประเด็นสำคัญหรือ

จับใจความสำคัญของเรื่องที่อ่านได้เท่าที่ควร ดังนั้นผู้ศึกษาค้นคว้าจึงพัฒนาแผนการเรียนรู้โดยใช้

แบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยมี

ความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาแผนการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ กลุ่มสาระการ

เรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และเพื่อศึกษาดัชนี

ประสิทธิผลของแผนการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน

บ้านหนองขุ่นเหล่าหลักวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 1 ภาคเรียนที่ 2

ปีการศึกษา 2549 จำนวน 1 ห้องเรียน นักเรียน 35 คน ได้มาโดยเลือกแบบเจาะจง (Purposive

Sampling) เครื่องมือ ได้แก่ แผนการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ กลุ่มสาระ

การเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การอ่านเชิงวิเคราะห์

แบบอัตนัยหรือความเรียง จำนวน 2 ชุด สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย

ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีประสิทธิผล

ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า แผนการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์

กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ 81.93 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์

80/80 ที่ตั้งไว้และมีดัชนีประสิทธิผล 60.28 หมายความว่าผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 60.28

โดยสรุป ได้แผนการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ ที่มีประสิทธิภาพ

เหมาะสม และเป็นนวัตกรรมที่สามารถใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อให้นักเรียนมีทักษะการอ่าน สามารถจับใจความสำคัญ และสรุปประเด็นของเรื่องที่อ่านได้เป็นอย่างดี

จึงขอสนับสนุนให้ครูภาษาไทยสร้างแบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนเกิด

ทักษะด้านการอ่านเป็นอย่างดี


17. ชื่อเรื่อง ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย ด้านการอ่านจับใจความ

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านประกอบ

กลุ่มร่วมมือแบบ STAD

ผู้ศึกษาค้นคว้า นางจุฑามาศ ชัยสงคราม

อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์สุดาเรศ รัตนาถาวร

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2552

บทคัดย่อ

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มร่วมมือแบบ STAD เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีข้อดี

หลายประการ ได้แก่ นักเรียนได้เรียนรู้ด้วยสื่อที่น่าสนใจ นักเรียนได้เรียนรู้ร่วมกันโดยแต่ละกลุ่ม

จะมีนักเรียน 4 - 5 คน ซึ่งมีนักเรียนที่เรียนเก่ง ปานกลาง และอ่อน ได้เรียนรู้ร่วมกัน ร่วมทำงาน

ร่วมวางแผน และนำเสนอผลงานกลุ่ม โดยกลุ่มจะช่วยเหลือนักเรียนที่เรียนอ่อนให้มีพัฒนาการที่ดี

ขึ้น และมีการเสริมแรงด้วยการยกย่องชมเชยเมื่อมีคะแนนเพิ่มขึ้นจากการร่วมกิจกรรมการเรียนรู้

เมื่อนำเอากิจกรรมดังกล่าว มาใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย จะช่วยให้

ผู้เรียนมีพัฒนาการทางการเรียนรู้ในกลุ่มสาระภาษาไทยได้อย่างกว้างขวาง ดังนั้นผู้ศึกษาค้นคว้า

จึงมีความสนใจที่จะจัดทำหนังสือส่งเสริมการอ่านและนำกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้กลุ่มร่วมมือ

แบบ STAD มาพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ มีความมุ่งหมายเพื่อหาประสิทธิภาพของแผน

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย ด้านการอ่านจับใจความ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้หนังสือ

ส่งเสริมการอ่าน ประกอบกลุ่มร่วมมือแบบ STAD ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 หาค่าดัชนี

ประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และเพื่อพัฒนาทักษะด้านการอ่านจับใจความ กลุ่ม

ตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 15 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง

(Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

ภาษาไทย โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน ประกอบกลุ่มร่วมมือแบบ STAD จำนวน 7 แผน

แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบทดสอบแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก

จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยาก (P) ตั้งแต่ 0.23 ถึง 0.56 มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ (B) ตั้งแต่ 0.20

ถึง 0.58 และ มีค่าความเชื่อมั่น (rcc) ทั้งฉบับเท่ากับ 0.76 สถิติที่ใช้ คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย

ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีประสิทธิผล

ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏ ดังนี้

1. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย ด้านการอ่านจับใจความ ชั้นประถมศึกษา

ปีที่ 2 โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน ประกอบกลุ่มร่วมมือแบบ STAD มีประสิทธิภาพ (E1/E2)

เท่ากับ 84.72/82.22

2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ มีค่าเท่ากับ 0.6300 แสดงว่า

นักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนรู้ คิดเป็นร้อยละ 63

3. การพัฒนาทักษะด้านการอ่านจับใจความของนักเรียนที่เรียนด้วยแผนการจัดกิจกรรม

การเรียนรู้ภาษาไทย ด้านการอ่านจับใจความ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน

ประกอบกลุ่มร่วมมือแบบ STAD คิดเป็นร้อยละ 82.22 และพิจารณานักเรียนเป็นรายบุคคล

นักเรียนมีพัฒนาการด้านการอ่านจับใจความผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 คิดเป็นร้อยละ 67

4. ผลการใช้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย ด้านการอ่านจับใจความ

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน ประกอบกลุ่มร่วมมือแบบ STAD ปรากฏว่า

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มร่วมมือแบบ STAD นักเรียนสามารถเข้าใจ และปฏิบัติตามขั้นตอน

ของกิจกรรมได้การจัดทำแผนผังความคิด นำเสนอผลงาน การอ่านจับใจความจากเรื่องในหนังสือ

ส่งเสริมการอ่าน การทดสอบย่อยท้ายแผน ทุกขั้นตอนมีความเหมาะสม ทันเวลาและได้ผลดีเป็นที่

น่าพอใจ

โดยสรุป แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย ด้านการอ่านจับใจความ ชั้นประถม

ศึกษาปีที่ 2 โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน ประกอบกลุ่มร่วมมือแบบ STAD มีประสิทธิภาพและ

ประสิทธิผลเหมาะสม นักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนรู้และมีทักษะด้านการอ่านจับใจความ

เป็นอย่างดี


18. ชื่อเรื่อง ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทยด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์

นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

ผู้ศึกษาค้นคว้า จิระนันท์ ไตรแสง

อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2551

บทคัดย่อ

การจัดกิจกรรมแบบ STAD (Student Teams Achievement Division) เป็นรูปแบบ

หนึ่งของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือกัน (Cooperative Learning) ที่สนองตอบต่อ

ความแตกต่างระหว่างบุคคล และยึดหลักการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ การศึกษาครั้งนี้

มีความมุ่งหมาย (1) เพื่อหาประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย ด้านการอ่าน

เชิงวิเคราะห์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD ตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อหา

ค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ (3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อ

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ (4) ศึกษาผลการใช้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย

กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนพระธาตุบังพวน

วิทยา อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย จำนวน 40 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster

Random Sampling) ใช้หน่วยการสุ่มเป็นห้องเรียน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ (1) แผนการจัดกิจกรรม

การเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD จำนวน 7 แผน ใช้เวลาสอนแผนละ 2 ชั่วโมง

(2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 40 ข้อ แบบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก ซึ่งมีค่า

อำนาจจำแนก ตั้งแต่ 0.22 ถึง 0.60 โดยค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ เท่ากับ 0.86

และแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ชนิดมาตราส่วน

ประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ จำนวน 20 ข้อ ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนก (rxy ) ตั้งแต่ 0.317

ถึง 0.727 มีค่าความเชื่อมั่น (α ) ทั้งฉบับเท่ากับ 0.86 สถิติทใี่ ช ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่

ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทยด้วยกลุ่มร่วมมือ

แบบ STAD มีประสิทธิภาพเท่ากับ 88.81/85.75 ค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรม

การเรียนรู้ภาษาไทยด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD มีค่าเท่ากับ 0.5857 และนักเรียนมีความพึงพอใจ

ต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทยด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD อยู่ในระดับมาก

โดยสรุปแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทยด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD ส่งผลให้

นักเรียนสามารถพัฒนาทักษะด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเหมาะในการที่จะ

นำไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนภาษาไทย


19. ชื่อเรื่อง ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำ โดยใช้เทคนิค STAD

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

ผู้ศึกษาค้นคว้า นางรักคณา ไชยทอง

อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุภรณ์ ลิ้มอารีย์

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2552

บทคัดย่อ

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ โดยใช้เทคนิค STAD เป็นการจัดกิจกรรม

ที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่มทุกคนได้ช่วยเหลือและเกื้อกูลกันในการเรียนรู้ เพื่อความสำเร็จ

ของตนเองและของกลุ่ม ส่งผลให้นักเรียนเรียนรู้อย่างมีความสุข และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น

การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่ม

ร่วมมือ เรื่อง ชนิดของคำ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้เทคนิค STAD ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์

80/80 หาค่าดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรม

การเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ โดยใช้เทคนิค STAD กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย กลุ่มตัวอย่าง

เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 ของโรงเรียนไตรมิตรวิทยาคาร

ตำบลหลักเขต อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 จำนวน 28 คน

จาก 1 ห้องเรียน ซึ่งได้มาโดยการ สุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ใน

การศึกษาค้นคว้า มี 3 ชนิด ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือโดยเทคนิค STAD

กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 7 แผน

แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างขึ้น จำนวน 30 ข้อ เป็นแบบปรนัย

ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนก (B) ตั้งแต่ 0.23 ถึง 0.80 ความเชื่อมั่นทั้งฉบับ

เท่ากับ 0.79 และแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ

เทคนิค STAD กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยที่ผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างขึ้น เป็นแบบมาตราส่วน

ประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ จำนวน 20 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนก (rxy) ตั้งแต่ 0.46-0.84

ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.92 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย

ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏ ดังนี้

1. แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ชนิดของคำ โดยใช้เทคนิค STAD มีประสิทธิภาพ

เท่ากับ 86.54/83.33 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้

2. ดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้ด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ชนิดของคำ

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้เทคนิค STAD มีค่าเท่ากับ 0.7266 แสดงว่านักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น

จากพื้นฐานความรู้เดิมร้อยละ 72.66

3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีความพังพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่ม

ร่วมมือ โดยใช้เทคนิค STAD กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย อยู่ในระดับมาก

โดยสรุป แผนการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ โดยใช้เทคนิค STAD ที่ผู้ศึกษาค้นคว้า

สร้างและพัฒนาขึ้น ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น และมีความสุขในการเรียนรู้


20. ชื่อเรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยการสอนแบบกลุ่มร่วมมือ เทคนิค STAD

ผู้ศึกษาค้นคว้า นายไพศาล พระจันทร์ลา

อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประสิทธิ์ นิ่มจินดา

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2551

บทคัดย่อ

การเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ เทคนิค STAD เป็นวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้น

การจัดสภาพแวดล้อมทางการเรียนให้แก่ผู้เรียนได้เรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ แต่ละกลุ่ม

ประกอบด้วยสมาชิกที่มีความรู้ความสามารถแตกต่างกัน โดยที่แต่ละคนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

ในการเรียนรู้และในความสำเร็จของกลุ่ม ทั้งโดยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การแบ่งปันทรัพยากร

การเรียนรู้ รวมทั้งการเป็นกำลังใจแก่กันและกัน คนที่เรียนเก่งจะช่วยเหลือคนที่เรียนอ่อนกว่า

สมาชิกในกลุ่มไม่เพียงแต่จะรับผิดชอบต่อการเรียนของตนเองเท่านั้น หากแต่จะต้องรับผิดชอบต่อ

การเรียนรู้ของเพื่อนสมาชิกทุกคนในกลุ่มด้วย ความสำเร็จของแต่ละบุคคลคือความสำเร็จของกลุ่ม

การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ (1) พัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนา

ทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยการสอน

แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) ศึกษาดัชนีประสิทธิผล

ของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และ (3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยแผน

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยการสอนแบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียน

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านม่วง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 ประจำ

ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 1 ห้องเรียน นักเรียน 24 คน ได้มาโดยการเลือก

แบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

เพื่อการพัฒนาทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

ด้วยการสอนแบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD จำนวน 8 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทาง

การเรียนเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษา

ปีที่ 6 แบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อซึ่งมีค่าอำนาจจำแนกรายข้อตั้งแต่

0.21 ถึง 0.94 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.93 แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยการสอนแบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD จำนวน 1 ชุด 20 ข้อคำถาม

ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนกรายข้อตั้งแต่ 0.202 ถึง 0.769 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.838 สถิติที่ใช้ใน

การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีประสิทธิผล

ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อการพัฒนาทักษะการอ่าน

เชิงวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยการสอนแบบกลุ่มร่วมมือ

เทคนิค STAD มีประสิทธิภาพ 83.40/81.46 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80 ดัชนีประสิทธิผล

0.3883 แสดงว่า ผู้เรียนมีความก้าวหน้าในการเรียน ร้อยละ 38.83 และนักเรียนมีความพึงพอใจ

ต่อการเรียนด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD เพื่อการพัฒนา

ทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ อยู่ในระดับมากที่สุด

โดยสรุป แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์

ด้วยการสอนแบบกลุ่มร่วมมือ เทคนิค STAD ที่มีประสิทธิภาพ ใช้แล้วเกิดประสิทธิผลใน

การแก้ปัญหาด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนภาษาไทย ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้

ภาษาไทยสามารถนำนวัตกรรมนี้ไปใช้ในการสอนการอ่านโดยเฉพาะด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์ได้

อย่างดี นอกจากนี้ยังเห็นสมควรให้นำไปพัฒนาใช้กับครูผู้สอนกลุ่มสาระอื่น ๆ ต่อไป



21. ชื่อเรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบ

การจัดกิจกรรมด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4

ผู้ศึกษาค้นคว้า นางปาริชาติ นุริศักดิ์

อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุภรณ์ ลิ้มอารีย์

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2551

บทคัดย่อ

การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีสาเหตุมาจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านและการคิด

วิเคราะห์ยังไม่เหมาะสม ทำให้ผลสัมฤทธิ์การอ่านและการคิดวิเคราะห์ต่ำกว่าเกณฑ์ดังนั้น ผู้ศึกษา

ค้นคว้าจึงได้พัฒนาทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรมด้วย

กลุ่มร่วมมือแบบ STAD ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยมีความมุ่งหมาย (1) เพื่อพัฒนาแผนการ

จัดการเรียนรู้การอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรมด้วยกลุ่มร่วมมือ

แบบ STAD ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อศึกษาประสิทธิผล

ของแผนการพัฒนาทักษาการอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรมด้วย

กลุ่มร่วมมือแบบ STAD ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียน

ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้การอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบกิจกรรมด้วยกลุ่มร่วมมือ

แบบSTAD ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 / 1

ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนบ้านขามเรียน จำนวน 25 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือก

แบบสุ่มกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้การอ่าน

เชิงวิเคราะห์จำนวน 6 แผน แบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์จำนวน 6 ชุด แบบวัดทักษะการ

อ่านเชิงวิเคราะห์ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ ที่มีค่าความยาก (P) ตั้งแต่ 0.27-0.70

มีค่าอำนาจจำแนก (B-Index) ตั้งแต่ 0.22-0.89 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.92 และแบบสอบถามความ

พึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้การอ่านเชิงวิเคราะห์

โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบกิจกรรมด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

คือร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า แผนการจัดการเรียนรู้และแบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์

ประกอบกิจกรรมด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 89.05/87.70 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้มีค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้เท่ากับ

0.7210 หมายความว่า นักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนรู้เพิ่มขึ้น ร้อยละ 72.10 และนักเรียน

มีความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้การอ่านเชิงวิเคราะห์โดยใช้

แบบฝึกทักษะประกอบกิจกรรมด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD อยู่ในระดับมาก



22. ชื่อเรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4

โดยใช้กิจกรรมกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

ผู้ศึกษาค้นคว้า นางธนาลัย เธียรวรรณ

อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2551

บทคัดย่อ

การจัดการเรียนแบบกลุ่มร่วมมือแบบ STAD ช่วยให้ผู้เรียนมีความตื่นเต้น สนุกกับ

การเรียนรู้ ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ฝึกคิด เรียนรู้ทักษะทางสังคม มีความรับผิดชอบต่อตนเองและ

ส่งเสริมให้ผู้เรียนที่ความสามารถต่างกันได้เรียนรู้ร่วมกัน ทำงานร่วมกัน อย่างสร้างสรรค์ เป็นผลทำ

ให้ผู้เรียนประสบผลสำเร็จในการเรียน การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาทักษะ

การอ่านออกเสียงของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้กิจกรรมกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียน

บ้านโคกระกา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์

จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 10 แผน

โดยจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามรูปแบบของกลุ่มร่วมมือกันเรียนรู้ 4 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นเตรียมการ

และทบทวน 2) ขั้นเสนอบทเรียนใหม่ 3) ขั้นสรุป 4) ขั้นวัดผล เครื่องมือที่ใช้ในการสะท้อนผล

ได้แก่ แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ แบบประเมินการทำงานกลุ่ม แบบสัมภาษณ์ครู ผู้ร่วมศึกษา

ค้นคว้า แบบบันทึกการสัมภาษณ์นักเรียน แบบบันทึกการใช้แผนการเรียนรู้ แบบบันทึกความ

คิดเห็นของนักเรียน แบบบันทึกพฤติกรรมนักเรียนและสมาชิกในกลุ่มขณะร่วมกิจกรรม และ

แบบทดสอบย่อยท้ายวงรอบ จำนวน 5 ชุด ๆ ละ 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่

ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการ

ในการตรวจสอบข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลใช้เทคนิคการตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้าและนำเสนอ

ผลการศึกษาค้นคว้าโดยวิธีบรรยาย

ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงของนักเรียน ชั้นประถมศึกษา

ปีที่ 4 โดยใช้กิจกรรมกลุ่มร่วมมือแบบ STAD โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ แบ่ง

การดำเนินการพัฒนาออกเป็น 5 วงรอบ แต่ละวงรอบจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแผนการจัด

การเรียนรู้วงรอบละ 2 แผน ซึ่งก่อนดำเนินการพัฒนาผู้ศึกษาค้นคว้าได้ทำการสำรวจสภาพปัญหา

การอ่านออกเสียงของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านโคกระกา พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านออกเสียงต่ำ เนื่องจากนักเรียนใช้ภาษาถิ่นมากกว่าภาษาไทย โดยเฉพาะ

ภาษาถิ่นเขมร ทำให้นักเรียนขาดความเชื่อมั่นต่อการอ่านออกเสียง เมื่อครูผู้สอนให้นักเรียนอ่านออก

เสียงเป็นรายบุคคล นักเรียน ออกเสียงได้ไม่ชัดเจน และขาดการเสริมแรงจากครูผู้สอนอย่างใกล้ชิด

ทำให้เกิดปัญหาด้านการอ่านออกเสียงมาก ผู้ศึกษาค้นคว้าจึงร่วมวางแผนกับผู้ร่วมศึกษาค้นคว้าใน

การแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยจัดกิจกรรมการพัฒนาทักษะการอ่านด้วยกระบวนการกลุ่มแบบ STAD

หลังการพัฒนาครบทั้ง 5 วงรอบ พบว่า นักเรียนมีคะแนนการทดสอบย่อยท้ายวงรอบทั้ง 5 วงรอบ

ดีขึ้นเรื่อย คือ ได้คะแนนร้อยละ 56.00, 68.00, 69.50, 80.00 และร้อยละ 82.00 ตามลำดับ

เมื่อพิจารณาพฤติกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ พบว่า จากการที่นักเรียนมีโอกาสทำงานร่วมกัน

ทุก ๆ คน สามารถทำงานได้ทันเวลา มีความร่วมมือกันดีในการทำงาน มีความกระตือรือร้น

ในการทำงาน กล้าแสดงออก มีความสนุกสนานกับกิจกรรมที่ครูจัดขึ้น ทำให้สามารถพัฒนาทักษะ

การอ่านออกเสียงได้ชัดเจน และถูกต้องมากยิ่งขึ้น

โดยสรุป การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียง โดยใช้กิจกรรมกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

ทั้ง 5 วงรอบ ทำให้นักเรียนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น

ซึ่งการพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงภาษาไทย ในครั้งนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเรียนรู้ทักษะ

ด้านอื่น ๆ ได้






เรียบเรียงโดย  ::   ประภัสรา  โคตะขุน  ;   http://prapasara.blogspot.com
 การคัดลอกส่วนใดส่วนหนึ่งของงานวิจัย  อย่าลืมอ้างอิงที่มาด้วยนะคะ 


















.





135 ความคิดเห็น:

  1. 23 ซื่องานวิจัย การสร้างแบบฝึกการเขียนสะกดคำยาก สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนชุมชนบ้านโคกค่าย อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา

    ผู้วิจัย นายนพเก้า ณ พัทลุง อาจารย์ 1 ระดับ 4

    ปี พ.ศ. 2544

    บทคัดย่อ

    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแบบฝึกการเขียนสะกดคำยาก จำนวน 15 แบบฝึกสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนชุมชนบ้านโคกค่าย อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลาและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และเปรียบเทียบความสามารถในการเขียนสะกดคำยากของนักเรียน ก่อนใช้และหลังใช้แบบฝึกการเขียนสะกดคำยาก

    กลุ่มที่ใช้ในการศึกษา เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนชุมชนบ้านโคกค่ายอำเภอรัตภูมิ จังหวัดสลขลา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2543 จำนวน 39 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วยแบบฝึกการเขียนสะกดคำยาก จำนวน 15 แบบฝึก แบบทดสอบความสามารถในการสะกดคำยาก จำนวน 50 ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าสถิติร้อยละ และค่าเฉลี่ย

    ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ปรากฏว่า แบบฝึกการเขียนสะกดคำยากที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 86-84/84 ความสามารถในการเขียนสะกดคำยากของนักเรียน หลังใช้แบบฝึกสะกดคำยากสูงกว่าก่อนใช้แบบฝึกการเขียนสะกดคำยาก

    ตอบลบ
  2. 24 ซื่องานวิจัย การสร้างแบบปร ะเมินค่าทักษะพื้นฐานของกีฬาวอลเลย์บอล

    ผู้วิจัย นางสาวจรินทร์ โฮ่สกุล

    ปี พ.ศ. 2544



    บทคัดย่อ

    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างแบบประเมินค่าทักษะพื้นฐานของกีฬาวอลเลย์บอลจำนวน 6 รายการ ประกอบด้วย 1) การเล่นลูกสองมือล่างขั้นพื้นฐานของกีฬาวอลเลย์บอล 2) การเสิร์ฟลูกมือล่างด้านหน้า 3) การเสิร์ฟลูกมือบนเหนือศีรษะด้านหน้า 4 ) การเล่นลูกสองมือบนหรือการเซ็ทขั้นพื้นฐานของกีฬาวอลเลย์บอล 5) การตบบอลขั้นพื้นฐานของกีฬาวอลเลย์บอล และ 6) การสกัดกั้นขั้นพื้นฐานของกีฬาวอลเลย์บอล ผู้วิจัยวิเคราะห์ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยใช้วิธีของโรไวนิลไลและแฮมเบิลตัน (Test – Retest) และวิเคราะห์ค่าความเป็นปรนัยของผุ้ประเมิน (Objectivity) จากการข้อมูลที่ประเมินโดยผู้วิจัยและคณะ จำนวน 2 คน

    กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 3 โรงเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษา และสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาแห่งชาติ จังหวัดภายในเขตการศึกษา 4 เป็นนักเรียนชาย 150 คน และนักเรียนหญิง 150 คน โดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling)

    ผลการวิจัยพบว่าแบบประเมินค่าทักษะพื้นฐานของกีฬาวอลเลย์บอลที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นทั้ง 6 รายการเป็นแบบประเมินค่าที่มีมาตรฐานตามเกณฑ์ที่กำหนด ดังนี้ 1 ) แบบประเมินค่าการเล่นลูกสองมือล่างขั้นพื้นฐานของกีฬาวอลเลย์บอล มีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0983 มีค่าความเหมาะสมของการกำหนดน้ำหนักคะแนนของทักษะย่อยแต่ละทักษะเท่ากับ 1.00 มีค่าความเชื่อมั่นของแบบวัดเท่ากับ 0886 และมีค่าความเป็นปรนัยของผู้ประเมินเท่ากับ .937 2) แบบประเมินค่าการเสิร์ฟลูกมือล่างด้านหน้ามีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ .992 มีค่าความเหมาะสมของการกำหนดน้ำหนักคะแนนของทักษะแต่ละทักษะเท่ากับ 1.00 มีค่าความเชื่อมั่นของแบบวัดเท่ากับ 0922 และมีค่าความเป็นปรนัยของผู้ประเมินเท่ากับ 0946 3) แบบประเมินค่าการเสิร์ฟลูกมือบนเหนือศีรษะด้านหน้า มีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ .983 มีค่าความเหมาะสมของการกำหนดน้ำหนักคะแนนของทักษะย่อยแต่ละทักษะเท่ากับ 1.00 มีค่าความเชื่อมั่นของแบบวัดเท่ากับ 0874 และมีค่าความเป็นปรนัยของผู้ประเมินเท่ากับ 0886 4) แบบประเมินค่าการเล่นลูกสองมือ

    บน หรือการเซ็ทขั้นพื้นฐานของกีฬาวอลเลย์บอล มีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0942 มีค่าความเชื่อมั่นของแบบวัดเท่ากับ 0899 และมีค่าความเป็นปรนัยของผู้ประเมินเท่ากับ 0913 5) แบบประเมินค่าการตบบอลขั้นพื้นฐานของกีฬาวอลเลย์บอล มีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0967 มีค่าความเหมาะสมของการกำหนดน้ำหนักคะแนนของทักษะย่อยแต่ละทักษะเท่ากับ 1.00 มีค่าความเชื่อมั่นของแบบวัดเท่ากับ 0956 และมีค่าความเป็นปรนัยของผู้ประเมินเท่ากับ 0954 และ 6) แบบประเมินค่าการสกัดกั้นขั้นพื้นฐานของกีฬา

    วอลเลย์บอล มีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0967 มีค่าความเหมาะสมของการกำหนดน้ำหนักคะแนนของทักษะย่อยแต่ละทักษะเท่ากับ 1.00 มีค่าความเชื่อมั่นของแบบวัดเท่ากับ 0896 และมีค่าความเป็นปรนัยของผู้ประเมินเท่ากับ 0935 โดยแบบประเมินค่าทักษะพื้นฐานของกีฬาวอลเลย์บอลทุกรายการมีค่าความเชื่อมั่นของแบบวัด และค่าความเป็นปรนัยของผู้ประเมินอยู่ในระดับสูง ถึง สูงมากอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติอยู่ที่ระดับ .05

    จากค่าสถิติที่บ่งชี้ ความเมี่ยงตรงเชิงเนื้อหา ความเชื่อมั่นของกีฬาวอลเลย์บอล สร้างขึ้นมีคุณภาพถึงดีมากเหมาะอย่างยิ่งสำหรับนำไปใช้วัดและประเมินนักเรียนที่เรียนกิจกรรมกีฬาวอลเลย์บอลขั้นพื้นฐาน

    ตอบลบ
  3. 25 ซื่องานวิจัย พฤติกรรมการสอนภาษาไทย ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ของครูโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน เขตการศึกษา 2

    ผู้วิจัย นายศราวุธ อรรถานุรักษ์ นักวิชาการศึกษา 7 (ว.)

    ปี พ.ศ. 2542

    บทคัดย่อ

    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาพฤติกรรมการสอนภาษาไทย ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นของครูโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน เขตการศึกษา 2 จำนวน 278 คน การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเองแบ่งออกเป็น 2 ตอน ตอนที่ 1 เป็นแบบบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปของโรงเรียนและครูที่ถูกสังเกต ตอนที่ 2 แบบสังเกตพฤตกรรมการเรียนการสอนของครูในห้องเรียนเฉพาะการสอนวิชาภาษาไทยในด้านการใช้สื่อ ด้านการสร้างบรรยากาศในห้องเรียน และด้านการใช้วิธีสอน

    การวิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป SPSS (Statistical Package for Social Science) หาค่าสถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าที่ (t-test) ค่าเอฟ (F-test) การทดสอบสมมติฐานกำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า

    1. ครูที่มีอายุต่างกันมีพฤติกรรมการสอนภาษาไทย ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในด้านการสร้างบรรยากาศในห้องเรียน (P=0.012) และไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในด้านการใช้สื่อ (P=0.403) และด้านการใช้วิธีสอน (P=0.106)

    2. ครูที่มีระดับการศึกษาต่างกันพฤติกรรมการสอนภาษาไทย ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในด้านการใช้วิธีสอน (P=0.012) โดยพบว่าครูที่มีระดับการศึกษาต่ำกว่าปริญาตรีกับปริญาตรีและปริญญาตรีกับสูงกว่าปริญญาตรี มีพฤติกรรมการสอนภาษาไทย ต่างกัน และไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในด้านการใช้สื่อ (P=0.055) และด้านการสร้างบรรยากาศในห้องเรียน (P=0.908)

    3. ครูที่มีประสบการณ์ต่างกันมีพฤติกรรมการสอนภาษาไทย ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในด้านการใช้สื่อ (P=0.018) โดยพบว่าครูที่มีประสบการณ์ต่ำกว่า 5 ปี กับครูที่มีประสบการณ์ 5-10 ปี และในด้านการใช้สอน (P=0.014) โอยพบว่าครูที่มีประสบการณ์ต่ำกว่า 5 ปี กับครูที่มีประสบการณ์ 5-10 ปี มีพฤติกรรมการสอนภาษาไทย ต่างกัน และไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในด้านการสร้างบรรยากาศในห้องเรียน (P=0.600)

    4. ครูที่ทำการสอนในชั้นเรียนต่างกันมีพฤติกรรมการสอนภาษาไทย ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในด้านการใช้วิธีสอน (P=0.809) ในด้านการใช้สื่อ (P=0.750) และด้านการสร้างบรรยากาศในห้องเรียน (P=0.920)

    5. ครูที่ทำการสอนในโรงเรียนที่เปิดสอนตามใบรับอนุญาตที่ได้รับตามมาตรา 15(1) และมาตรา 15(2) มีพฤติกรรมการสอนภาษาไทย ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในด้านการสร้างบรรยากาศในห้องเรียน (P=0.035) และไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในด้านการใช้สื่อ (P=0.242) และด้านการใช้วิธีสอน (P=0.723)

    6. ครูที่ทำการสอนในโรงเรียนที่มีขนาดเล็กกับขนาดกลาง ขนาดเล็กกับขนาดใหญ่มีพฤติกรรมการสอนภาษาไทย ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ในด้านการใช้สื่อ (P=0.001) และไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในด้านการสร้างบรรยากาศในห้องเรียน (P=0.174) และด้านการใช้วิธีสอน (P=0.074)

    7. ครูที่มีภูมิลำเนาจังหวัดยะลากับปัตตานี ยะลากับนราธิวาส ยะลากับสตูล ปัตตานีกับสตูล และนราธิวาสกับสตูล มีพฤติกรรมการสอนภาษาไทย ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ในด้านการใช้สื่อ (P=0.001) และพบว่าครูที่มีภูมิลำเนาจังหวัดยะลากับปัตตานี ยะลากับนราธิวาส ยะลากับสตูล มีพฤติกรรมการสอนภาษาไทย ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ 0.01 ในด้านการใช้วิธีสอน (P=0.001) และไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในด้านการสร้างบรรยากาศในห้องเรียน (P=0.90)

    ตอบลบ
  4. ซื่องานวิจัย การพัฒนาสื่อประกอบการจัดการเรียนการสอนประเภทวิดีทัศน์ เรื่อง การหลีกเลี่ยงสารเสพย์ติด

    ผู้วิจัย นางปรานอม ประทีปทวี

    ปี พ.ศ. 2543

    บทคัดย่อ

    การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการพัฒนาสื่อวิดีทัศน์ประกอบการจัดการเรียนการสอนและศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการเรียนการสอน เรื่อง การหลีกเลี่ยงสารเสพย์ติด ประชากรที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 40 คน ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2542 โรงเรียนพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการสอนโดยเน้นนักเรียนเป็นสำคัญ จำนวน 5 แผน 7 คาบ ซึ่งสร้างขึ้นเอง วิดีทัศน์ประกอบการจัดการเรียนการสอน เรื่อง การหลีกเลี่ยงสารเสพติด แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์การเรียนการสอนโดยใช้สื่อวิดีทัศน์ และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนการสอน เรื่องการหลีกเลี่ยงสารเสพย์ติด นำผลที่ได้มาวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย (X) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าสถิติทดสอบที่ (t-test)

    ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า การพัฒนาสื่อวิดีทัศน์ประกอบการเรียนการสอน เรื่อง การหลีกเลี่ยงสารเสพย์ติด ทำให้ผลการทดสอบก่อนและหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ความก้าวหน้าในการเรียนเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ และนักเรียนมีความพึงพอใจที่มีต่อการใช้สื่อวิดีทัศน์ประกอบการเรียนการสอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนและประโยชน์ในการนำมาประยุกต์ใช้กับตนเองในระดับมากที่สุด

    ตอบลบ
  5. ซื่องานวิจัย การศึกษาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยจัดกิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ (ว 102) สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

    ผู้วิจัย นายสุระชัย ศรีสุวรรณ

    ปี พ.ศ. 2544

    บทคัดย่อ

    การศึกษาครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยชุดจัดกิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ ว.102 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75

    ในการศึกษาวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพัฒนา ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้

    1. ศึกษาเอกสารและผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะโครงงานวิทยาศาสตร์ มากำหนดวิธีการสอนสำหรับใช้สร้างชุดจัดกิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ ว.102 โดยบูรณาการวิธีการสอนต่าง ๆ เข้าด้วยกัน

    2. สร้างแผนจัดกิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ ว. 102 โดยประยุกต์และบูรณาการทฤษฎีต่าง ๆ เข้าด้วยกัน โดยมีกิจกรรมกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และโครงงานวิทยาศาสตร์กระตุ้นให้นักเรียนค้นพบความรู้ด้วยตนเองอย่างมีเหตุผล คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น สามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้

    3. สร้างแบบทดสอบวัดผล แบบทดสอบก่อนเรียนแบบทดสอบหลังเรียน แล้วหาคุณภาพความเที่ยงตรงเป็น 1 ทุกข้อ โดยใช้สูตร t = åD

    ND² - (åD ²)



    N - 1 (df = N – 1)

    ค่า t ที่ใช้ตรวจสอบอำนาจจำแนกของข้อสอบมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทุกข้อ แบบทดสอบกลางภาคเรียน แบบทดสอบปลายภาคเรียน

    4. หาประสิทธิภาพแผนจัดกิจกรรมการสอน โดยนำไปทดลอง 3 ครั้ง กลุ่มตัวอย่างในการทดลอง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนศาลาพัน สำนักงานการประถมศึกษา อำเภอสามโคก สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดปทุมธานี ผลการทดลองปรากฏว่าประสิทธิภาพของชุดการสอนในการทดลองกลุ่มตัวอย่างมีค่าเป็น 75.28 / 74.07 , 76.81 / 74.20 , 78.07 / 75.68ต ตามลำดับผลการทดสอบผลสัมฤทธิ์การเรียน พบว่าคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

    ตอบลบ
  6. ซื่องานวิจัย การใช้วิธีสอน “แบบสองภาษา” ในชั้นอนุบาลโรงเรียนศึกษาพิเศษนครปฐม

    ผู้วิจัย คุณอุณาวรรณ มั่นใจ

    ปี พ.ศ. 2544

    บทคัดย่อ

    การจัดการศึกษาสำหรับเด็กหูหนวกเป็นที่ถกเถียงกันว่าวิธีใดเป็นวิธีที่เหมาะสมสำหรับคนหูหนวกปัญหาที่พบคือ ความสามารถด้านการอาน เขียน ของคนหูหนวกด้อยกว่าคนทั่วไปในวัยเดียวกันมาก ซึ่งเป็นผลทำให้คนหูหนวกมีความสามารถด้านการเรียนไม่เท่ากับคนทั่วไป ปัจจุบันได้มีการนำวิธีการสอนแบบสองภาษามาใช้สอนเด็กหูหนวกกันอย่างแพร่หลาย และพบว่าได้ผลดีในประเทศแถบสแกนดีเนเวีย อเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย สำหรับในประเทศไทยวิทยาลัยราชสุดามหาวิทยาลัยหิดล และโรงเรียนศึกษาพิเศษนครปฐม ได้นำมาหดลองใช้เช่นเดียวกัน คณะผู้วิจัยจึงได้สนใจทำการวิจัย เรื่อง “การใช้วิธีสอนแบบสองภาษาในชั้นอนุบาลโรงเรียนศึกษาพิเศษนครปฐม” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทดลองการจัดการเรียนการสอนโดยวิธีสอนแบบสองภาษาในชั้นอนุบาลของเด็กหูหนวกในโรงเรียนศึกษาพิเศษนครปฐม คำถามการวิจัยมี 3 ข้อ (1) กระบวนการจัดการเรียนการสอนแบบสองภาษาเป็นอย่างไร (2) ปัจจัยที่เอื้อต่อการจักการเรียนการสอนแบบสองภาษา มีอะไรบ้าง และ (3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กหูหนวกที่เรียนโดยวิธีสอนแบบสองภาษาเป็นอย่างไร โดยศึกษาจากเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2543 ของโรงเรียนศึกษาพิเศษนครปฐม และโรงเรียนสอนคนหูหนวกในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลอีก 3 แห่ง หารวิจัยครั้งนี้ใช้วิธีการวิจัยทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณร่วมกัน การเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม และเอกสารจากชั้นเรียนและโรงเรียน การทดลองนำแผนการสอนโดยใช้วิธีกาสอนแบบสองภาษาไปสอนในโรงเรียนสอนเด็กหูหนวกชั้นอนุบาลปีที่ 1 แห่งอื่น จลอดจนการทดสอบวัดความสามารถด้านคำศัพท์ในชั้นเรียนที่เป็นประชากรกลุ่มตัวอย่างและโรงเรียนอื่นอีก 3 แห่ง เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ซึ่งการวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหา และการวิเคราะห์ทางสถิติโดยใช้ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย รวมทั้งทดสอบที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว แล้วนำมาเสนอในรูปแบบการพรรณนา

    จากผลการวิจัยพบดังนี้

    1. กระบวนการเรียนการสอนแบบสองภาษามีองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง คือ มีครูที่มีการได้ยินและครูหูหนวกสอนร่วมกันในชั้นเดียวกัน ครูสองคนต้องมีความสามารถในด้านภาษาไทยและภาษามือไทยในระดับค่อนข้างดี ใช้ภาษามือไทยสื่อสารในชั้นเรียน วิธีการสอนครูจะทำงานร่วมกันทุกขั้นตอนและแบ่งบทบาทหน้าที่ในชั้นเรียนอย่างชัดเจน เช่น บทบาทด้านการสอนเนื้อหา และการสอนภาษามือ เป็นของครูหูหนวกและการสอนภาษาไทยในด้านการอ่าน พูดและเขียนเป็นของครูที่มีการได้ยิน โดยครูทั้งสองคนจำทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชั้นเรียนร่วมกัน

    2. ปัจจัยที่เอื้อต่อการสอนแบบสองภาษา พบว่าโรงเรียนศึกษาพิเศษนครปฐม มีนโยบายด้านการจัดการเรียนการสอนแบบสองภาษาอย่างชัดเจน และมีโครงการห้องเรียนสาธิตเพื่อเป็นโครงการนำร่องทดลองสอนแบบสองภาษา มีบุคลากรที่มีคุณวุฒิสูงและปริมาณมากพอ มีการจ้างครูหูหนวกเพื่อสอนในโครงเรียนและชั้นเรียนการสอนแบบสองภาษา มีโครงการและกิจกรรมพัฒนาบุคลากรครู ตลอดจนการเตรียมความพร้อมครูและบุคลากรเพื่อการจัดการเรียนแบบสองภาษามีการปรับสภาพแวดล้อมของโรงเรียนและการจัดเรียนให้เหมาะสมกับคนหูหนวก ตลอดจนมีนโยบายให้ใช้ภาษามือสื่อสารในโรงเรียนและชั้นเรียนด้วย

    3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 ของโรงเรียนศึกษาพิเศษนครปฐม จากการประเมินของโรงเรียนอยู่ในระดับที่น่าพอใจและน่าพอใจมาก และจากการวัดความสามารถด้านคำศัพท์ของนักเรียน ผลปรากฏว่าอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างสูง คือร้อยละ 87.4 รวมทั้งจากการประเมินพัฒนาการของเด็ก ของครู ผู้ปกครอง และบุคลากรที่เกี่ยวข้องพบว่านักเรียนมีพัฒนาการเป็นที่น่าพอใจเช่นกัน สรุปได้ว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยู่ในเกณฑ์น่าพอใจ

    นอกจากนี้ยังพบว่าบรรยากาศการเรียนในชั้นเรียนสอนแบบสองภาษาดีมาก เด็กส่วนใหญ่มีความสนุกสนาน สนใจการเรียน มีการโต้ตอบกับครูผู้สอนตลอดเวลา และสามารถอยู่ร่วมในกิจกรรม การเรียนการสอนเป็นระยะเวลานาน และพบว่าวิธีการสอนแบบสองภาษานี้สามารถใช้ได้ในห้องเรียนเด็กหูหนวกทุกชั้นเรียน ถึงแม้ว่าจะเป็นห้องเรียนซึ่งใช้วิธีสอนแบบอื่น ซึ่งได้แก่วิธีการสอนพูดหรือการสอนแบบระบบรวมมาก่อน

    ตอบลบ
  7. ซื่องานวิจัย การศึกษาการพัฒนาป่าชายเลน ภาคตะวันออก (ชลบุรี, ระยอง, จันทบุรี, ตราด)

    ผู้วิจัย นายเกื้อกูล ดีประสงค์ นักวิชาการศึกษา 7 ว

    ปี พ.ศ. 2546

    บทคัดย่อ

    การศึกษาการพัฒนาป่าชายเลนภาคตะวันออก (ชลบุรี, ระยอง, จันทบุรี, ตราด) มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับป่าชายเลนภาคตะวันออกทั้งในด้านกายภาพและชีวภาพ เพื่อศึกษาปัญหาในการพัฒนาป่าชายเลนภาคตะวันออก ซึ่งเป็นปัญหาที่มีผลกระทบต่อประชาชนและชุมชน และแนวทางการแก้ปัญหาของชุมชนในหมู่บ้านในท้องที่จังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง จังหวัดจันทบุรีและ จังหวัดตราดที่มีที่ตั้งของหมู่บ้านอยู่ใกล้กับป่าชายเลนหรือชุมชนที่มีการประกอบอาชีพประมงชายฝั่ง จังหวัดละ 5 หมู่บ้าน หมู่บ้านละ 5 คน โดยการสุ่มแบบง่าย (Simple Random Sampling) รวมจำนวนประชาการตัวอย่างทั้งสิ้น 100 คน การเก็บข้อมูลใช้วิธีการตอบแบบสอบถาม ที่สร้างขึ้นและวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าสถิติร้อยละและการแจกแจงความถี่

    ผลการศึกษา

    1. เกี่ยวกับปัญหาในการพัฒนาป่าชายเลนภาคตะวันออก ซึ่งเป็นปัญหาที่มีผลกระทบต่อประชาชนและชุมชน และแนวทางการแก้ปัญหาของชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่า

    1.1 ประสบปัญหาปริมาณของป่าชายเลนในภาคตะวันออกมีจำนวนลดน้อยลง โดยมีสาเหตุจากการบุกรุกที่ดินป่าชายเลนเพื่อการประกอบอาชีพเลี้ยงสัตว์น้ำ การสร่งที่ยู่อาศัย และการตัดไม้ในป่าชายเลนเพื่อการอุปโภคและจำหน่ายสร้างรายได้

    1.2 ประสบปัญหาเกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรสัตว์น้ำ ทรัพยากรป่าชายเลน

    1.3 ประสบปัญหาเกี่ยวกับระบบนิเวศวิทยาทางทะเล

    1.4 มีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนในชุมชน และมีผลกระทบต่อความสุขในครัวเรือนของประชาชนและชุมชน

    1.5 ในการดำเนินงานอนุรักษ์และพัฒนาป่าชายเลนอย่างยั่งยืน ขาดการประสานงานและความร่วมมือในการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนและต่อเนื่อง

    1.6 กระบวนการสร้างอนุรักษ์และพัฒนาป่าชายเลนอย่างยั่งยืน ขาดการประสานงานและความร่วมมือในการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนและต่อเนื่อง

    2. ด้านความต้องการของประชาชนและชุมชนในการอนุรักษ์และพัฒนาป่าชายเลนอย่างยั่งยืน พบว่า

    2.1 ประชาชนและชุมชนหลายแห่งในจังหวัดระยอง จังหวัดจันทบุรีและจังหวัดตราดมีความกระตือรืนร้นในการอนุรักษ์และพัฒนาป่าชายเลนอย่างยั่งยืน มีการรวมตัวจัดเป็นประชาคมหมู่บ้าน มีการกำหรดกติกาและมาตรการในการใช้ทรัพยากรป่าชายเลนของชุมชนร่วมกัน

    2.2 ประชาชนมีความต้องการให้รัฐบาลและหน่วยงานที่รับผิดชอบเร่งฟื้นฟูสภาพป่าชายเลนโดยการส่งเสริมการปลูกสวนป่าชายเลนให้มากขึ้น พร้อมทั้ง มีความต้องการได้รับการสนับสนุนการบำรุงป่าชายเลนผสมการพัฒนาสัตว์น้ำ เพื่อที่ประชาชนในชุมชนจะได้ใช้ประโยชน์จากป้าชายเลน เช่น การจับสัตว์น้ำเพื่อการบริโภคและจำหน่าย เป็นการสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในชุมชนและลดปัญหาการบุกรุกทำลายป่าชายเลนเพื่อการประกอบอาชีพอีกทางหนึ่งด้วย

    2.3 ประชาชนต้องการให้มีการกำหนดอาณาเขตพื้นที่ป่าชายเลนให้ชัดเจนเพื่อป้องกันปัญหาการรุกล้ำที่ดิน

    2.4 ประชาชนต้องกาให้ทางราชการเพิ่มบทลงโทษที่รุนแรงสำหรับบุคคลที่กระทำความผิดเกี่ยวกับป่าชายเลน เช่น การบุกรุกที่ดินป่าชายเลนเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของผู้มีอิทธิพล การทำประมงชายฝั่งที่ไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด เช่นการจับสัตว์น้ำในเขตหวงห้าม หรือในฤดูวางไข่ การใช้เครื่องมือจับสัตว์น้ำที่ผิดกฎหมาย เช่น การใช้อวนตาถี่เหล่านี้เป็นต้น

    2.5 ประชาชนมีความต้องการที่จะเข้าร่วมการประชุมสัมมนา ศึกษาดูงานด้านการอนุรักษ์และพัฒนาป่าชายเลนในสถานที่ต่าง ๆ เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสลการณ์ตรงระหว่างบุคคลในชุมชน และจะได้นำเอาความรู้และประสลการณ์ตรงที่ได้รับพัฒนาการดำเนินงานของชุมชนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

    ตอบลบ
  8. ซื่องานวิจัย การประเมินผลการใช้หลักสูตรสถานศึกษาในโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดพัทลุง

    ผู้วิจัย นายประทีป แสงเปี่ยมสุข ศึกษานิเทศก์ 9

    ปี พ.ศ. 2546 - 2547

    บทคัดย่อ

    ในการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเตรียมความพร้อมและการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนในสังกัด ศึกษากระบวนการใช้หลักสูตรในด้านการบริหาร และการจัดการเรียนการสอน ศึกษาความพึงพอใจต่อการใช้หลักสูตรสถานศึกษา และเพื่อรวบรวมปัญหาอุปสรรค และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน

    กลุ่มตัวอย่างประชากร ได้แก่ผู้บริหารโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพัทลุงจำนวน 30 คน ครูผู้สอน จำนวน 270 คน คัดเลือกโดยวิธีสุ่มอย่างงาย (Simple Random Sampling) และการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling)

    เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามผู้บริหารโรงเรียนและแบบสอบถามครูผู้สอนผู้วิจัยได้เก็บข้อมูลด้วยตนเอง ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2546 15 ธันวาคม 2546

    สรุปผลการวิจัย

    ก. ข้อมูลทั่วไปและข้อมูลด้านปัจจัย

    1. โรงเรียนกลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่ ร้อยละ 70.00 เปิดสอนระดับประถมศึกษามีจำนวนนักเรียนระหว่าง 121 - 500 คน โรงเรียนใช้วิธีประชาสัมพันธ์การใช้หลักสูตรสถานศึกษาโดยใช้วิธีการประชุมชี้แจง

    2. โรงเรียนใช้วิธีพัฒนาความรู้ ความเข้าใจ เรื่องหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานแก่ครูผู้สอนโดยวิธีจัดอบรมเป็นกลุ่มโรงเรียน รองลงมาคือ ผู้บริหารพัฒนาครูผู้สอนด้วยตนเองชุมชนเห็นความสำคัญของการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา และมีส่วนร่วมในการจัดทำหลักสูตรในระดับปานกลาง

    ข. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลความคิดเห็นของผู้บริหารโรงเรียน

    1. ด้านกระบวนการ

    ความคิดเห็นของผู้บริหารโรงเรียนด้านกระบวนการข้อกระทงส่วนใหญ่อยู่ในระดับมาก ยกเว้นข้อกระทงที่ว่า การตรวจและปรับปรุงหลักสูตรความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสูตรของบุคลากรในสถานศึกษา เรื่อง การกำหนดเกณฑ์วิธีการวัดและประเมินผล กรจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของครูผู้สอนเรื่องใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ และด้านการนิเทศ เรื่อง การเยี่ยมชั้นเรียน การสรุปผลการนิเทศ และการนำผลการนิเทศพัฒนาการเรียนรู้เท่านั้นที่อยู่ในระดับปานกลาง

    2. ด้านผลผลิต

    ผลการปฏิบัติงานของผู้บริหารโรงเรียนด้านการใช้หลักสูตรส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลางยกเว้นข้อกระทงที่ว่าครูผู้สอนทำวิจัยเพื่อพัฒนาผู้เรียนที่เหมาะสมกับผู้เรียนเท่านั้นที่อยู่ในระดับน้อยส่วนความพึงพอใจต่อการใช้หลักสูตรของผู้บริหารโรงเรียนทุกข้อกระทงอยู่ในระดับมากยกเว้นข้อกระทงที่ว่าการจัดสอนซ่อมเสริมและครูผู้สอนใช้สื่อประกอบกิจกรรมการเรียนการสอนเท่านั้นที่อยู่ในระดับปานกลาง

    3. ด้านปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะในการใช้หลักสูตรสถานศึกษา

    ตอบลบ
  9. 3. ด้านปัญหา และข้อเสนอแนะในการใช้หลักสูตรสถานศึกษา

    ความคิดเห็นของครูผู้สอนด้านสภาพปัญหา แต่ละด้านข้อกระทงที่มีความถี่สูงสุด คือ ครูไม่เข้าใจกระบวนการจัดทำหลักสูตร ครูไม่มีความชัดเจนในการวิเคราะห์หลักสูตรและเขียนแผนให้ครอบคลุมมาตรฐานการเรียนรู้ ขาดงบประมาณในการจัดทำสื่อที่มีคุณภาพครูไม่มีความชัดเจนเรื่องการวัดและประเมินผล ขาดความร่วมมือของบุคลากรภายในโรงเรียนนักเรียนบางคนมีปัญหาแตกต่างกันจึงยากแก่การช่วยเหลือ ส่วนข้อเสนอแนะข้อกระทงที่มีความถี่สูงสุดคือ จัดอบรมครูเรื่องการจัดทำหลักสูตรการเขียนแผนการสอนที่เน้นนักเรียนเป็นสำคัญ ควรจัดงบประมาณในการจัดทำสื่อ/แหล่งเรียนรู้ในการจัดการเรียนการสอนการวัดและประเมินผล การจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนและควรมีครูที่มีความรู้เกี่ยวกับการแนะแนวทุกโรงเรียน

    ตอบลบ
  10. ซื่องานวิจัย การพัฒนารูปแบบการประเมินประสิทธิผลองค์การ บริหารส่วนตำบลด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชน

    ผู้วิจัย ดร. พิสณุ ฟองศรี

    ปี พ.ศ. 2544

    บทคัดย่อ

    การวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการประเมินประสิทธิผลองค์การบริหารส่วนตำบลด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชน รวมทั้ง ทดสอบคุณภาพตลอดจนความสอดคล้องระหว่างโครงสร้างเชิงเส้นของรูปแบบที่พัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์ กลุ่มตัวอย่างผู้ให้ข้อมูลมี 2 กลุ่มจำนวนทั้งสิ้น 941 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์และแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการคำนวณหาค่าสถิติพื้นฐานโดยใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรม SPSS for Windows และวิเคราะห์เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องความสัมพันธ์โครงสร้างเชิงเส้นโดยใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรม LISREL ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้

    1. รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย ตัวแปรประสิทธิผลองค์การบริหารส่วนตำบลด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชน 4 ตัวแปร คือ ตัวแปรการบรรลุจุดมุ่งหมาย ประสิทธิภาพ การปรับตัว และความพึงพอใจของผู้เกี่ยวข้อง ตัวแปรเชิงสาเหตุ 8 ตัวแปร คือ ตัวแปรนโยบายหน่วยเหนือ บริบทชุมชน นโยบายองค์การบริหารส่วนตำบล ภาวะผู้นำองค์การบริหารส่วนตำบล การบริหารขององค์การบริหารส่วนตำบล วัฒนธรรมองค์การบริหารส่วนตำบล คุณลักษณะบุคลากรขององค์การบริหารส่วนตำบล และการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบล

    2. ผู้ทรงคุณวุฒิเห็นว่ารูปแบบทีพัฒนาขึ้นมีประโยชน์ทางวิชาการ และการนำไปใช้ทางปฏิบัติในระดับมาก

    3. รูปแบบทีพัฒนาขึ้นสามารถประเมินประสิทธิผลองค์การบริหารส่วนตำบลด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชนได้ และโครงสร้างเชิงเส้นของรูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยมีค่าดัชนีวัดระดับความกลมกลืน = 1.00 ค่าดัชนีวัดความกลมกลืนที่ปรับแก้แล้ว = 0.98 ตามลำดับ

    4. ตัวแปรเชิงสาเหตุที่อิทธิพลต่อประสิทธิผลองค์การบริหารส่วนตำบลด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชน เรียงตามลำดับความสำคัญ ดังนี้ นโยบายองค์การบริหารส่วนตำบล การบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลนโยบายหน่วยเหนือ ภาวะผู้นำองค์การบริหารส่วนตำบล วัฒนธรรมองค์การบริหารส่วนตำบล คุณลักษณะของบุคลากร บริบทชุชน และการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบล

    ตอบลบ
  11. ซื่องานวิจัย แนวทางการประยุกต์มาตรฐาน ISO 9000 ไปใช้กับกิจกรรมทางการศึกษา

    ผู้วิจัย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. กฤษดา กรุดทอง

    ปี พ.ศ. 2542

    บทคัดย่อ

    แนวทางการประยุกต์มาตรฐาน ISO 9000 ไปใช้กับกิจกรรมทางการศึกษา

    สภาพปัญหา

    ปัจจุบันองค์กรธุรกิจได้นำเอาระบบการบริหารงานคุณภาพไปใช้ในการสร้างสรรผลิตภัณฑ์และบริการให้มีคุณภาพอย่างได้ผลดีมาแล้ว องค์กรทางการศึกษาได้พยายามผลักดันให้สถาบันการศึกษาจัดทำระบบคุณภาพขึ้น และสถาบันการศึกษาหลายแห่งได้มีความพยายามและการริเริ่มให้มีการประกันคุณภาพ

    ทางการศึกษาในขึ้นในสถาบัน โดยเฉพาะเมื่อพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติกำหนดให้สถาบันการศึกษาต้องมีการประกันคุณภาพในทุกสถาบันการศึกษาขึ้นภายในปี พ.ศ. 2545

    ระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000 เป็นมาตรฐานของกิจกรรมคุณภาพที่องค์กรจะต้องพัฒนาขึ้นมาในระบบงานขององค์กร เพื่อเสนิขอให้รับรองมาตรฐาน ISO 9000 มาตรฐานของ ISO 9000 เขียนขึ้นไว้เป็นข้อกำหนดทั่วไปที่องค์กรสามารถดัดแปลงใช้ตามลักษณะของธรกิจ การนำมาตรฐาน ISO 9000 ที่มีอยู่ไปไปใช้ในสถาบันการศึกษาจำเป็นต้องมีการประยุกต์ให้สอดคล้องกับสภาพและภารกิจของงานการจัดการศึกษา ที่ปฏิบัติกันอยู่ในปัจจุบันยังมีการตีความมาตรฐานไม่ตรงกันนัก จึงควรได้มีการจัดทำแนวทางในการประยุกต์ข้อกำหนดของมาตรฐานไปเป็นกิจกรรมทางการศึกษาขึ้น เพื่อให้สถาบันการศึกษาได้ใช้เป็นคู่มือในการพัฒนาระบบคุณภาพในสถานศึกษาให้ง่ายสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น

    วัตถุประสงค์

    การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ทั่วไปเพื่อจัดทำแนวทางการอธิบายมาตรฐานของ ISO 9000 ตามภารกิจการจัดการศึกษาของสถาบันราชภัฏ โดยกำหนดวัตถุประสงค์เฉพาะไว้ 3 ประการ คือ

    (ก) เพื่อวิเคราะห์กรอบข้อกำหนดในมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000

    (ข) เพื่อวิเคราะห์กรอบภารกิจการจัดการศึกษาของสถาบันราชภัฏ

    (ค) เพื่อวิเคราะห์วิธีการประยุกต์ข้อกำหนดในมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000 ไปใช้ให้สอดคล้องกับภารกิจการจัดการศึกษาขอวงสถาบันราชภัฏ

    วิธีดำเนินการ

    ตอบลบ
  12. วิธีดำเนินการ

    การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์เอกสาร (Document Analysis)

    แหล่งข้อมูลเอกสาร ได้แก่ เอกสารมาตรฐานของระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000:200 ฉบับร่างสุดท้าย และเอกสารคู่มือแนะนำการประยุกต์มาตรฐาน ISO 900 ในทางการศึกษาและการจัดฝึกอบรมของ British Standard Institute และแหล่งข้อมูลบุคคล ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 กลุ่ม คือผู้เชี่ยวชาญทางด้านการจัดการศึกษาของสถาบันราชภัฎ ด้านมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000 และ ด้านมาตรฐาน ISO 9000 ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา จำนวน 15 ท่าน

    เครื่องมือการวิจัยเป็นแบบสอบถาม จำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ (1) แบบสอบถามความเหมาะสมของกรอบกำหนดตามมาตรฐาน ISO 9000 (2) แบบสอบถามความเหมาะสมของกรอบภารกิจสถาบันราชภัฎ แบบสอบถามใช้สอบถามความเหมาะสมของการตีความมาตรฐาน เป็นชนิดมาตราส่วนประมาณค่า แบบ 2 ระดับ

    การเก็บรวบรวมข้อมูลจำแนกออกเป็น 2 วิธี คือ การใช้แบบสอบถามและการสัมภาษณ์ ใน การใช้แบบสอบถาม แบ่งเป็น 2 รอบ รอบแรกเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลฉบับที่ 1 และฉบับที่ 2 ส่วนรอบหลังเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลฉบับที่ 3 และได้ตรวจสอบผลโดยการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญทั้งสามกลุ่มประกอบแบบสอบถามด้วย

    การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหาจากแบบสอบถามฉบับที่ 1 และ 2 และวิเคราะห์ความสอดคล้องเชิงเนื้อหาจากแบบสอบถามฉบับที่ 3 และตรวจสอบความเชื่อมั่นและเที่ยงตรงกับความคิด

    เห็นจากผู้เชี่ยวชาญทั้งจากแบบสอบถามและการสัมภาษณ์ นำผลจากแบบสอบถามฉบับที่ 3 มาเขียนแนวทางการประยุกต์ใช้ข้อกำหนดของมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพทางการศึกษา

    ผลการวิจัย

    ในการวิจัยนี้ได้เสนอผลการศึกษาตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้ (1) ผลการวิเคราะห์กรอบข้อกำหนดในมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000 (2) ผลการวิเคราะห์กรอบภารกิจการจัดการศึกษาของสถาบันราชภัฎ (3) ผลการวิเคราะห์การประยุกต์ข้อกำหนดตามมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000 ไปใช้ให้สอดคล้องกับภารกิจการจัดการศึกษาของสถาบันราชภัฏ และ (4) ผลการเขียนแนวทางการประยุกต์ใช้มาตรฐาน ISO 9000 ตามภารกิจการจัดการศึกษา

    (1) ในมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000 ทั้ง 4 ข้อ มีข้อกำหนดทั้งสิ้นจำนวน 131 ข้อ จำแนกออกเป็น ข้อกำหนดตามมาตรฐานข้อ 5 จำนวน 19 ข้อ ตามมาตรฐานข้อ 6 จำนวน 9 ข้อ มาตรฐานข้อ 7 จำนวน 70 ข้อและมาตรฐานข้อ 8 จำนวน 31 ข้อ ตามลำดับ

    (2) ในภารกิจการจัดการศึกษาของสถาบันราชภัฎ มีกิจกรรมทั้งหมด จำนวน 39 กิจกรรม จำแนกเป็นกิจกรรมหลัก 22 กิจกรรม กิจกรรมย่อย 12 กิจกรรม และกิจกรรมสนับสนุน 5 กิจกรรม

    (3) ในการจัดกิจการจัดการศึกษาของสถาบันราชภัฎจัดลงในข้อกำหนดของมาตรฐาน ISO 9000 ตามประเด็จที่สอดคล้องกัน จัดได้ดังนี้ (ความรับผิดชอบด้านการบริหาร)

    ก. มาตรฐานของระบบบริหารงานคุณภาพ ข้อ 5 ความรับผิดชอบด้านการบริหารสอดคล้องกับภารกิจการจัดการศึกษาด้านกระบวนการสนับสนุนเป็นหลัก

    ข. มาตรฐานของระบบบริหารงานคุณภาพ ข้อ 6 การบริหารทรัพยากรสอดคล้องกับงานกิจการจัดการศึกษาด้านกระบวนการย่อยเป็นหลัก

    ค. มาตรฐานของระบบการบริหารงานคุณภาพ ข้อ 7 การผลิต/การให้บริการ และ ข้อ 8 การวัด การวิเคราะห์และการปรับปรุงสอดคล้องกับภารกิจการจัดการศึกษาด้านกระบวนการหลัก

    (4) ในการประยุกต์มาตรฐาน ISO 9000 มาใช้กับกิจกรรมทางการศึกษา ได้เสนอคำอธิบายของมาตรฐานของระบบบริหารงานคุณภาพตามภารกิจการจัดการศึกษาของสถาบันราชภัฏ จำนวน 4 ข้อ ได้แก่ ข้อ 5 , 6 , 7 และ 8

    ตอบลบ
  13. ซื่องานวิจัย โครงงานภาษาอังกฤษเพื่อพัฒนาศักยภาพและคุณลักษณะของผู้เรียน

    ผู้วิจัย นางสาวสุริยา จันทร์เนียม

    ปี พ.ศ. 2541

    บทคัดย่อ

    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงการพัฒนาศักยภาพด้านการใช้ภาษาอังกฤษและคุณลักษณะของผู้เรียนด้วยโครงงานภาษาอังกฤษ

    กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 (แผนภาษาไทย - สังคมศึกษา - ภาษาอังกฤษ) ที่เรียนวิชาภาษาอังกฤษโครงงาน ปีการศึกษา 2541 ของโรงเรียนคุรุประชาสรรค์ อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท จำนวน 30 คน ผู้วิจัยได้นำโครงงานภาษาอังกฤษจัดการเรียนการสอนในรายวิชาภาษาอังกฤษโครงงานกับกลุ่มตัวอย่างกลุ่มดังกล่าวโดยกลุ่มตัวอย่างทำโครงงาน 3 โครงงาน แล้วนำผลที่ได้มาสรุปเป็นการพัฒนาด้านศักยภาพ และด้านคุณลักษณะ

    เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยเครื่องมือ 3 ชนิด คือ แผนการสอน, แบบประเมินศักยภาพในการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อวางแผน ปฏิบัติงาน และประเมินผลตามโครงงาน และแบบประเมินคุณลักษณะด้านความรับผิดชอบในการทำงาน ความร่วมมือในการทำงาน และความเชื่อมั่นและกล้าแสดงออก สถิติที่ใช้การวิจัยครั้งนี้คือ ค่าเฉลี่ย

    ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างปฏิบัติงานตามโครงงานภาษาอังกฤษ โดยมีศักยภาพทางด้านการใช้ภาษาในการวางแผน การปฏิบัติงานตามแผน การประเมินผลงานสูงขึ้น และพัฒนาคุณลักษณะของตนเองด้านความร่วมมือในการทำงาน ความรับผิดชอบในการทำงาน ความเชื่อมั่นและกล้าแสดงออกอยู่ในระดับสูง

    ตอบลบ
  14. ซื่องานวิจัย การพัฒนาคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง ทักษะการเรียนสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา

    ผู้วิจัย รองศาสตราจารย์ ดร.ทวีศักดิ์ จินดานุรักษ์

    ปี พ.ศ. 2543

    บทคัดย่อ

    การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องทักษะการเรียนสำหรับนักเรียนประถมศึกษา ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เปรียบเทียบทักษะการเรียนระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียนของนักเรียน และ (3) ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องทักษะการเรียน

    กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 27 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ (1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องทักษะการสอบ (2) แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน และ (3) แบบสอบถามความคอดเห็นของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องทักษะการเรียน การเก็บรวบรวมข้อมูลดำเนินการโดยนำบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องทักษะการเรียนที่พัฒนาขึ้น ไปทดสอบประสิทธิภาพ ด้วยการทดสอบแบบเดี่ยว ทดสอบแบบกลุ่ม และทดสอบภาคสนาม การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาประสิทธิภาพ ใช้สูตร E¹/E² ใช้ค่าสถิติ t เพื่อเปรียบเทียบทักษะการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน และใช้ค่ามัชฌิมเลขคณิตและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องทักษะการเรียน

    ผลการวิจัยพบว่า (1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องทักษะการเรียนทั้ง 5 ทักษะมีประสิทธิภาพเรียงตามลำดับดังนี้ 79.10/81.48 80.55/84.44 81.55/81.10 83.88/84.80 และ 72.27/80.60 (2) ทักษะการเรียนหลังเรียนของนักเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ (3) ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องทักษะการเรียน ในส่วนของปัจจัยนำเข้า ผลลัพธ์ และผลกระทบ อยู่มนระดับ “มาก” ส่วนกระบวนการอยู่ในระดับ “มากที่สุด”

    ตอบลบ
  15. ซื่องานวิจัย กลยุทธ์การจูงใจให้บุคลากรทางการศึกษาใช้การวิจัยในการพัฒนาการเรียนการสอน

    ผู้วิจัย นางสาวศศิกาญจน์ รัตนศรี และคณะ

    ปี พ.ศ. 2543

    บทคัดย่อ

    การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างนวัตกรรมเทคโนโลยีทางการศึกษา และองค์ความรู้ในศาสตร์สาขาต่าง ๆ เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเนื้อหา สาระกระบวนการเรียนการสอนและต่อกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ จึงได้ดำเนินการวิจัยโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อการศึกษากลยุทธ์การจูงใจให้บุคลากรทางการศึกษาใช้การวิจัยในการพัฒนาการเรียนการสอนในแต่ละขั้นตอน ตามที่คณะผู้วิจัยกำหนด กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอควนเนียง ปีการศึกษา 2544 คือ ผู้บริหารสถานศึกษา 4 คน ครูผู้สอน 26 คน รวมทั้งสิ้น 30 คน ได้มาจากวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอนเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสังเกตพฤติกรรมและแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าร้อยละมัชฌิมเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์เนื้อหาและการบรรยาย ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้

    1. กลยุทธ์การจูงใจให้บุคลากรทางการศึกษาใช้การวิจัยในการพัฒนาการเรียน จากการสอบถามความคิดเห็นของบุคลากรพบว่ากลยุทธ์การจูงใจที่ส่งผลให้ลุคลากรทำงานวิจัยได้สำเร็จ จัดลำดับที่จากมากไปหาน้อยได้ ดังนี้

    1. การให้คำปรึกษา

    2. การปรึกษาหารือ

    3. การพาไปศึกษานอกสถานที่

    4. การให้ปฏิบัติจริง

    5. การประชุมร่วมกัน

    6. การให้ความรู้เสริม

    7. การมีส่วนร่วมในการวางแผน

    8. การประชุมกลุ่มย่อย

    9. การปฏิบัติแบบจับคู่

    10. การศึกษาด้วยตนเอง

    11. การปฏิบัติแบบร่วมมือ

    12. การประเมินผลตนเอง

    13. การจัดแสดงผลงาน

    14. การประกาศความสามารถ

    15. การรับรางวัลแห่งความสำเร็จ

    2. ความเหมาะสมของการใช้กลยุทธ์ในแต่ละขั้นตอนของกระบวนการพัฒนาบุคลากร พบว่ากลยุทธ์ทั้ง 15 กลยุทธ์ที่ใช้ในแต่ละขั้นตอนของกระบวนการมีความเหมาะสมในระดับมากทุกกลยุทธ์

    ตอบลบ
  16. ซื่องานวิจัย การศึกษาสภาพการดำเนินงานการวิจัยเกี่ยวกับทุนอุดหนุนวิจัยของคณะอนุกรรมการวิจัยการศึกษา การศาสนา และการวัฒนธรรม เขตการศึกษา 6

    ผู้วิจัย

    ปี พ.ศ. 2544

    บทคัดย่อ

    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการดำเนินงานให้ทุนอุดหนุนการวิจัยและสภาพการดำเนินการวิจัยของผู้ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยของคณะอนุกรรมการวิจัยการศึกษา การศาสนาและการวัฒนธรรม เขตการศึกษา 6 ปีงบประมาร 2539 - 2542 และเพื่อเสนอแนะแนวทางในการดำเนินงานเกี่ยวกับทุนอุดหนุนการวิจัยเพื่อให้เกิดประสิทธิยิ่งขึ้น ประชากรที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย ผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุนวิจัย เขตการศึกษา 6 ระหว่างปีงบประมาณ 2539 - 2542 จำนวน 22 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบตรวจสอบรายการและปลายเปิดการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละและวิเคราะห์เนื้อหา

    ผลการวิจัย สรุปได้ดังนี้

    1. สภาพการดำเนินงานวิจัย

    1.1 ด้านปัจจัยสนับสนุนงานวิจัย แหล่งเงินทุนส่วนใหญ่มาจากกรมวิชาการ ปัจจัยสนับสนุนในการทำวิจัยของผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุนวิจัย คือ มีความสนใจในงานวิจัยและคำนึงถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากงานวิจัย ปัจจัยที่เป็นปัญหาในการทำวิจัยของผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุนวิจัยช่วงเวลาการรับสมัครเงินทุนอุดหนุนวิจัยเกินไป

    1.2 ด้านการวางแผนงานวิจัยแนวทางในการกำหนดหัวข้อวิจัยของผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุนวิจัยเกิดจากผู้วิจัยเสนอหัวข้อที่สนใจ ความสำคัญของการดำเนินการวิจัยของผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุนวิจัยเกิดจากประโยชน์ต่อการปรับปรุงการเรียนการสอนและกิจกรรมการเรียนรู้ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการวางแผนการวิจัยของผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุนวิจัย คือ ประโยชน์จากผลงานวิจัยและศักยภาพของผู้วิจัย

    1.3 ด้านการดำเนินงานการวิจัย ลักษณะของคณะผู้วิจัยของผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุนวิจัยจะดำเนินการวิจัยเพียงคนเดียว ระเบียบวิธีที่ใช้ในการวิจัยของผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุนวิจัยจะใช้การวิจัยเชิงทดลอง วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลของผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุนวิจัยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยตนเองโดยใช้เครื่องคิดคำนวณ ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการดำเนินการวิจัยของผู้ที่ได้รับทุนหนุนวิจัยเกิดจากการทำวิจัยไม่ทันกับเวลาที่ได้วางแผนไว้

    1.4 ด้านการนำผลวิจัยไปใช้ ข้อมูลจากผลการวิจัยที่ได้นำไปใช้โดยผู้วิจัยและผู้อื่นคือ นำไปใช้ในด้านข้อค้นพบ / สรุปผลของงานวิจัย ขอบข่ายงานที่นำผลการวิจัยไปใช้ของผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุน คือ ด้านการปรับปรุงกระบวนการเรียนการสอน การนำผลการวิจัยไปใช้ของผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุนวิจัย คือ นำผลการวิจัยไปใช้เพียงบางส่วน

    1.5 ด้านความพึงพอใจในผลงานวิจัย เหตุผลที่ทำให้พึงพอใจในผลงานวิจัยของผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุนวิจัย คือ การเพิ่มพูนประสบการณ์การวิจัยและการใช้ผลงานวิจัยให้เกิดประโยชน์เหตุผลที่ทำให้ไม่พึงพอใจในผลงานวิจัยของผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุนวิจัย คือ ข้อจำกัดด้านเวลาและไม่สามารถทำได้ตามที่ตั้งใจไว้

    1.6 ด้านการเผยแพร่งานวิจัย ลักษณะของการเผยแพร่งานวิจัยของผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุนวิจัย คือ เผยแพร่โดยการรายงานผลการวิจัยไปยังต้นสังกัด ปัญหาในการเผยแพร่งานวิจัยของผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุนวิจัย คือ งบประมาณไม่เพียงพอ

    2. แนวทางในการแก้ไขและปรับปรุงการดำเนินงานวิจัย

    ตอบลบ
  17. 2.1 ด้านปัจจัยสนับสนุนงานวิจัย

    - แนวทางในการแก้ไขและปรับปรุงการดำเนินงานวิจัยด้านปัจจัยสนับสนุนงานวิจัยของผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุนวิจัย คือ ควรพิจารณาจัดสรรงบประมาณให้เหมาะสมกับโครงการวิจัยจัดทีมที่ปรึกษาเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้วิจัยตลอดระยะเวลาดำเนินการวิจัย สำนักพัฒนาการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เขตการศึกษา 6 ควรจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเป็นประโยชน์ในการค้นคว้าอ้างอิง ควรเพิ่มระยะเวลาในการเขียนโครงการเพื่อขอรับทุนให้มากขึ้น ควรสนับสนุนให้มีแหล่งค้นคว้าอ้างอิงเพิ่มขึ้น สำนักพัฒนาการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เขตการศึกษา 6 ควรจัดบริการประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์และ สำนักพัฒนาการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เขตการศึกษา 6 ควรมีแหล่งบริการ การจัดพิมพ์และการจัดทำรูปเล่มที่เป็นมาตรฐานงานวิจัย

    2.2 ด้านการวางแผนงานวิจัย

    - แนวทางในการแก้ไขและปรับปรุงการดำเนินงานวิจัยด้านการวางแผนงานวิจัยของผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุนวิจัย คือ ควรเร่งรัดการอนุมัติโครงการให้เร็วกว่าที่เป็นอยู่เพื่อให้แผนการวิจัยที่วางไว้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงและควรกำหนดกรอบ ระเบียบ ข้อกำหนดหรือข้อจำกัดต่าง ๆ ให้ทราบล่วงหน้าเพื่อให้ผู้วิจัยวางแผนได้สอดคล้อง

    2.3 ด้านการดำเนินงานการวิจัย

    - แนวทางในการแก้ไขและปรับปรุงการดำเนินงานวิจัยด้านการดำเนินงานการวิจัยของผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุนวิจัย คือ ควรประกาศให้ทุนสนับสนุนการวิจัยอย่างแพร่หลายทั่วถึง ควรดำเนินการเบิกจ่ายเงินทุนให้คล่องตัวมากขึ้น ควรขยายจำนวนทุนให้มากกว่านี้ ควรให้อิสระในการทำวิจัยในรูปแบบต่าง ๆ มากขึ้น ควรจัดประชุมชี้แจงการเบิกจ่ายงบประมาณให้ถูกต้องและควรเบิกจ่ายเงินทุนเพียงงวดเดียว

    2.4 ด้านการเผยแพร่ผลงานวิจัย

    - แนวทางในการแก้ไขและปรับปรุงการดำเนินงานวิจัยด้านด้านการเผยแพร่ผลงานวิจัยของผู้ที่ได้รับทุนอุดหนุนวิจัย คือ สำนักพัฒนาการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เขตการศึกษา 6 ควรเผยแพร่ผลงานในหลายรูปแบบ เช่น วารสาร บทความ ฯลฯ ควรให้การส่งเสริมและสนับสนุนการเผยแพร่ผลงานวิจัยระหว่างหน่วยงานให้มากขึ้น เจ้าของทุนอุดหนุนวิจัยควรสนับสนุนทุนในการเผยแพร่งานวิจัยให้ผู้รับทุนด้วย ควรจัดเวทีให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้และผลงานวิจัยและควรประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้องตระหนักในคุณประโยชน์ของวานวิจัย

    ตอบลบ
  18. ซื่องานวิจัย การพัฒนาตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2543 โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา อำเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย

    ผู้วิจัย นายสุทัน มณีวัลย์ และคณะ

    ปี พ.ศ. 2542

    บทคัดย่อ

    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบการพัฒนาตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2543 โรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดกรมสามัญศึกษา อำเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย ในทักษะการเรียนรู้ ทักษะการคิด และทักษะการสื่อสาร

    ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2543 โรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดกรมสามัญศึกษา จังหวัดสุโขทัย จำนวน 4,772 คน

    กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2543 ปีการศึกษา 2543 โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา จังหวัดสุโขทัย ซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 193 คน

    เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ แบบทดสอบเรื่อง การพัฒนาตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2543 โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา อำเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย จำนวน 1 ฉบับ จำนวน 21 ข้อ โดยได้ใช้แบบวัดศักยภาพของเด็กไทยระดับมัธยมศึกษา ของกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ ในด้านทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ในอนาคต ข้อ 1 - ข้อ 21

    การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้การทางสถิติด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป SPSS/PC เพื่อหาค่าสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย (X) และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวแปร 2 กลุ่ม ใช้การทดสอบที (T-test) และการทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวแปรมากกว่า 2 กลุ่ม ใช้การทดสอบเอฟ (F – test)

    ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2543 โรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดกรมสามัญศึกษา อำเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย มีการพัฒนาตนเองอยู่ในระดับมาก (X = 3.08 S.D. = 0.29) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า นักเรียนมีการพัฒนาตนเองสูงสุด คือด้านทักษะการเรียนรู้ รองลงมา คือด้านทักษะการคิด และด้านทักษะการสื่อสาร

    ผลการเปรียบเทียบการพัฒนาตนเองของนักเรียนตามตัวแปร เพศ พบว่า นักเรียนชายและนักเรียนหญิงมีการพัฒนาตนเอง ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทุกด้านเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า นักเรียนหญิงมีการพัฒนาตนเองมากกว่านักเรียนชายในข้อ 8 นักเรียนสามารถแก้ไขปัญหาทั้งส่วนตนเองและส่วนรวมได้ และในข้อ 15 นักเรียนสามารถวิเคราะห์และสังเคราะห์ข่าวตามสถานการณ์หรือข้อความที่กำหนดให้

    ตอบลบ
  19. ซื่องานวิจัย การปฏิบัติงานการใช้หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น พุทธศึกษาราช 2521 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2521) ของผู้บริหารโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐานสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ในเขตการศึกษา 4

    ผู้วิจัย คุณสมพร ฉั่วสกุล

    ปี พ.ศ. 2542

    บทคัดย่อ

    การศึกษาวิจัยครั้งนี้ มุ่งศึกษาระดับ เปรียบเทียบ และประมวลข้อเสนอในการปฏิบัติงานการใช้หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น พุทธศักราช 2521 (ฉบับปรุง พ.ศ. 2533) ของผู้บริหารโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ในเขตการศึกษา 4

    ประชากรที่ใช้ในการศึกษาวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ในเขตการศึกษา 4 จำนวน 143 คน แต่ตอบแบบสอบถามสมบูรณ์ส่งกลับคืน จำนวน 127 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่าห้าระดับ จำนวนคำถาม 50 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานและใช้ค่าที (T – test) ในการทดสอบสมมติฐาน

    ผลการศึกษาวิจัย พบว่า

    1. การปฏิบัติงานการใช้หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น พุทธศักราช 2521 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533) ของผู้บริหารโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ในเขตการศึกษา 4 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป้ฯรายองค์ประกอบ พบว่า การจัดครูเข้าสอนตามหลักสูตร การบริหารและบริการวัสดุหลักสูตร การบริการหลักสูตรภายในโรงเรียน การจัดทำแผนการสอน การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การวัดผลและประเมินผลการเรียน และการบำรุงขวัญเพื่อให้กำลังใจแก่ครูอยู่ในระดับมาก ส่วนองค์ประกอบด้านอื่น ๆ อยู่ในระดับปานกลาง

    2. ผู้บริหารโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ในเขตการศึกษา 4 ที่มีคุณวุฒิทางการศึกษาต่างกัน การปฏิบัติงานการใช้หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น พุทธศักราช 2521 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533) โดยภาพรวมและรายองค์ประกอบไม่แตกต่างกัน

    3. ผู้บริหารโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ในเขตการศึกษา 4 ที่มีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานต่างกันการปฏิบัติงานการใช้หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น พุทธศักราช 2521 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533) โดยภาพรวมและรายองค์ประกอบไม่แตกต่างกัน

    ตอบลบ
  20. 4. ข้อเสนอแนะในการยกระดับการปฏิบัติงานการใช้หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น พุทธศักราช 2521 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533) ของผู้บริหารโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ในเขตการศึกษา 4 จากแบบสอบถามปลายเปิด ปรากฏดังนี้ ควรอบรมบุคลากรเกี่ยวกับการใช้หลักสูตร ควรเพิ่มเติมความรู้เกี่ยวกับการใช้หลักสูตรในการผลิตบุคลากรทางการศึกษา ควรจัดครูเข้าสอนให้ตรงกับวิชาเอก หรือตามความรู้ความสามารถ ควรจัดอบรมครูที่สอนตามรายวิชาต่าง ๆ ควรมีเอกสารคู่มือการบริหารแลบริการวัสดุหลักสูตร ควรปรับปรุงแก้ไขระเบียบที่เกี่ยวกับงานวัสดุให้ทันสมัยควรสนับสุนนให้ครูสามารถผลิตวัสดุหลักสูตรได้เองและนัดหาวัสดุสื่อให้ตรงกับความต้องการของครู ควรมีการนิเทศ ติดตามและประเมินผลการใช้สื่ออย่างสม่ำเสมอ ควรจัดหาหนังสือให้ห้องสมุดอย่างเพียงพอและทันสมัย ควรพัฒนาครูให้มีความรู้เกี่ยวกับการปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตร ควรเชิญบุคลากรภายนอกมาร่วมพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น ควรให้โรงเรียนเปิดสอนวิชาชีพตามความต้องการของท้องถิ่น ควรจัดทำแผนการสอนสำเร็จรูป ควรส่งเสริมให้ครูทุกคนทำแผนการสอน ควรมีการอบรมครูเกี่ยวกับการจัดทำและพัฒนาแผนการสอนอย่างสม่ำเสมอ ควรมีการนิเทศ ติดตามการนำแผนการสอนไปใช้ ควรจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ควรสนับสนุน ส่งเสริม ให้ครูใช้วิธีการสอนอย่างหลากหลาย ควรเน้นกระบวนการกลุ่มในการเรียนการสอน ควรพัฒนาบุคลากรด้านการวัดผลและประเมินผลการใช้หลักสูตรของโรงเรียนอย่างสม่ำเสมอ ควรมีคณะกรรมการประเมินผลทุกระดับ เช่น โรงเรียน อำเภอ จังหวัด ควรนำผลการนิเทศ ติดตามมาปรับปรุงแก้ไขการใช้หลักสูตร ควรจัดหารางวัลเกียรติบัตรมอบให้กับครูดีเด่นในแต่ละวิชา ควรบำรุงขวัญ กำลังใจแก่ครูอย่างเหมาะสม ยุติธรรม ควรส่งเสริมให้มีความก้าวหน้าทางอาชีพและวิชาการ และควรรับฟัง ร่วมแก้ไขปัญหาของผู้ใต้บังคับบัญชาและให้กำลังใจอย่างแท้จริง

    ตอบลบ
  21. ซื่องานวิจัย การพัฒนาเครื่องมือประเมินคุณภาพนักศึกษาการศึกษานอกโรงเรียน ด้านความสามารถทางคณิตศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

    ผู้วิจัย นางสาววรรณี ตีวกุล และคณะ

    ปี พ.ศ. 2543

    บทคัดย่อ

    ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัย ในระดับท้องถิ่น ประจำปี 2541 จำนวน 91,900 บาท ระยะเลาทำการวิจัย 1 ปี ตั้งแต่ มีนาคม 2542 ถึง มีนาคม 2543

    การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเครื่องมือสำหรับวัดความสามารถทางคณิตศาสตร์ที่มีคุณภาพตามหลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียน และสร้างเกณฑ์มาตรฐานวิชาคณิตศาสตร์ ในการประเมินคุณภาพของนักศึกษาตามหลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียนสายสามัญ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น พุทธศักราช 2530

    กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักศึกษาการศึกษานอกโรงเรียนที่ลงทะเบียนเรียนวิชาหมวดคณิตศาสตร์ (บังคับ) ในภาคเรียนที่ 7/2542 และภาคเรียนที่ 2/2542 ของศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดในเขตการศึกษา 5 จำนวน 6 จังหวัด จำนวน 423 คน โดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling)

    เครื่องมือที่ใช้ในกรเก็บรวบรวมข้อมูลครั้งนี้ ได้แก่ แบบทดสอบความสามารถทางคณิตศาสตร์ ตามหลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียน พุทธศึกราช 2530 ซึ่งประกอบด้วยเนื้อหาจำนวน 7 เรื่อง ครอบคลุมความสามารถใน 4 ด้าน คือ ความสามารถด้านความรู้ ความจำ ด้านการคิดคำนวณ ความเข้าใจ ด้านการนำไปใช้ และด้านการวิเคราะห์ โดยมีวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล ดังนี้ การทดสอบครั้งที่ 1 กับกลุ่มตัวอย่างเพื่อหาคุณภาพของแบบทดสอบ ส่วนครั้งที่ 2 และ ที่ 3 เป็น การทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนเพื่อกำหนดคะแนนจุดตัด

    ผลการวิจัยพบว่า

    1. การพัฒนาเครื่องมือวัความสามารถทางคณิตศาสตร์ ตามหลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียนสายสามัญ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น พุทธศักราช 2530 ได้เครื่องมือที่มีคุณภาพ ดังนี้

    1.1 ค่าความเที่ยงตรงของแบบทดสอบ หาความเที่ยงตรงตามเนื้อหาให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ โดยวิธีการของ โรวิเนลลี่และแฮมเบิลตัน (Rovenalli and Hambleton) ซึ่งได้รับการยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญทางเนื้อหาวิชาคณิตศาสตร์ว่าข้อสอบแต่ละข้อวัดตรงตามเนื้อหาวิชาและความสามารถทางคณิตศาสตร์ที่ต้องการ แสดงว่าแบบทดสอบมีความเที่ยงตรงตามเนื้อหา

    1.2 คุณภาพของเครื่องมือประเมินจากการทดสอบก่อนเรียน - หลังเรียน

    ค่าความยากง่ายของข้อสอบก่อนมีค่าตั้งแต่ 0.09-0.52 แสดงว่าข้อสอบส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด

    ค่าความยากง่ายหลังเรียนมีค่า ตั้งแต่ 0.38-0.78 แสดงว่าข้อสอบส่วนใหญ่ค่อนข้างยาก

    ค่าอำนาจจำแนกของข้อสอบหาโดยวิธีหาค่า Pre to Post Difference Index ได้ค่า ตั้งแต่ 0.11-0.47 มีจำนวนข้อสอบ 12 ข้อ ที่มีค่าอำนาจจำแนกต่ำกว่า 0.20 ข้อ แสดงว่าข้อสอบส่วนใหญ่มีอำนาจจำแนกที่ถือว่าจำแนกเด็กเก่งอ่อนได้

    1.3 ค่าสถิติพื้นฐานของแบบทดสอบจากการทดสอบครั้งที่ก่อนเรียน-หลังเรียน

    คะแนนผลการสอบก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 30 และหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ เท่ากับ 57

    คะแนนผลการสอบก่อนเรียนมีค่าคาวามเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 6.69 หลังเรียนมีค่า 15.62

    เสดงว่าผู้เรียนได้คะแนนเพิ่มขึ้นจากการสอบหลังเรียนมากกว่าการสอนก่อนเรียน และคะแนนการสอบหลังเรียนมีการกระจายมากว่าคะแนนสอบก่อนเรียน

    1.4 ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ จากการทดสอบครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 ซึ่งคำนวณ โดยใช้สูตรของ ฮวน (Huyhn) ปรากฏผลว่าแบบทดสอบมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .71 ถือเป็นค่าที่สูงพอสมควร แสดงว่าแบบทดสอบนี้มีความคงที่ในการประเมินคุณภาพ ผู้เรียน

    2. เกณฑ์มาตรในการประเมินคุณภาพของนักศึกษาตามหลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียนสายสามัญระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ซึ่งหาคะแนนจุดตัดโดยวิธีการของเบอร์ก (Berk) ได้ที่คะแนนจุดตัดจากการทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน คือ 46 ซึ่งถือว่าเป็นเกณฑ์คะแนนสอบผ่าน

    ตอบลบ
  22. ซื่องานวิจัย ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และศักยภาพด้านความมีวินัยในตนเองทักษะการคิด และการทำงานร่วมกับผู้อื่น กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี

    ผู้วิจัย นางจรรยา แก้วสองเมือง

    ปี พ.ศ. 2546

    บทคัดย่อ

    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่ได้รับการสอนแบบบูรณาการ (2) เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านความมีวินัยในตนเอง ทักษะการคิด และทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่นระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่ได้รับการสอนแบบบูรณาการ

    กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนกุมภวาปี จังกวัดอุดรธานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2546 โรงเรียนกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี จำนวน 50 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือในการวิจัยได้แผนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบวัดศักยภาพด้านความมีวินัยในตนเอง ทักษะการคิด และทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การทดสอบค่าที (t-test) แบบ Dependent Sample

    ผลการวิจัยพบว่า (1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ได้รับการสอนแบบบูรณาการหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (2) ศักยภาพด้านความมีวินัยในตนเอง ทักษะการคิด และทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่นของนักเรียนที่ได้รับการสอนแบบบูรณาการหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05

    ตอบลบ
  23. ซื่องานวิจัย เอกลักษณ์ของศิลปะแนวประเพณีไทย

    ผู้วิจัย นายอำนาจ เย็นสบาย

    ปี พ.ศ.

    บทคัดย่อ

    งานวิจัยเรื่อง “เอกลักษณ์ของศิลปะแนวประเพณีไทย” ในความหมายเฉพาะจิตรกรรมแนวประเพณีไทย ที่ปรากฏอยู่บนผนังพระอุโบสถและวิหารของพุทธศาสนาสมัยรัตนโกสินทร์นั้น มีวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อศึกษาวิเคราะห์ปัจจัยที่ทำให้เอกลักษณ์ของศิลปะแนวประเพณีไทยเกิดการวิวัฒนาการ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะแนวประเพณีไทยกับสังคม เพื่อศึกษาวิเคราะห์เอกลักษณ์ทางรูปแบบและเรื่องราวของศิลปะแนวประเพณีไทย ซึ่งเมื่อทำการศึกษาวิจัยแล้ว มีผลสรุปดังต่อไปนี้

    ผลงานศิลปะแนวประเพณีไทยสมัยรัตนโกสินทร์ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะแนวประเพณีไทยสมัยอยุธยา สมัยสุโขทัย และมีหลักฐานย้อนหลังไปจนถึงการได้รับอิทธิพลทั้งด้านเรื่องราวและรูปแบบมาจากอินเดีย

    ศิลปะแนวประเพณีไทยแต่ละสมัยมีความผูกพันกับศาสนาอย่างแนบแน่นโดยเฉพาะพุทธศาสนา มีการนำคติความเชื่อของฝ่ายหินยาน และมหายานมาแสดงออกในงานจิตกรรมแนวประเพณีไทย รวมทั้ง ๆ ศาสนาอื่น ลัทธิความเชื่ออื่นๆ เช่น ศาสนาพราหมณ์และศาสนาฮินดู ก็ถูกนำมาผสมผสานและแสดงออกในจิตรกรรมแนวประเพณีไทยมาตลอดทุกยุคทุกสมัย

    ลักษณะเด่นของศิลปะแนวประเพณีไทย แสดงความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาจักรและอาณาจักรส่งผลทำให้เรื่องราวในจิตรกรรมแนวประเพณีไทย มีลักษณะรับใช้สถาบันศาสนาและสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งโอยทางตรงและโอยทางออ้ม

    ศิลปะแนวประเพณีไทยนอกจากจะรับอิทธิพลจากประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเดียวกันแล้ว เมื่อสังคมโลกมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างเศรษฐกิจการเมือง สังคม ได้ส่งผลกระทบทำให้ศิลปะแนวประเพณีไทยรับอิทธิพลจากประเทศมหาอำนาจตะวันตก โดยเฉพาะในสมัยรัตนโกสินทร์ ศิลปกรรมแนวประเพณีไทยได้เปิดรับอิทธิพลทางด้านรูปแบบ เทคนิควิธีการ สื่อวัสดุ รวมทั้งแนวคิดของเรื่องราวเข้ามาพัฒนาศิลปะแนวประเพณีไทยให้มีความหลากหลายไปจากอดีตมากขึ้น

    การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคมไทย หลัง พ.ศ. 2475 เป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ในเวลาต่อมา ชนชั้นกลางมีบทบาทในสังคมสูงขึ้น และส่งผลทำให้ศิลปะแนวประเพณีไทยต้องมีการปรับตัว เข้าสู่ยุคของการค้นหาความเป็นปัจเจก การค้นหาลักษณะเฉพาะตัวในการแสดงออกในศิลปะแนวประเพณีไทยมากขึ้น

    ความขัดแย้งระหว่างการอนุรักษาเอกลักษณ์ กับการพัฒนาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ในศิลปะแนวประเพณีไทย เป็นภาพสะท้อนความขัดแย้งของผู้คนในสังคมไทยและสะท้อนความขัดแย้งระหว่างสังคมไทยกับสังคมโลก ซึ่งในปัจจุบัน แนวคิดเรื่องการรักษาดุลภาพของศิลปะแนวประเพณีไทยกับการส่งเสริมศิลปะร่วมสมัยของโลกสากลที่ไม่โน้มเอียงไปในทางใดทางหนึ่งถือเป็นแนวคิดที่สำคัญในปัจจุบัน

    ตอบลบ
  24. ซื่องานวิจัย ศึกษาความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการสอนของครูวิทยาศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เขตการศึกษา 5

    ผู้วิจัย นายประเทือง ทรัพย์เกิด นักวิชาการศึกษา 7 (ว)

    ปี พ.ศ. 2542

    บทคัดย่อ

    การศึกษาวิจัยนี้ มีจุดมุ่งหวายเพื่อศึกษาความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการสอนของครูวิทยาศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ในเขตการศึกษา 5 และเปรียบเทียบความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการสอนของครูวิทยาศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ทุกจังหวัดและทุกสังกัดในเขตการศึกษา 5

    กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ครูผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ทุกจังหวัด ทุกสังกัด ในเขตการศึกษา 5 กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ตารางของทาโร ยามาเน (Taro Yamane) และเลือกสุ่มตามสัดส่วนของจำนวนประชากรในแต่ละจังหวัด และสังกัด จะได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 286 คน

    ผลการวิจัย พบว่า

    1. ความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพของครูวิทยาศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาต้องต้น เขตการศึกษา 5 โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงตามลำดับ ดังนี้ ด้านการสอนวิทยาศาสตร์ด้านการพัฒนาสมรรถภาพครูวิทยาศาสตร์ ด้านการวางแผนการสอน ด้านการประเมินผลการเรียนด้านการบริหารทรัพยากรเพื่อการจัดการเรียนการสอน และด้านการพัฒนาหลักสูตรวิชาวิทยาศาสตร์

    2. เปรียบเทียบความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพของครูวิทยาศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เขตการศึกษา 5 โดยจำแนกตามจังหวัดและสังกัด สรุปได้นี้

    2.1 ครูวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในจังหวัดที่ต่างกัน มีความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการสอนโดยรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ

    2.2 ครูวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในสังกัดที่ต่างกัน มีความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการสอนโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยครูวิทยาศาสตร์สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ มีความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการสอนโดยรวมมากกว่าครู

    วิทยาศาสตร์สังกัดกรมสามัญศึกษา และรายด้านพบว่า ครูวิทยาศาสตร์สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ มีความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการสอนในด้านการบริหารทรัพยากรเพื่อการจัดการเรียนการสอนมากกว่าครูวิทยาศาสตร์สังกัดกรมสามัญศึกษาและครูวิทยาศาสตร์สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ มีความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการสอนในด้านการประเมินผลการเรียนมากกว่าครูวิทยาศาสตร์สังกัดกรมสามัญศึกษา

    3. ข้อคิดเห็นและข้อเสนอของครูวิทยาศาสตร์ในความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการสอนของครูวิทยาศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จากแบบสอบถามปลายเปิด สรุปได้ว่า

    ครูผู้สอนวิทยาศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น มีความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการสอนใน 5 อันดับแรก และอันดับสุดท้าย คือ ต้องการให้จัดอบรมสัมมนาครูวิทยาศาสตร์ ระดับเขตการศึกษา 5 เพื่อเปิดโอกาสให้ครูพัฒนาความรู้การเรียนการสอนและเปลี่ยนประสบการณ์และศึกษาดูงานมากเป็นอันดับแรก อันดับที่สองต้องการให้หน่วยงานต้นสังกัดสนับสนุนช่วยเหลือด้านสื่อ วัสดุ อุปกรณ์การเรียนการสอนในโรงเรียนให้มีจำนวนเพียงพอ อันดับที่สามต้องการข้อมูลข่าวสารและเอกสารเผยแพร่ด้านความเคลื่อนไหวทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใหม่ ๆ อันดับที่สี่ต้องการให้ครูที่เรียนจบสาขาวิชาวิทยาศาสตร์โดยตรงมาเป็นครูสอนวิทยาศาสตร์ที่มีวุฒิไม่ตรงสาขาวิชาและควรเป็นช่วงปิดภาคเรียน และความต้องการอันดับสุดท้าย คือ ต้องการให้หลักสูตรวิชาวิทยาศาสตร์เน้นกิจกรรมเสริมความรู้มาก ๆ และเทคนิคในการเลือกกิจกรรมการเรียนรู้มาใช้สอน และเขตการศึกษา 5 ควรวางแนวทางการวัดผลประเมินผลการสอนนักเรียนให้เหมือนกันทุกโรงเรียน

    ตอบลบ
  25. ซื่องานวิจัย บทบาทขององค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ในการส่งเสริมศูนย์การเรียนชุมชน (ศรช.)

    ในอำเภอผักไห่

    ผู้วิจัย นายกรวุฒิ เกิดนาวี

    ปี พ.ศ. 2543

    บทคัดย่อ

    การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทขององค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ในการส่งเสริมศูนย์การเรียนชุมชน (ศรช.) การปฏิบัติตามนโยบาย แผนงานโครงการ และการดำเนินงานขององค์การบริหารส่วนตำบล ในการส่งเสริมศูนย์การเรียนชุมชน และความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหา อุปสรรค ของคณะกรรมการองค์การบริหารส่วนตำบล ในการส่งเสริมศูนย์การเรียนชุมชน

    ประชากรที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า เป็นคณะกรรมการองค์การบริหารส่วนตำบลทุกคนของตำบลต่าง ๆ ในอำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 126 คน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติค่าเฉลี่ย ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ

    ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า

    1. ความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทขององค์การบริหารส่วนตำบลในการส่งเสริมศูนย์การเรียนชุมชนโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง

    2. การปฏิบัติตามนโยบาย แผนงาน โครงการและการดำเนินงานขององค์การบริหารส่วนตำบลในการส่งเสริมศูนย์การเรียนชุมชน โดยเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก

    3. ความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหา อุปสรรค ของคณะกรรมการองค์การบริหารส่วนตำบลในการส่งเสริมศูนย์การเรียนชุมชน โดยเฉลี่ยอยู่ในระดับน้อยมาก

    ตอบลบ
  26. ซื่องานวิจัย การพัฒนารูปแบบการสร้างเสริมพฤติกรรมประชาธิปไตยในโรงเรียนมัธยมศึกษา โดยเทคนิคการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม

    ผู้วิจัย นางสาวกอบกุล ดิษฐแย้ม วุฒิ กศ.บ. (เคมี-ชีววิทยา)

    ปี พ.ศ. 2543

    บทคัดย่อ

    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ

    1) พัฒนารูปแบบการสร้างเสริมพฤติกรรมประชาธิปไตยในโรงเรียนมัธยมศึกษา โดยเทคนิคการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม

    2) เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมประชาธิปไตยของนักเรียนตามรูปแบบการสอนที่เน้นเทคนิคการเรียนรู้แบบมีส่วนที่เน้นเทคนิคการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมกับนักเรียนที่เรียนตามแผนการสอนที่เน้น

    3) เพื่อเปรียบเทียบเจตคติหรือความคิดเห็นเกี่ยวกับประชาธิปไตยของนักเรียนตามรูปแบบแผนการสอนที่เน้นเทคนิคการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมกับนักเรียนที่เรียนตามแผนการสอนปกติ

    4) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนของนักเรียนที่เรียนตามรูปแบบแผนการสอนที่เน้นเทคนิคการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมกับนักเรียนที่เรียนตามรูปแบบการสอนปกติ วิธีวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน ขั้นตอนแรกเป็นการพัฒนารูปแบบแผนการสอนในรายวิชาสังคมศึกษา ส 401 และแผนการจัดกิจกรรมส่งเสริมประชาธิปไตยและเอกสารประกอบการสอน ขั้นตอนที่ 2 เป็นการทดลองใช้รูปแบบแผนการสอนและแผนการจัดกิจกรรมส่งเริมประชาธิปไตยกับนักเรียน จำนวน 1,406 คน ในโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดส่วนกลาง จำนวน 9 โรงเรียน ปรากฏผลดังนี้

    1. พัฒนารูปแบบการสร้างเสริมพฤติกรรมประชาธิปไตยของนักเรียน ซึ่งเป็นแผนการสอนที่มีส่วนประกอบสำคัญคือ สาระสำคัญ จุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหาสาระ กิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นการเรียนแบบร่วมมือร่วมแรงร่วมใจ สื่อการเรียนการสอน และการวัดและประเมินผลจำนวนแผนการสอน 9 แผน ใช้เวลาสอน 36 คาบ ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2543 ซึ่งประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ พบว่าแผนการสอนมีความเหมาะสม ระดับดีมาก

    2. ผลเปรียบเทียบพฤติกรรมประชาธิปไตยของนักเรียนกลุ่มทดลองจำนวน 5 โรงเรียนจากโรงเรียนทั้งหมด สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05

    3. ผลเปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับประชาธิปไตยของนักเรียนในภาพรวมนักเรียนกลุ่มทดลองของโรงเรียนส่วนมากมีความคิดเห็นเกี่ยวกับประชาธิปไตยในทิศทางบวกสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

    4. ผลเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนของนักเรียนในภาพรวมเกือบทุกโรงเรียนนักเรียน

    กลุ่มทดลองมีผลสัมฤทธิ์การเรียนสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ยกเว้นเพียง 1 โรงเรียน ที่นักเรียนกลุ่มทดลองมีผลสัมฤทธิ์การเรียนต่ำกว่าควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

    ตอบลบ
  27. ซื่องานวิจัย การศึกษาปัญหาการปฏิบัติงานตามมาตรฐานคุณภาพการศึกษาและขั้นตอนการประกันคุณภาพศึกษาของโรงเรียนเอกชน ประเภทสามัญศึกษาระดับประถมศึกษา ในจังหวัดนครราชสีมา

    ผู้วิจัย นายดิเรก ทวยมีฤทธิ์

    ปี พ.ศ. 2543

    บทคัดย่อ

    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาระดับปัญหาการปฏิบัติงานตามมาตรฐานคุณภาพการศึกษาของครูโรงเรียนเอกชน (2) ศึกษาปัญหาในการปฏิบัติงานตามขั้นตอนการประกันคุณภาพการศึกษาของผู้บริหารโรงเรียนเอกชน ประเภทสามัญศึกษา ระดับประถมศึกษา ในจังหวัดนครราชสีมา กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ครูโรงเรียนเอกชน จำนวน 227 คน ได้มาโดยคำนวณสัดส่วนของประชากรและเทียบบัญญัติไตรยางค์ และผู้บริหารโรงเรียนเอกชน ได้แก่ ครูใหญ่ 32 คนและผู้จัดการ 32 คน ได้มาโดยวิธีเลือกแบบเจาะจง (Putposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย มีจำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ โดยแบบสอบถามเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ชนิดตัวเลือก 5 ระดับ วิเคราะห์ โดยใช้สถิติค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมภาษณ์เป็นการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (Structured Inteview) การรวบรวมข้อมูลโดยใช้ความเรียงและวิเคราะห์โดยใช้สถิติ คือ ความถี่

    ผลการวิจัยพบว่า

    1. ระดับปัญหาการปฏิบัติตามมาตรฐานคุณภาพการศึกษาของครูโรงเรียนเอกชนทั้ง 7 มาตรฐาน พบว่า มีปัญหาในการปฏิบัติอยู่ในระดับน้อย จำนวน 1 มาตรฐาน ได้แก่ ด้านกิจการนักเรียน และมีปัญหาการปฏิบัติอยู่ในระดับน้อย จำนวน 1 มาตรฐาน ได้แก่ ด้านกิจกรรมนักเรียน และมีปัญหาการปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลาง จำนวน 6 มาตรฐานด้วยกันโดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากน้อยไปมากได้ดังนี้ บุคลากร, ปรัชญาและเป้าหมายของโรงเรียน, ทรัพยากรเพื่อการเรียนการสอน, การจัดการ การบริหาร, สัมฤทธิ์ผลของผู้เรียนและหลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอน

    2. ปัญหาในการปฏิบัติงานตามขั้นตอนการประกันคุณภาพการศึกษาทั้ง 4 ขั้น ของผู้บริหารโรงเรียนเอกชน ประเภทสามัญศึกษา ระดับประถมศึกษา ในจังหวัดนครราชสีมา สามารถสรุปได้ดังนี้

    2.1. ขั้นการจัดทำธรรมนูญโรงเรียน/แผนพัฒนาโรงเรียน มีปัญหาโดยเรียงจากมากไปหาน้อย 3 ระดับแรก ได้ดังนี้ การเขียนธรรมนูญโรงเรียน/แผนพัฒนาโรงเรียน, แนวปฏิบัติในการจัดทำและการวิเคราะห์มาตรฐาน

    2.2 ขั้นการดำเนินงานตามธรรมนูญโรงเรียน/แผนพัฒนาโรงเรียน มีปัญหาโดยเรียงจากมากไปหาน้อย 3 ระดับแรก ได้ดังนี้ หารปฏิบัติไม่เป็นไปตามแผนที่ตั้งไว้, ครูมีภาระต่าง ๆ ไม่ค่อยมีเวลาและงบประมาณไม่เพียงพอ

    2.3 ขั้นการติดตาม ตรวจสอบและปรับปรุง มีปัญหาโดยเรียงจากมากไปหาน้อย 3 ระดับแรก ดังนี้ ไม่ได้ประเมินผลการดำเนินงาน, ความพร้อมของบุคลากรและการเก็บหลักฐาน

    2.4 ขั้นการประเมินตนเองและรายงานผล มีปัญหาโดยเรียงมากไปหาน้อย 3 ระดับแรก ดังนี้ การเขียนการประเมินตนเอง, การรวบรวมงานแต่ละฝ่ายให้เป็นงานเดียวกันและการวางแผนการประเมินที่ต่อเนื่อง

    ตอบลบ
  28. ซื่องานวิจัย การสร้างหนังสืออ่านเพิ่มเติมเรื่องวัฒนธรรมในการใช้ภาษา สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดชลบุรี

    ผู้วิจัย นางณัฐพร โอภาไพบูลย์

    ปี พ.ศ. 2544

    บทคัดย่อ

    การวิจัยครั้งนี้สืบเนื่องมาจากนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินขาดแหล่งเรียนรู้ด้วยตนเองและยังขาดการเรียนรู้ในเรื่องวัฒนธรรมในการใช้ภาษาและมารยาททางสังคมที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวันผู้วิจัยจึงได้ทำวิจัยโดยมีจุดมุ่งหมายคือ (1) เพื่อสร้างหนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่องวัฒนธรรมในการใช้ภาษาสำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดชลบุรีใช้อ่านด้วยตนเอง (2) เพื่อหาประสิทธิภาพของหนังสืออ่านเพิ่มเติมเรื่องวัฒนธรรมในการใช้สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายโรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดชลบุรี ตามเกณฑ์มาตรฐาน 70/70

    กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา เป็นนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ปีการศึกษา 2543 ภาคเรียนที่ 2 โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดชลบุรี อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี จำนวน 35 คน

    เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ สร้างหนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่องวัฒนธรรมในการใช้ภาษาสำหรับนักเรียนที่มีความพร่องทางการได้ยิน ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนโสตศึกษา จังหวัดชลบุรี และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทาง

    การเรียน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าสถิติร้อยละ

    ผลการวิจัยพบว่า หนังสืออ่านเพิ่มเติมที่ผู้วิจัยสร้างขั้นมีประสิทธิภาพ 80.00/87.71 เป็นไปตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ 70/70 ทีกำหนดไว้สามารถนำไปใช้ในการเรียนการสอนได้ที่เป็นเช่นนี้เพราะหนังสื่ออ่านเพิ่มเติม เรื่องวัฒนธรรมในการใช้ภาษาที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็นสื่อการเรียนที่สนองความแตกต่างระหว่างบุคคล นักเรียนแต่ละคนสามารถใช้เวลาอ่านได้อย่างอิสระ ไม่จำกัดสถานที่ ได้รับความรู้และความเข้าใจ เนื่องจากรูปแบบของหนังสืออ่านเพิ่มเติมสร้างขึ้นตามหลักเกณฑ์การสร้างหนังสือ มีจุดมุ่งหมายในการสร้างเพื่อให้นักเรียนได้ใช้อ่านด้วยตนเองนักเรียนมีแหล่งเรียนรู้ที่เป็นของตนเองและใช้อ่านได้หลายครั้งโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินมักเป็นคนที่ลืมง่าย การมีหนังสือไว้อ่านด้วยตนเองสามารถหยิบอ่านได้บ่อยครั้งเท่าที่ต้องการจะช่วยให้นักเรียนเข้าใจดีขึ้น นอกจากนั้นด้านเนื้อหาเรื่องวัฒนธรรมในการใช้ภาษาแล้ว ผู้วิจัยยังได้สอดแทรกสาระเรื่องมารยาททางสังคมซึ่งเป็นเรื่องที่อธิบายอยากมาเรียบเรียงใหม่ให้รัดกุม มีภาพการ์ตูนสีประกอบทำให้นักเรียนสนใจและนักเรียนสามารถอ่านแล้วเข้าใจได้ง่าย ซึ่งนักเรียนสามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้และเกิดความภาคภูมิใจที่ตนเองมีความรู้สูงขึ้น นับเป็นหนังสือที่ตรงตามความต้องการและความสนใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ทั้งยังเป็น

    หนังสือที่เพิ่มพูนความฝังค่านิยมและเอกลักษณ์ไทยให้เกิดขึ้นกับเยาวชนของชาติ และกระตุ้นเตือนให้เยาวชนของชาติรักษาวัฒนธรรมของไทยไว้ต่อไปสมกับการเป็นคนไทยอีกด้วย

    ข้อเสนอแนะ หน่วยงานที่รับผิดชอบต่อการพัฒนาสื่อการเรียนการสอนเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ควรจัดให้มีการอบรมครูเกี่ยวกับการสร้าหนังสืออ่านเพิ่มเติม เพื่อสร้างหนังสือให้เหมาะสมกับศักยภาพของคนพิการสำหรับใช้ในโรงเรียนสังกัดกองการศึกษาเพื่อคนพิการต่อไป

    ตอบลบ
  29. ซื่องานวิจัย นิทานพื้นบ้านสุรินกับการเรียนแบบบูรณาการของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านแนงมุด

    ผู้วิจัย นางสาววณภัทร เกถกิงบุณย์

    ปี พ.ศ. 2544

    บทคัดย่อ

    การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นมาและจุดมุ่งหมายในการแต่งหรือเล่านิทานพื้นบ้านมาให้เป็นแนวในการศึกษาวัฒนธรรมท้องถิ่น และนำมาบูรณาการในการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านแนงมุด กลุ่มตัวอย่างประชากรที่ใช้ศึกษา คือ นำเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/2 ของโรงเรียนบ้านแนงมุด ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2543 แหล่งข้อมูลที่ใช้ในการจัดทำแผนการสอนแบบบูรณาการคือนิทานพื้นบ้านสุรินทร์ 5 เรื่อง คือ ตำนานลูกช้างเผือก ยายกับหลาน ผีกลัว อาจี นางตร็วนสะตรา นำมาจัดการทำแผนการสอนโดยใช้นิทานพื้นบ้านเหล่านั้นเป็นแกนในกลุ่มวิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต หน่วยที่ 3 สิ่งที่อยู่รอบตัวเรา วิเคราะห์ที่มาของนิทาน ภาษาที่ใช้ในนิทาน อาชีพที่ปรากฏในนิทาน การดำรงชีวิต คติธรรม คำสอนจากนิทาน นำมาสรุปเป็นข้อคิดในบทเรียน นักเรียนนำนิทานไปอ่านให้ผู้ปกครองฟัง ผู้ปกครองตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับนิทาน วิเคราะห์ความพอใจของผู้ปกครองและนักเรียนหลังเรียน เปรียบเทียบผลการทดสอบความรู้เกี่ยวกับนิทาน 5 เรื่อง ก่อนเรียน หลังเรียนนำผลการสอบมาวิเคราะห์เปรียบเทียบเป็นร้อยละ วิเคราะห์ผลงานนักเรียนจากการประเมินตามสภาพที่แท้จริงจากการเรียนรู้ระหว่างเรียน หลังเรียน กำหนดระดับคุณภาพผลงาน นักเรียนร่วมกันประเมินผลงานของตนเอง ของเพื่อนตามระดับคุณภาพ

    ผลการวิจัย พบว่า

    1. การเปรียบเทียบความก้าวหน้าจากการทดสอบก่อนเรียนหลังเรียน ปรากฏว่านักเรียนมีความรู้เกี่ยวกับนิทานเพิ่มขึ้นมากคิดเป็นร้อยละ 49.22

    2. การประเมินผลงานนักเรียน ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการ นักเรียนกล้าแสดงออกเป็นอย่างดี มีความสามารถในการคิดตามวุฒิภาวะของตน เรียนรู้อย่างมีความสุขผลงานที่ได้จากแผนการสอนครั้งแรกการหาความรู้เพื่อสรุปเป็นข้อคิดจากนิทานจะได้จากเพื่อนเพียงคนเดียว แต่ต่อมาเริ่มมีการเสนอแนะความคิดตามที่แต่ละคนพบแล้วจึงนำมาสรุปเป็นของกลุ่ม เช่น ปราสาทของนางตร็วนสะตรามีการวาดภาพที่หลากหลายและนำมาสรุปข้อคิดว่าเป็นการสร้างที่อยู่อาศัยทั่วไปเพราะมีขนาดเล็ก การที่นัก

    เรียนกล้าแสดงออก กล้าพูด มีความสุขจากการเรียนรู้ ทำให้นักเรียนนำผลการเรียนรู้ไปเล่าสู่ผู้ปกครอง พี่ และเพื่อนๆในชั้นอื่นๆเป็นการเผยแพรศิลปวัฒนธรรมวิธีหนึ่ง

    3. ผู้ปกครองมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้ สังเกตได้จากการให้ความร่วมมือในการเตรียมสื่อ สิ่งของการตอบแบบสอบถาม ผู้ปกครองพยายามตอบแบบสอบถามเป้นอย่างดีตามความสามารถและความรู้ที่มี นักเรียนมีผลตอบสนองที่ดีขึ้น เพราะการได้เรียนรู้จากนิทาน สถานที่จริงทำให้ทุกคนเรียนรู้อย่างสนุกสนานและมีความสุข แต่การกำหนดกิจกรรมในแผนที่ 5 คือ แผนการสอนเรื่องนางตร็วนสะตรา ซึ่งนักเรียนได้ออกไปปฏิบัติกิจกรรมในที่ปราสาทหินบ้านพลวง มีข้อจำกัดในการปฏิบัติกิจกรรมบางรายการไม่สามารถกำหนดเวลาได้ ไม่สามารถปฏิบัติได้เพราะวัสดุไม่พร้อมเช่นการประดิษฐ์ภาพปราสาทบ้านพลวงโดยใช้รู้ทรงเรขาคณิตนักเรียนตื่นเต้นที่จะได้ไปเรียนรู้ในสถานที่จริงจึงเตรียมวัสดุในการประดิษฐ์ไม่พร้อม ทุกคนจึงเปลี่ยนเป็นการวาดภาพปราสาทโดยใช้รู้ทรงเรขาคณิตแทน ผลงานที่ได้รับนั้นดี มีการแสดงความคิดอย่างหลากหลาย บางกลุ่มวาดภาพไม่เหมือนของจริง แต่เป็นการวาดภาพจินตนาการของตนเอง และเชื่อมั่นในแบบที่ตนวาด

    ตอบลบ
  30. ซื่องานวิจัย การศึกษาผลของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน วิชาวิทยาศาสตร์ (ว203) โดยหลักการสอนแบบซิปปา (CIPPA MODEL) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

    ผู้วิจัย นางจันทร์เพ็ญ ทองย่น

    ปี พ.ศ. 2544

    บทคัดย่อ

    การศึกษาครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาแผนการสอนที่จัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบซิปปาในวิชาวิทยาศาสตร์ ว 203 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และเปรียบเทียบผลการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนก่อนเรียนและหลังเรียน

    กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนวัดบางขัน อำเภอคลิงหลวง จังหวัดปทุมธานี จำนวน 100 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีสุ่มอย่างง่ายโดยการจับฉลากแบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 50 คน 1 ห้องเรียน และกลุ่มทดลอง 50 คน 1 ห้องเรียน ผู้ศึกษาเป็นผู้ดำเนินการสอนด้วยตนเอง โดยใช้แผนการสอนที่จัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามหลักการสอนแบบซิปปาในกลุ่มทดลอง และการสอนตามคู่มือครูของ สสวท. ในกลุ่มควยคุม ก่อนดำเนินการทดลองสอนได้ทำการทดสอบก่อนเรียนโดยใช้แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น โดยผ่านขั้นตอนการหาความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่นเรียบร้อยแล้ว หลังกรทดลองได้ทำการทดสอบอีกครั้งหนึ่ง และนำผลการทดสอบวิเคราะห์เพื่อกาค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละและการทดสอบค่าที (t-test) และการหารประสิทธิภาพของ แผนการสอนตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ผลการศึกษาพบว่า

    1. แผนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ ว 203 ที่จัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามหลักการสอนแบบซิปปาที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 85.14/80.40 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80

    2. นักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้แผนการสอน ที่จัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามหลักการสอนแบบซิปปา มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ว 203 สูงกว่า นักเรียนที่ได้รับการสอนตามคู่มือครูของ สสวท. อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

    3. นักเรียนที่เรียนโดยการจัดกิจกรรมตามหลักการสอนแบบซิปปา มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมาก

    ตอบลบ
  31. ซื่องานวิจัย แนวทางในการอนุรักษ์และจัดการสิ่งแวดล้อมของตำหนักในวังสุนันทา

    ผู้วิจัย นางฉันทนา สุรัสวดี

    ปี พ.ศ. 2543

    บทคัดย่อ

    การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อหาแนวทางการอนุรักษาและจัดการสิ่งแวดล้อมของอาคารที่ได้ข้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน 6 หลังที่อยู่บริเวณสถาบันราชภัฏสวนสุนันทาโดยสร้างแบบสำรวจเก็บข้อมูลเกี่ยวกับรายละเอียดของตัวงานสถาปัตยกรรม และใช้ขบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อหาสาเหตุแห่งการเสื่อมสภาพของโบราณสถาน

    ผลของการศึกษาพบว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้โบราณสถานเสื่อมสภาพคือ ความชื้นที่เกิดจากการดูดซึมน้ำใต้ผิวดินไว้ในผนังอาคาร น้ำฝนที่ซึมจากรอยรั่วของหลังคา ผนังอาคารที่แตกร้าว ประตูหน้าต่างที่ชำรุด การระบายอากาศที่ไม่ดีทำให้เกิดความชื้นสะสมในผนัง นอกจากนี้ความชื้นยังเป็นตัวทำให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีและฟิสิกส์ เกิดการตกผลึกของเกลือในผนังอาคารทำให้ผนังปูนเสื่อมสภาพหลุดร่อนออก และปล่อยให้วัชพืชขึ้นตากซอกรอยแตกของอาคารก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง แนวทางการแก้ไขจึงต้องซ่อมแซมรอยรั่วของหลังคา ตามผนังอาคาร ประตู หน้าต่าง จัดการระบบอากาศที่ดีของตัวอาคารดูดซับความเค็มของเกลือในผนังออให้มากที่สุดแล้วใช้ปูนหมักแบบโบราณในการซ่อมแซมผนัง เลือกใช้สารเคลือบผิวที่มีคุณภาพดีเพื่อช่วยยืดอายุกรใช้งานของวัสดุให้ยาวนานขึ้น สร้างความเข้าใจอันดีในการใช้งานโบราณสถานอย่างระมัดระวัง มีการดูแลและบำรุงรักษาเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ส่วนการจัดการสิ่งแวดล้อมควรมีมาตรการในการกำหนดความต้องการในการใช้พื้นที่ที่ชัดเจนเพื่อรักษาโบราณสถานไว้ ไม่สร้างอาคารบดบังทัศนียภาพที่ดีของตัวโบราณสถานและพัฒนาพื้นที่ไปในทิศทางของการเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม

    ตอบลบ
  32. ซื่องานวิจัย “การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชุมชนไมตรีอุทิศ จังหวัดนนทบุรี ที่เรียนโดยใช้และไม่ใช้แบบฝึกการเขียนเชิงสร้างสรรค์ “

    ผู้วิจัย นายชนินทร ศรีแล

    ปี พ.ศ. 2544

    บทคัดย่อ

    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพ่อสร้างแบบฝึกการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียน ที่เรียนโดยใช้และไม่ใช้แบบฝึกการเขียนเชิงสร้างสรรค์กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลองคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2543 โรงเรียนชุมชนไมตรีอุทิศ อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี จำนวน 80 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 40 คน และกลุ่มควบคุม 40 คน

    ผู้วิจัยทดลองสอนนักเรียนทั้งสองกลุ่ม โดยใช้แบบฝึกการเขียนเชิงสร้างสรรค์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นประกอบการสอนเฉพาะกลุ่มทดลอง เมื่อทดลองสอนครบ 21 ครั้ง จึงทดสอบนักเรียนโดยใช้แบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ทางภาษาจำนวน 6 ฉบับ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นอยู่ในระดับมาตรฐานพร้อมด้วยแบบทดสอบเรียงความแบบบรรยายภาพ 1 ฉบับ จากนั้นนำคะแนนที่ได้มาวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนเชิงสร้างสรรค์ทั้งสองกลุ่มโดยใช้ t- test

    ผลการวิจัยปรากฎว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนเชิงสร้างสร้างสรรค์ของกลุ่มทดลองแตกต่างจากกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยทางสถิติที่ระดับ .01

    ตอบลบ
  33. 51 ซื่องานวิจัย การศึกษาเปรียบเทียบเจตคติของผู้บริหาร และครูที่มีต่อเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ในโรงเรียนโครงการเรียนร่วม สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดนครราชสีมา
    ผู้วิจัย นายอภินันท์ ไชยศร และคณะ
    ปี พ.ศ. 2543
    บทคัดย่อ
    การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเจตคติของผู้บริหารและครูในโรงเรียนโครงการเรียนร่วม ที่มีต่อเด็กที่มีความต้องการพิเศษ และเปรียบเทียบเจตคติของผู้บริหาร และครูในโรงเรียนโครงการเรียนร่วมที่มีต่อเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ในด้านตำแหน่งหน้าที่ วุฒิทางการศึกษาพิเศษ และประสบการณ์ที่เข้าร่วมโครงการเรียนร่วมกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหาร จำนวน 123 คน ครูผู้สอนเด็กที่มีความต้องการพิเศษ จำนวน 118 คน ครูที่ไม่ได้สอนเด็กที่มีความต้องการพิเศษ จำนวน 338 ตน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามเจตคติ ชนิดมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (ANOVA) และการเปรียบเทียบเจตคติโดยใช้ t-test แบบ Independent
    ผลการวิจัยพบว่า
    1. การศึกษาเจตคติของผู้บริหาร ครูผู้สอนเด็กที่มีความต้องการพิเศษ และครูที่ไม่ได้สอนเด็กที่มีความต้องการพิเศษ มีเจตคติต่อเด็กที่มีความต้องการพิเศษในทางบวกทุกด้าน และมีเจตคติอยู่ในระดับมากทุกด้าน
    2. การเปรียบเทียบเจตคติ ในด้านตำแหน่งหน้าที่ ระหว่างผู้บริหาร ครูผู้สอนเด็กที่มีความต้องการพิเศษ และ ครูที่มีวุฒิทางการศึกษาพิเศษและไม่มีวุฒิทางการศึกษาพิเศษ และในด้านประสบการณ์ที่เข้าร่วมโครงการเรียนร่วม ระหว่างครูที่มีประสบการณ์เข้าร่วมโครงการเรียนร่วมน้อยกว่า 5 ปี และมากกว่า 5 ปี ทั้ง 3 ด้าน มีเจตคติแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05

    ตอบลบ
  34. 52 ซื่องานวิจัย ศึกษาศักยภาพการจัดการศึกษา การศาสนา และการวัฒนธรรมของข้าราชการ สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
    ผู้วิจัย นายพัฒนา ชมเชย นักวิชาการศึกษา 7 ว.
    ปี พ.ศ. 2543
    บทคัดย่อ
    การวิจัยครั้งนี้ มุ่งศึกษาศักยภาพการจัดการศึกษา การศาสนาและการวัฒนธรรม ของข้าราชการ สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการที่ปฏิบัติงานในสำนักงานศึกษาธิการจังกวัดและสำนักงานศึกษาธิการอำเภอหรือกิ่งอำเภอ เขตการศึกษา 2 เพื่อทราบระดับและเปรียบเทียบศักยภาพการจัดการศึกษา การศาสนาและการวัฒนธรรม ของข้าราชการ ที่มี เพศ อายุ ภูมิละเนา วุฒิการศึกษา และตำแหน่ง ต่างกัน
    กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ ข้าราชการ สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่ปฏิบัติงานในสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดและสำนักงานศึกษาธิการอำเภอหรือกิ่งอำเภอ เขตการศึกษา 2 จำนวน 265 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่ามีห้าระดับ จำนวน 60 ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูล โดยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐาน โดยใช้ t-test และ F-test เมื่อมีนัยสำคัญทางสถิติ จะเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มเป็นรายคู่ โดยวิธีของ Newman - Keuls test ต่อไป
    ผลการวิจัยพบว่า
    1. ระดับศักยภาพการจัดการศึกษา การศาสนา และการวัฒนธรรม ของข้าราชการ สังกัดสำนักงานปลัดกรทรวงศึกษาธิการ เขตการศึกษา 2 พบว่า โดยภาพรวม และรายด้าน อยู่ในระดับปานกลาง
    2. ผลการเปรียบเทียบศักยภาพการจัดการศึกษา การศาสนาและการวัฒนธรรม ของข้าราชการ สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เขตการศึกษา 2 ที่แตกต่างกันตามตัวแปรเพศ อายุ ภูมิลำเนา วุฒิการศึกษาและตำแหน่ง พบว่า
    2.1 ข้าราชการ สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เขตการศึกษา 2 ที่มีเพศต่างกันมีศักยภาพการจัดการศึกษา การศาสนา และการวัฒนธรรม โดยภาพรวม และรายด้าน ไม่แตกต่างกัน ซึ่งไม่เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้
    2.2 ข้าราชการ สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เขตการศึกษา 2 ที่มีอายุต่างกันมีศักยภาพการจัดการศึกษา การศาสนา และการวัฒนธรรม โอยภาพรวม และรายด้าน ไม่แตกต่างกัน ซึ่งไม่เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้
    2.3 ข้าราชการ สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เขตการศึกษา 2 ที่มีภูมิลำเนาต่างกันมีศักยภาพการจัดการศึกษา การศาสนา และการวัฒนธรรม โดยภาพรวมไม่แตกต่างกันเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า แตกต่างกันหนึ่งด้านคือ ด้านการจัดการศาสนา มีความแตกต่างกันอย่ามีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยที่ข้าราชการ สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่มีภูมิอยู่จังหวัดในเขตการศึกษา 2 มีศักยภาพด้านการจัดการศาสนา มากกว่า ข้าราชการที่มีภูมิลำเนา อยู่จังหวัดนอกเตการศึกษา 2
    2.4 ข้าราชการ สังกัดสำนักงานปลัดประทรวงศึกษาธิการ เขตการศึกษา 2 ที่มีวุฒิการศึกษาต่างกันมีศักยภาพการจัดการศึกษา การศาสนาและการวัฒนธรรม โดยภาพรวม และรายด้าน ไม่แตกต่างกัน ซึ่งไม่เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้
    2.5 ข้าราชการ สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เขตการศึกษา 2 ที่มีตำแหน่งต่างกันมีศักยภาพการจัดการศึกษา การศาสนา และการวัฒนธรรม โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า แตกต่างกันสองด้าน คือ ด้านการจัดการศาสนา และด้านการจัดการวัฒนธรรมมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทีระดับ .01 และเมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มเป็นรายคู่ โดยวิธีของ Newman - Keuls test พบว่า ด้านการจัดการศาสนา และด้านการจัดการวัฒนธรรมแตกต่างกัน โดยที่ข้าราชการที่มีตำแหน่งเป็นผู้บริหารการศึกษา มีศักยภาพด้านการจัดการศาสนา และด้านการจัดการวัฒนธรรมมากกว่าข้าราชการที่มีตำแหน่งเป็นนักวิชาการศึกษา ข้าราชการที่มีตำแหน่งเป็นผู้บริหารการศึกษา มีศักยภาพด้านการจัดการศาสนา และด้านการจัดการวัฒนธรรม มากกว่าข้าราชการทีมีตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่ และข้าราชการที่มีตำแหน่งเป็นนักวิชาการศึกษา มีศักยภาพด้านการจัดการศาสนา และด้านดารจัดการวัฒนธรรมมากกว่าข้าราชการที่มีตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้

    ตอบลบ
  35. ซื่องานวิจัย การรับรู้กระบวนการให้การศึกษาในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ของนักเรียน นักศึกษา ในเขตตรวจราชการที 9
    ผู้วิจัย -
    ปี พ.ศ. -
    บทคัดย่อ
    รายงานการวิจัยเรื่อง “การับรู้กระบวนการให้การศึกษาในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ ของนักเรียน นักศึกษา ในเขตตรวจราชการที่ 9 “ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาระดับการับรู้กระบวนการให้การศึกษา ความรู้ความเข้าใจ เจตคติ และการปฏิบัติ มนการป้องกัน และแก้ไขปัญหาเอดส์ของนักเรียน นักศึกษา ในเขตตรวจราชการที่ 9
    ประชากรและกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ สถานศึกษาการศึกษาขั้นพื้นฐานระดับมัธยมศึกษา และสถานศึกษาระดับอาชีวศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้การสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น (Strtified Random Sampling) ประกอบด้วยสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษา และอาชีวศึกษา ที่ตั้งอยู่ในเมือง จำนวน 9 แห่ง และนอกเมืองจำนวน 10 แห่ง รวม 19 แห่ง ผู้ให้ข้อมูล คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 และนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงปีที่ 2 ที่กำลังศึกษาอยู่ในสถานศึกษากลุ่มตัวอย่าง จำนวน 382 คน
    เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามเพื่อศึกษาการรับรู้กระบวนการให้การศึกษาที่คณะผู้วิจัยร่วมกันสร้างขึ้น ตรวจสอบคุณภาพด้วยการกาค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) และหาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามด้วยการหาค่าสัมประสิทธิ์อัลฟา ตามวิธีการของครอนบัค (Cronbach) วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถาม โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติทางสังคมศาสตร์ เพื่อคำนวณหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยโดยใช้การทดสอบ t-test และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One Way ANOVA)
    ผลการวิจัยสรุปรวม 5 ด้าน คือ 1) ด้านข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับคุณลักษณะของกลุ่มตัวอย่าง 2) ด้านการรับรู้กระบวนการให้การศึกษาในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ และ 3) ด้านความรู้ความเข้าใจ เจตคติ และการปฏิบัติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ 4) การเปรียบเทียบ ระดับการรับรู้กระบวนการให้การศึกษาในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ 5) การเปรียบเทียบระดับความรู้ความเข้าใจ เจตคติและการปฏิบัติในการป้องกันแก้ไขปัญหาเอดส์ ดังนี้
    1. ด้านข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับคุณลักษณะของกลุ่มตัวอย่าง
    นักเรียน นักศึกษา ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างมีสัดส่วนด้านเพศ ระดับการศึกษา ที่ตั้งของสถานศึกษาจำนวนใกล้เคียงกัน จากจำนวนทั้งหมด 1 ใน 4 เคยมีประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์โดยมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก ในช่วงอายุ 13-18 ปี ส่วนใหญ่จะมีความสัมพันธ์ครั้งแรกกับคนรักรองลงมา เป็นกับรุ่นพี่/น้อง กับเพื่อนสนิท กับคนรู้จัก กับอื่น ๆ กับหญิง/ชายขายบริการทางเพศกับญาติพี่น้อง ตามลำดับ ส่วนประสบการณ์การใช้สารเสพติด กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เริ่มใช้สารเสพติดตั้งแต่ช่วงอายุ 14 - 18 ปี รองลงมาเป็นช่วงอายุ 9 ปี ถึง 13 ปี และอายุ 19ปีขึ้นไปน้อยที่สุด สารเสพติดที่ใช้ส่วนใหญ่ คือ เหล้าเบียร์ และไวน์

    ตอบลบ
  36. 2. ด้านการรับรู้กระบวนการให้การศึกษาในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์
    ผลการศึกษาพบว่านักเรียน นักศึกษาที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง มีการรับรู้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์อยู่ในระดับมาก โดยมีการรับรู้ด้านเนื้อหาสาระและหลักสูตรมากที่สุดรองลงมา คือ ด้านสื่อการเรียนรู้ และด้านกิจกรรมการเรียนรู้ อยู่ในระดับปานกลาง แสดงว่ากระบวนการให้การศึกษาด้านเนื้อหาสาระและหลักสูตรเรื่องเอดส์ที่สอดแทรกในรายวิชาสุขศึกษาสังคมศึกษา และวิทยาศาสตร์ ทำให้นักเรียน นักศึกษาเกิดการรับรู้วิธีการป้องกันและรักษาโรคเอดส์ได้มากที่สุด รองลงมา คือ ด้านสื่อการเรียนรู้ และด้านกิจกรรมการเรียนรู้ อยู่ในระดับปานกลาง แสดงว่ากระบวนการให้การศึกษาด้านเนื้อหาสาระและหลักสูตรเรื่องเอดส์ที่สอดแทรกในรายวิชาสุขศึกษาสังคมศึกษาและวิทยาศาสตร์ทำให้นักเรียนนักศึกษาเกิดการรับรู้วิธีการป้องกันและรักษาโรคเอดส์ได้มากที่สุด รองลงมา คือ ด้านสื่อการเรียนรู้โดยมีการรับรู้จากสื่อโทรทัศน์มากที่สุด ส่วนด้านกิจกรรมการเรียนรู้ พบว่า นักเรียน นักศึกษามีการรับรู้จากกิจกรรม ทู บี นัมเบอร์วัน มากที่สุด เมื่อจำแนกตัวตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ของนักเรียน นักศึกษาพบว่าเพศชาย และเพศหญิง มีค่าเฉลี่ยของการรับรู้กระบวนการให้การศึกษาในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง แต่การรับรู้ของเพศหญิงมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าเพศชาย เมื่อจำแนกตามระดับการศึกษานักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น มีค่าเฉลี่ยของการรับรู้มากที่สุด รองลงมา คือ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพตามลำดับ ส่วนสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในเมืองมีค่าเฉลี่ยของการรับรู้ในภาพรวมมากกว่ากลุ่มตัวอย่างที่สถานศึกษาตั้งอยู่นอกเมือง กลุ่มตัวอย่างที่เคยมีประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์ มีค่าเฉลี่ยของการรับรู้มากกว่ากลุ่มตัวอย่างที่ไม่เคยมีประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์ กลุ่มตัวอย่างที่เคยมีประสบการณ์การใช้สารเสพติด มีค่าเฉลี่ยของการรับรู้มากกว่ากลุ่มตัวอย่างที่ไม่เคยมีประสบการณ์การใช้สารเสพติด
    3. ด้านความรู้ ความเข้าใจ เจตคติ และการปฏิบัติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์
    3.1 ด้านความรู้ความเข้าใจ
    ระดับความรู้ความเข้าในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ของนักเรียน นักศึกษาที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่จำนวน 274 คน อยู่ในกลุ่มต่ำ คิดเป็นร้อยละ 71.70 นอกจากนั้นอยู่ในกลุ่มต่ำ จำนวน 108 คน คิดเป็นร้อยละ 28.30 กลุ่มตัวอย่างเพศชายมีสัดส่วนความรู้ความเข้าใจในการป้องกัน
    และแก้ไขปัญหาเอดส์อยู่ในกลุ่มสูงมากกว่าเพศหญิง กลุ่มตัวอย่างระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง มีสัดส่วนความรู้ความเข้าใจในกลุ่มสูงมากกว่าเพศหญิง กลุ่มตัวอย่างระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง มีสัดส่วนความรู้ความเข้าใจในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์อยู่ในกลุ่มสูงมากที่สุด รองลงมา คือ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ส่วนนักเรียน นักศึกษา รองลงมา คือ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ส่วนนักเรียน นักศึกษา ที่ศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่นอกเมือง ที่เคยมีประสบการณ์การเพศสัมพันธ์และที่ไม่เคยมีประสบการณ์การใช้สารเสพติด มีสัดส่วนความรู้ความเข้าใจในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์อยู่ในกลุ่มสูงมากกว่ากลุ่มต่ำ
    3.2 ด้านเจตคติต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์
    ระดับของเจตคติต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ของนักเรียนนักศึกษา ที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มต่ำ จำนวน 267 คน คิดเป็นร้อยละ 69.90 และอยู่ในนกลุ่มต่ำจำนวน 115 คน คิดเป็นร้อยละ 30.10 กลุ่มตัวอย่างเพศชายส่วนใหญ่มีเจตคติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์อยู่ในกลุ่มตัวอย่างระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ มีระดับเจตคติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์อยู่ในกลุ่มสูงมากที่สุด รองลงมา คือ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ส่วนกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาในสถานศึกษา ที่ตั้งอยู่ในเมือง ที่ไม่เคยมีประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์และที่ไม่เคยมีประสบการณ์การใช้สารเสพติดมีสัดส่วนของเจตคติต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ มีสัดส่วนอยู่ในกลุ่มสูงมากกว่ากลุ่มต่ำ

    ตอบลบ
  37. 3.3 ด้านการปฏิบัติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์
    ระดับการปฏิบัติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ของนักเรียน นักศึกษา ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จำนวน 286 คน อยู่ในกลุ่มที่ปฏิบัติไม่ถูกต้องคิดเป็นร้อยละ 74.90 ส่วนที่ปฏิบัติถูกต้อง มีเพียง 96 คน คิดเป็นร้อยละ 25.10 สัดส่วนของการปฏิบัติ กลุ่มตัวอย่างเพศชายมีการปฏิบัติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ อยู่ในกลุ่มปฏิบัติถูกต้องมากกว่าเพศหญิงกลุ่มตัวอย่างระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง มีสัดส่วนเจตคติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ของระดับการศึกษาที่มีการปฏิบัติถูกต้องมากที่สุด รองลงมา คือ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายส่วนกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษามรสถานศึกษาที่ตั้งอยู่นอกเมือง ที่ไม่เคยมีประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์และที่ไม่เคยมีประสบการณ์การใช้สารเสพติด มีสัดส่วนการปฏิบัติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์อยู่ในกลุ่มปฏิบัติถูกต้องมากกว่าไม่ถูกต้อง
    4. การเปรียบเทียบ ระดับการรับรู้กระบวนการให้การศึกษาในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์
    เพศชายและเพศหญิง มีค่าเฉลี่ยของการรับรู้กระบวนการให้การศึกษาในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ กลุ่มตัวอย่างที่สถานศึกษาตั้งอยู่ในเมืองและนอกเมือง มีค่าเฉลี่ยของการรับรู้กระบวนการให้การศึกษาในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยกลุ่มตัวอย่างที่สถานศึกษาตั้งอยู่ในเมือง มีการรับรู้โดยเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มตัวอย่างที่สถานศึกษาตั้งอยู่นอกเมือง กลุ่มตัวอย่างที่ไม่เคยมีประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์และที่เคยมีประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์ มีค่าเฉลี่ของการรับรู้กระบวนการให้การศึกษาในการป้องกันและแก้ไข
    ปัญหาเอดส์ แตกต่างกันอย่างไม่นัยสำคัญทางสถิติ กลุ่มตัวอย่างที่ไม่เคยมีประสบการณ์การใช้สารเสพติดกับกลุ่มที่เคยมีประสบการณ์การใช้สารเสพติด มีค่าเฉลี่ยของการรับรู้กระบวนการการให้การศึกษาในการ
    ป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ค่าเฉลี่ยของการรับรู้กระบวนการให้การศึกษาในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ของนักเรียน นักศึกษาในระดับต่าง ๆ โดยภาพรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
    5. การเปรียบเทียบระดับความรู้ความเข้าใจ เจตคติ และการปฏิบัติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์
    5.1 ความรู้ความเข้าใจในเรื่องการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์
    กลุ่มตัวอย่างที่เพศ ที่ตั้งสถานศึกษา ประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์ และประสบการณ์การใช้สารเสพติดต่างกัน มีค่าเฉลี่ของความรู้ความเข้าใจในเรื่องการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนระดับการศึกษามีความรู้ความเข้าใจในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ
    5.2 เจตคติต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์
    กลุ่มตัวอย่างเพศที่ตั้งของสถานศึกษา มีค่าเฉลี่ยของเจตคติต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยกลุ่มตัวอย่างเพศหญิง มีค่าเฉลี่ของเจตคติต่อการป้องและแก้ไขปัญหาเอดส์สูงกว่าเพศชาย กลุ่มตัวอย่างที่สถานศึกษาตั้งอยู่นอกเมือง มีค่าเฉลี่ยของเจตคติติดต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์สูงกว่าในเมือง ส่วนกลุ่มตัวอย่างประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์ และกลุ่มตัวอย่างประสบการณ์การใช้สารเสพติด มีค่าเฉลี่ยของเจตคติติดต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติส่วนระดับการศึกษามีเจคติต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
    5.3 การปฏิบัติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์
    กลุ่มตัวอย่างเพศ ประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์และประสบการณ์การใช้สารเสพติด มีการปฏิบัติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยกลุ่มตัวอย่างเพศหญิงมีค่าเฉลี่ยของการปฏิบัติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์สูงกว่าเพศชาย ที่ไม่เคยมีประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์ และที่ไม่เคยมีประสบการณ์การใช้สารเสพติด มีค่าเฉลี่ยของการปฏิบัติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์สูงกว่า ส่วนกลุ่มตัวอย่างที่ตั้งของสถานศึกษา มีค่าเฉลี่ของการปฏิบัติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ และระดับการศึกษามีการปฏิบัติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

    ตอบลบ
  38. ข้อเสนอแนะจากการวิจัย
    1. ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ
    1.1 ด้านเนื้อหาสารและหลักสูตรการเรียนการสอน ควรมุ่งเน้นให้นักเรียนนักศึกษาเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หรือการปฏิบัติที่ถูกต้อง
    1.2 ด้านกิจกรรมการเรียนรู้ ควรมีการจัดกิจกรรมทางการศึกษาที่หลากหลายด้วยการบูรณาการเนื้อหาสาระและหลักสูตรการเรียนการสอนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ร่วมกับกลุ่มวิชา
    ต่าง ๆ รวมทั้งกิจกรรมเสริมหลักสูตร
    1.3 ด้านสื่อการเรียนรู้ ควรมีการจัดทำสื่อโทรทัศน์เผยแพรสาระความรู้ และแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ โดยมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายเฉพาะคือนักเรียน นักศึกษาและให้สามารถนำไปใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ในสถานศึกษาได้อย่างเหมาะสม
    2. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
    2.1 สถานศึกษาควรมีนโยบายในการเฝ้าระวังพฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์ และพฤติกรรมการใช้สารเสพติดของนักเรียน นักศึกษา และเผยแพร่ข้อมูลให้นักเรียน นักศึกษาได้รับรู้ถึงสภาพปัญหา ความรุนแรง และมีทางเลือกในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์
    2.2 กระทรวงศึกษาธิการควรกำหนดนโยบายในการจัดการศึกษา เฝ้าระวัง และติดต่อสถานการณ์ของเอดส์ โดยมีเครื่องมือที่สามารถประมวลผลในภาพรวม ที่บ่งชี้ให้เห็นถึงสภาพความรุนแรง และทางเลือกในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์
    3. ข้อเสนอแนะในการวิจัย
    3.1 สถานศึกษาควรมีการศึกษาสภาพ ปัจจัย และพฤติกรรมของนักเรียน นักศึกษา และจำแนกนักเรียน นักศึกษาเป็นกลุ่มเสี่ยง และกลุ่มปกติ เพื่อจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมสำหรับนักเรียน นักศึกษาแต่ละกลุ่ม
    3.2 ควรมีการศึกษาและพัฒนารูปแบบการเฝ้าระวัง และให้ความรู้ความเข้าใจ ใน การป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์สำหรับนักเรียน นักศึกษาที่เหมาะสมกับวัย
    3.3 ควรมีการศึกษาทัศนคติ ค่านิยมในการมีเพศสัมพันธ์ของนักเรียน นักศึกษาทั้งในมิติด้านพฤติกรรมศาสตร์ และสังคมศาสตร์ เพื่อให้ได้ข้อมูลสำหรับการวางแผน ป้องกัน และแก้ไขปัญหาเอดส์ได้อย่างเหมาะสม

    ตอบลบ
  39. ซื่องานวิจัย การพัฒนาแบบฝึกการเขียนเชิงสร้างสรรค์สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดปทุมธานี
    ผู้วิจัย นางสมใจ กงเติม
    ปี พ.ศ. 2543
    บทคัดย่อ
    การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ พัฒนาแบบฝึกการเขียนเชิงสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนชั้นประถมปีที่ 5 สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดปทุมธานี โดยผู้วิจัยพัฒนาและหาประสิทธิภาพแบบฝึกการเขียนเชิงสร้างสรรค์ จำนวน 4 ชุด ได้แก่ แบบฝึกการสร้างคำแบบฝึกการเขียนประโยค แบบฝึกการเขียน สำนวน สุภาษิต คำพังเพย และแบบฝึกการเขียนเรื่อง โดยแบบฝึกที่สร้างขึ้นทุกชุด มีความเหมาะสมที่จะนำไปใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีค่าคะแนนเฉลี่ยระหว่าง 0.30 – 1.00 และประสิทธิภาพ 87.79/85.50 และนำไปใช้กับนักเรียนโดยใช้แบบแผนการวิจัยแบบ Randomized group pretest - posttest design กลุ่มละ 30 คน พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ .05 และเมื่อประเมินความคิดเห็นในการใช้แบบฝึกในด้าน ปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิตจากนักเรียนที่ใช้แบบฝึกการเขียนเชิงสร้างสรรค์ จำนวน 30 คน มีความเห็นว่าแบบฝึกมีความเหมาะสมปานกลางถึงเหมาะสมมาก

    ตอบลบ
  40. ซื่องานวิจัย (ภาษาไทย) การพัฒนาทักษะการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้สื่อใกล้ตัว
    ผู้วิจัย นางอัสนี พ่วงสะอาด
    ปี พ.ศ. 2544
    บทคัดย่อ
    งานวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการพัฒนาทักษะการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่สอนโดยใช้สื่อใกล้ตัวกับการสอนปกติ
    กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดทีมุขาราม สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอปลายพระยา จังวัดกระบี่ จำนวน 38 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม เท่า ๆ กันกลุ่มละ 19 คน ทำการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนทั้งสองกลุ่มโดยใช้แบบทดสอบชุดเดียวกัน จำนวน 30 ข้อ 30 คะแนน ใช้เวลาทดสอง 1 ภาคเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเฉลี่ยร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้ค่าที่ (t-test) ในการทดสอบสมมติฐาน
    ผลการวิจัยพบว่า
    1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนการสอนโดยวิธีปกติมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 14.11 คิดเป็นร้อยละ 47.03 อยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์ และหลังเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 17.26 คิดเป็นร้อยละ 57.53 อยู่ในระดับผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ
    2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนการสอนโดยใช้สื่อใกล้ตัวมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 14.58 คิดเป็นร้อยละ 48.60 อยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์ และหลังเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 20.21 คิดเป็นร้อยละ 67.37 อยู่ในระดับปานกลาง
    3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากวิธีสอนปกติ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
    4. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนการสอนโดยใช้สื่อใกล้ตัว หลังเรียนสูงกว่าก่นเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
    5. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยวิธีสอนโดยใช้สื่อใกล้ตัวสูงกว่านักเรียนที่เรียนด้วยสอนปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
    6. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนระหว่างวิธีสอนโดยใช้สื่อใกล้ตัวกับวิธีสอนปกติมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
    ข้อเสนอแนะ
    1. การสอนอ่านต้องให้นักเรียนฝึกอ่านบ่อย ๆ สม่ำเสมอทุกวัน โดยให้เริ่มอ่านคำจากรูปภาพไปสู่การอ่านคำที่ไม่มีรูปภาพ
    2. การฝึกความเข้าใจในการอ่าน ควรฝึกจากเรื่องที่ง่ายไปหาเรื่องยาก
    3. เมื่อนักเรียนอ่านคำได้ ควรให้นักเรียนสร้างคำใหม่ที่มีความหมาย โดยใช้โครงสร้างขอคำเดิม เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้คำและอ่านคำได้มากขึ้น

    ตอบลบ
  41. ซื่องานวิจัย ผลการใช้แบบฝึกทักษะการคิดคำนวณตามแนวเวทคณิตเรื่องการบวกและการลบ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
    ผู้วิจัย นางอาภาภรณ์ นันทัชพรพงศ์ และคณะ
    ปี พ.ศ. 2544
    บทคัดย่อ
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการคิดคำนวณตามแนวเวทคณิต เรื่องการบวกและการลบ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และเพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการคิดคำนวณตามแนวเวทคณิตเรื่องการบวกและการลบ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2543 โรงเรียนบ้านโป่งแดงน้ำฉ่าสามัคคี สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอขามทะเลสอ สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดนครราชสีมา จำนวน 32 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ใช้แบบแผนการทดลองแบบกลุ่มเดียว มีการทดสอบก่อนและหลังการทดลอง (One Group Pretest Posttest Design) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการสอนจำนวน 45 แผน แบบฝึกทักษะการคิดคำนวณตามแนวเวทคณิต จำนวน 45 เล่ม แบบทดสอบย่อย จำนวน 9 ฉบับ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 1 ฉบับ สถิติใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่า t (t-test)
    ผลการวิจัยพบว่า แบบฝึกทักษะการคิดคำนวณตามแนวเวทคณิตที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิ์ภาพเท่ากับ 86.64/80.95 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้ และคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางเรียนหลังเรียนสุงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01

    ตอบลบ
  42. ซื่องานวิจัย ปัญหาการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษาเขตการศึกษา 12
    ผู้วิจัย นายวิรัช กิมทรง
    ปี พ.ศ. 2545
    บทคัดย่อ
    การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ ศึกษาและเปรียบเทียบปัญหาการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 12 โดยศึกษาปัญหา 5 ด้าน คือ ด้านการจัดการเรียนการสอนด้านการบริบริหารโครงการด้านอาคารสถานที่ด้านการบำรุงรักษาอุปกรณ์ด้านการนิเทศตดตาม และประเมินผล ตัวแปรที่นำมาศึกษาในครั้งนี้ ได้แก่ เพศ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน
    กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้านี้ได้แก่ หัวหน้างานโสตทัศนศึกษา ครูผู้รับผิดชอบโครงการ และครูผู้สอนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษาเขตการศึกษา 12 ปี การศึกษา 2543 จำนวน 596 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นแบบสอบถามแบบเลือกตอบที่ผู้ศึกษาค้นค้า สร้างขึ้นเอง และนำแบบสอบถามไปหาค่าความเชื่อมั่นได้ 0.87 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ความถี่ คะแนนเฉลี่ย ร้อยละ และการหาค่าไค - สแควร์
    ผลการวิจัย พบว่า
    1. ด้านการจัดการเรียนการสอน มีปัญหาในเรื่องระยะเวลาในการจัดสอนซ่อมเสริมที่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้เรียนได้ในทันที ปัญหาการนำเข้าสู่บทเรียนและการใช้สื่อสิ่งพิมพ์ประกอบ การเรียนในการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ด่านการบริหารโครงการ มีปัญหาเรื่องการแต่งตั้งผู้รับผิดชอบโครงการและปัญหาการจัดทำแผนปฏิบัติการการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ด้านอาคารสถานที่ มีปัญหาในด้านการใช้อาคารสถานที่รับชมรายการปัญหาในด้านความสะดวกของการใช้สถานที่ในการจัดการเรียนการสอน การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ด้านการบำรุงรักษาอุปกรณ์ มีปัญหาในด้านการนิเทศติดตามกำกับเกี่ยวกับการบำรุงรักษาอุปกรณ์และการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการกำกับติดตามประเมินผล และการนิเทศติดตามและประเมินผลการดำเนินงานการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมของผู้บริหารโรงเรียน
    2. ผลการเปรียบเทียบปัญหาการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ในโรงเรียน มัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 12 ตามทัศนะของหัวหน้างานโสตทัศนศึกษา ครูผู้รับผิดชอบโครงการและครูผู้สอนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จำแนกตามเพศ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน ไม่แตกต่างกัน

    ตอบลบ
  43. ซื่องานวิจัย การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมเพื่อทักษะชีวิตด้านสารเสพติดของนักเรียนศึกษาอาชีวเกษตร
    ผู้วิจัย คุณบรรชร กล้าหาญ และคณะ
    ปี พ.ศ. 2543
    บทคัดย่อ
    การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงรูปแบบและวิธีการในการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมเพื่อทักษะชีวิตด้านสารเสพติดของนักศึกษาอาชีวเกษตร รูปแบบและวิธีการในการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษา ผลของการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมตลอดจนศึกษาปัจจัยและเงื่อนไขที่มีผลต่อการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ซึ่งกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาได้แก่นักศึกษาในโครงการปฏิรูปการศึกษาเกษตรเพื่อชีวิต ระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช. 3) จำนวน 20 คน จากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงใหม่ การศึกษาได้ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพจากการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ซึ่งกระทำโดยการนำเอาโปรแกรมทักษะชีวิต, เทคนิค PRA, AIC, การระดมความคิดเห็น,การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม รวมทั้งการสังเกตทั้งแบบมีส่วนร่วมและแบบไม่มีส่วนร่วม
    ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบของการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมประกอบด้วยการเรียนรู้แบบเป็นทางการโดยการจัดกิจกรรมการศึกษาอบรม โดยกำหนดหลักสูตรการฝึกอบรมอย่างชัดเจน เช่น การจัดโปรแกรมทักษะชีวิต การทำกิจกรรม AIVC เพื่อการกระตุ้นสำนึกรับผิดชอบและแสวงหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างเป็นระบบ และการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการจากการระดมพลังสมองเพื่อสะท้อนความคิดจากการเข้าร่วมกิจกรรมการสนทนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ทั้งจากการร่วมอภิปราย การสนทนากลุ่ม และการทำกิจกรรม PRA เพื่อวิเคราะห์และสร้างความตระหนักต่อสภาพปัญหารวมทั้งการเติบเต็มความรู้จากการศึกษาดูงาน ตลอดจนการเรียนรู้ตามอัธยาศัยซึ่งเป็นการเรียนรู้จากการปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มเพื่อนและสิ่งแวดล้อมด้าน ส่วนวิธีการในการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมประกอบด้วย การเรียนรู้ผ่านกระบวนการกลุ่มและการเรียนรู้ผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ทั้งนี้ขั้นตอนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมประกอบด้วย 4 ขั้นตอนคือการจัดประสบการณ์ซึ่งเป็นการประมาณประสบการณ์เดิมของนักศึกษาให้เชื่อมโยงกับการเรียนรู้ในสิ่งใหม่ การสะท้อนความคิดเห็นและการอภิปรายข้อคิดเห็นที่ได้รับจากการแบ่งปันประสบการณ์การเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อนำไปสู่การสร้างความเข้าใจและเกิดความคิดรวบยอด รวมทั้งการทดลองหรือประยุกต์แนวคิดซึ่งเป็นการกระตุ้นให้เกิดการนำเอาการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นไปประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันในลักษณะและสถานการณ์ต่าง ๆ จนเกิดเป็นแนวปฏิบัติของนักศึกษา นอกจากนี้ยังต้องสัมพันธ์กับองค์ประกอบทั้ง 3 ด้านของทักษะชีวิต คือทักษะพิสัย จิตพิสัยและพุทธิพิสัย
    สำหรับรูปแบบและวิธีการในการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษา ประกอบด้วยกระบวนการในการขัดเกลาทางสังคมในลักษณะของการขัดเกลาทางตรง กรขัด
    เกลาแบบบูรณาการ และการขัดเกลาทางอ้อม รวมทั้งการจัดกิจกรรมในรูปแบบของกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์

    ตอบลบ
  44. ผลจากการเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ทำให้นักศึกษาเกิดความตระหนักในตนเองสามารถวิเคราะห์ถึงสถานภาพ ข้อดี ข้อจำกัดของตนเอง สามารถจัดการกับตนเองในภาวะกดดันได้ โดยการคิดวิเคราะห์หาสาเหตุและแนวทางในการแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสม เกิดความเข้าใจและเห็นคุณค่าของผู้อื่นที่แตกต่างจากตนเองโดยเฉพาะผู้ที่ประสบปัญหาอันเนื่องมาจากปัญหาสารเสพติด นำไปสู่ความภูมิใจในตนเองและสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมและเข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันแก้ไขปัญหาสารเสพติดจากการทำหน้าที่อาสาสมัครเพื่อสื่อสารความรู้เรื่องสารเสพติดให้แก่เพื่อนทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษา ซึ่งผลของการทำหน้าที่อาสาสมัครทำให้นักศึกษาสามารถพัฒนาทักษะในการสร้างสัมพันธภาพและการสื่อสาร รวมทั้งสามารถจัดการกับอารมณ์และความเครียดของตนเองได้ด้วย
    สำหรับปัจจัยเงื่อนไขที่มีผลต่อการเรียนรู้ประกอบด้วยคุณลักษณะส่วนบุคคลอันเกิดจากความสนใจและความสามารถทางสติปัญญาในการคิดวิเคราะห์อย่างเชื่อมโยง หลอมรวมกับคุณลักษณะของความเป็นผู้นำที่มีความสามารถในการควบคุมตนเอง และความสำนึกรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม เกิดเป็นแรงจูงใจในการเข้าร่วมกิจกรรม เช่นเดียวกับความรู้สึกคาดหวังต่อการกระทำของตนเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยังได้รับแรงสนับสนุนจากสังคม จากการแสดงออกซึ่งการยอมรับในการแสดงพฤติกรรมจากบุคคลแวดล้อม ประกอบกับการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลายและเน้นการมีส่วนร่วม ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้คิดได้ทำ ได้สร้างสรรค์ และสรุปสาระของการเรียนรู้ร่วมกัน อีกทั้งจากบริบทของสถานศึกษาเกี่ยวกับที่พักอาศัยของนักศึกษาและลักษณะกิจกรรมการเรียนการสอนตามหลักสูตรของสถานศึกษา และด้วยการเลือกใช้ช่วงเวลาที่เหมาะสมสอดคล้องกับบริบทของผู้เรียน ทำให้ได้รับการร่วมมือในการทำกิจกรรมเพื่อพัฒนาการเรียนรู้

    ตอบลบ
  45. ซื่องานวิจัย การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง “โครงสร้างของดอก” สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนคงทองวิทยา
    ผู้วิจัย นางสาวสุภัคสิริ อ้นแพ และ นายผจญ รุ่งอรุณเลิศ
    ปี พ.ศ. 2544
    บทคัดย่อ
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง “โครงสร้างของดอก” ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 90/90 เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ระหว่างกลุ่มที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนกับกลุ่มที่เรียนด้วยวิธีการสอนปกติ และศึกษาเจตคติของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
    กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2544 โรงเรียนคงทองวิทยา จำนวน 160 คน โดยแบ่งการทดสองออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนกับกลุ่มที่เรียนด้วยวิธีการสอนปกติ กลุ่มละ 80 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง “โครงสร้างของดอก” 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบวัดเจตคติ ทำการทดลองโดยการทดสอบก่อนเรียน แล้วจึงเรียนด้วยวิธีสอนแต่ละวิธี เมื่อสิ้นสุดการเรียนการสอนให้นักเรียนทำแบบทดสอบและกลุ่มที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์สอนตอบแบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test และ z-test
    ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของกลุ่มที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนกับกลุ่มที่เรียนด้วยวิธีการสอนปกติ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น .01 โดยนักเรียนกลุ่มที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนที่เรียนด้วยวิธีการสอนปกติ 2) นักเรียนกลุ่มที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน คิดเป็นร้อยละ 95.27 3) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง “โครงสร้างของดอก” มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 90/90.10 สามารถนำไปใช้ประกอบการเรียนการสอนและศึกษาด้วยตนเองได้

    ตอบลบ
  46. ซื่องานวิจัย การสังเคราะห์งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาของสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดชัยภูมิ
    ผู้วิจัย นายประยงค์ มาแสง
    ปี พ.ศ. 2543
    บทคัดย่อ
    การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพและสังเคราะห์งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาของสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดชัยภูมิ ที่พิมพ์เผยแพร่ระหว่างปี พ.ศ. 2533 - 2543 โดยการสังเคราะห์เชิงคุณลักษณะด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหาเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสำรวจงานวิจัย แบบประเมินงานวิจัยด้วยตนเองและแบบสรุปรายงานการวิจัย ได้งานวิจัยที่ผ่านเกณฑ์การประเมินจำนวน 128 เรื่อง สำหรับทำการสังเคราะห์
    สรุปผลการวิจัย
    1) สภาพงานวิจัย ร้อยละ 19.55 พิมพ์เผยแพร่ในปี พ.ศ. 2543 ร้อยละ 96.24 เป็นวิทยานิพนธ์ ซึ่งร้อยละ 51.13 ผลิตจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น และร้อยละ 31.58, 6.02 ผลิตจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม และมหาวิทยาลัยนเรศวร ตามลำดับร้อยละ 65.41 เป็นงานวิจัยเชิงสำรวจ และร้อยละ 34.59 เป็นงานวิจัยเชิงทดลอง จำแนกตามเนื้อหาด้านการบริหารการศึกษา คิดเป็นร้อยละ 37.59 ด้านการนิเทศการศึกษา ร้อยละ 4.51 และด้านการจัดการเรียนการสอน ร้อย 57.90
    2) งานวิจัยการบริหารการศึกษา พบเนื้อหาเกี่ยวกับลักษณะพฤติกรรมและการปฏิบัติงานของหัวหน้าการประถมศึกษาอำเภอ การปฏิบัติงานของผู้บริหารโรงเรียนการใช้หลักสูตรประถมศึกษา การปฏิรูปการศึกษา มาตรฐานโรงเรียน โครงการขยายโอกาสทางการศึกษา การใช้คอมพิวเตอร์และห้องปฏิบัติการ การดำเนินงานบริหารทั่วไป การดำเนินงานการเงินและพัสดุ คณะกรรมการการประถมศึกษาอำเภอ คณะกรรมการโรงเรียนศูนย์วิชาการกลุ่มโรงเรียน โครงการอาหารกลางวัดและโครงการเศรษฐกิจพอเพียง ผลงานทางวิชาการ และการพัฒนาบุคลากร
    3) งานวิจัยด้านการนิเทศการศึกษา พบเนื้อหาเกี่ยวกับสภาพ ปัญหาความต้องการ และการปฏิบัติการนิเทศ
    4) งานวิจัยด้านการเรียนการสอน พบเนื้อหาเกี่ยวกับการจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา การเรียนการสอนวิชาภาษาไทย วิชาคณิตศาสตร์ กลุ่มสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต กลุ่มการงานและพื้นฐานอาชีพ วิชาภาษาอังกฤษ วิชาจริยศึกษา วิชาศิลปศึกษา วิชาลูกเสือ-ยุวกาชาด วิชาสังคมศึกษา การแนะแนวและให้คำปรึกษาหลักสูตรและภูมิปัญญาท้องถิ่น และพัฒนาการเด็ก
    5) ผลการสังเคราะห์งานวิจัยเชิงสำรวจพบสภาพ ปัญหา ความต้องการผลการเปรียบเทียบและความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่ศึกษาตามลักษณะกิจกรรมและเนื้อหาสามารถพัฒนาการเรียนรู้ ทักษะและพฤติกรรมต่าง ๆ ของนักเรียนให้สูงขึ้น
    6) ผลการสังเคราะห์เชิงทดลองพบผลการใช้นวัตกรรมที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นสามารถพัฒนาการเรียนรู้ ทักษะและพฤติกรรมต่าง ๆ ของนักเรียนให้สูงขึ้น

    ตอบลบ
  47. ซื่องานวิจัย แหล่งการเรียนรู้แบบบูรณาการในพื้นที่โดยรอบโรงเรียนศรีวิชัยวิทยา อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม
    ผู้วิจัย นายประพัฒน์ วรทรัพย์
    ปี พ.ศ. 2546
    บทคัดย่อ
    การศึกษาวิจัย เรื่อง แหล่งการเรียนรู้แบบบูรณาการในพื้นที่โดยรอบโรงเรียนศรีวิชัยวิทยาอำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประเภทและจำนวนแหล่งการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการในพื้นที่ศึกษา และเพื่อวิเคราะห์รูปแบบการจัดการศึกษาแบบบูรณาการที่เน้นนักเรียนเป็นสำคัญ และเพื่อวิเคราะห์รูปแบบการจัดการศึกษาแบบบูรณาการที่เน้นนักเรียนเป็นสำคัญ และการมีส่วนร่วมของชุมชน ด้วยการวิจัยเอกสาร การสำรวจ และการวิจัยเชิงคุณภาพ และการมีส่วนร่วมของชุมชน ด้วยการวิจัยเอกสาร การสำรวจ และการวิจัยเชิงคุณภาพ รายงานผลการวิจัยด้วยการพรรณนาวิเคราะห์ โดยมีขอบเขตพื้นที่ในการศึกษาเป็นรัศมีระยะ 5 กิโลเมตรจากโดรงเรียนศรีวิชัยวิทยา จากการศึกษาพบว่า
    แหล่งการเรียนรู้รอบโรงเรียนศรีวิชัยวิทยาแต่ละแห่งมีความเหมาะสมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยการบูรณาการกับกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ แตกต่างกันไป จำแนกประเภทของแหล่งการเรียนรู้แบบบูรณาการออกเป็น 5 ปะเภท โดยแต่ละประเภทมีจำนวนแหล่งการเรียนรู้ดังนี้ แหล่งการเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์ท้องถิ่น จำนวน 8 แหล่ง แหล่งการเรียนรู้ด้านศาสนาศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น จำนวน 12 แหล่ง แหล่งการเรียนรู้ทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จำนวน 4 แหล่ง แหล่งการเรียนรู้ด้านการประกอบอาชีพที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นจำนวน 8 แหล่ง แหล่งการเรียนรู้ด้านวิทยาการสมัยใหม่ จำนวน 9 แหล่ง จำนวนแหล่งการเรียนรู้ทั้งหมดที่ศึกษาในแต่ละประเภทเมื่อรวมแหล่งการเรียนรู้ที่มีชื่อซ้ำอยู่ในแหล่งอื่น ๆ ด้วยมีจำนวนทั้งสิ้น 33 แหล่งการเรียนรู้ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในแหล่งการเรียนรู้แบบบูรณาการเป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นนักเรียนเป็นสำคัญและการมีส่วนร่วมของชุมชน จะส่งผลให้นักเรียนเป็นคนเก่ง ดีอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข
    รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้ผู้เรียนสร้างความรู้ใหม่จากกระบวนการคิดและการลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง เป็นไปตามความต้องการของผู้เรียน ด้วยกิจกรรมที่ผสมผสานและเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา โดยมีการวางแผนในการกำหนดโครงการร่วมกันระหว่างสถานศึกษา ครูผู้สอน และชุมชนที่เกี่ยวข้อง สำหรับการดำเนินงานของโรงเรียนศรีวิชัยวิทยาสามารถดำเนินการได้ในขั้นตอนการจัดการเรียนรู้โดยครูผู้สอน ซึ่งสามารถจัดการเรียนรู้ได้ทั้งบูรณาการแบบคู่ขนาน บูรณาการแบบสหวิทยาการ และบูรณาการแบบโครงการ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการจัดทำแผนการเรียนรู้สถานศึกษาเป็นสำคัญ

    ตอบลบ
  48. ซื่องานวิจัย การสร้างแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำยากในวิชาภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
    ผู้วิจัย นางกรวิการ์ รื่นรมย์
    ปี พ.ศ. 2543
    บทคัดย่อ
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำยากในวิชาภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และนำไปหาประสิทธิภาพกับนักเรียนเป็นจำนวน 3 ครั้ง นักเรียนรายบุคคลจำนวน 5 คน เป็นกลุ่มย่อยจำนวน 10 คน เป็นกลุ่มย่อยจำนวน 10 คน เป็นกลุ่มใหญ่ จำนวน 73 คน ในปีการศึกษา 2543 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ในการเขียนสะกดคำยากและความคงทนในการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่สอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำยากกับการสอนโดยใช้วิธีสอนตามคู่มือครูได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดระยองจำนวนทั้งสิ้น 288 คน กลุ่มตัวอย่างได้มาจากการสุ่มอย่างง่ายเป็นนักเรียนโรงเรียนวัดชากผักกูด จำนวน 5 คน โรงเรียนนิคมสร้างตนเองจังหวัดระยอง 3 จำนวน 10 คน โรงเรียนนิคมสร้างตนเองจังหวัดระยอง 1 จำนวน 73 คน
    เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำยากและแบบวัดความสามารถในการเขียนสะกดคำยาก วิเคราะห์ข้อมูลโดยการประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำยาก 3 ครั้ง โดยใช้เกณฑ์ 80/80 เกณฑ์ 80 ตัวแรก หมายถึง ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทั้งกลุ่มที่ทำแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำยากได้ถูกต้อง เกณฑ์ 80 ตัวหลังหมายถึง ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทั้งกลุ่มที่ทำแบบวัดความสามารถในการเขียนสะกดคำยากหลังเรียนได้ถูกต้องและใช้การทดสอบค่าที่ (t – test) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ในการเขียนสะกดคำยากก่อนและหลังการทำแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำยากและวัดความคงทนในการเรียนรู้
    ผลการวิจัยพบว่าแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำยากมีประสิทธิภาพ 92.05/81.55 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 ผลสัมฤทธิ์ในการเขียนสะกดคำยากและความคงทนในการเรียนรู้ระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยนักเรียนกลุ่มทดลองที่ได้รับการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำยากมีผลสัมฤทธิ์ในการเขียนสะกดคำยากและความคงทนในการเรียนรู้สูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมที่ได้รับการสอนโดยใช้วิธีสอนตามคู่มือครู

    ตอบลบ
  49. ซื่องานวิจัย การศึกษาผลกระทบของการพัฒนาผู้บริหารการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการที่มีต่อสถานศึกษาสังกัดกรมอาชีวศึกษา
    ผู้วิจัย รองศาสตราจารย์ ดร.อุทัย บุญประเสริฐ และคณะ
    ปี พ.ศ. 2539
    บทคัดย่อ
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของการพัฒนาผู้บริหารการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการที่มีต่อสถานศึกษาสังกัดกรมอาชีวศึกษา ในด้านประสิทธิภาพการบริหารการศึกษา ด้านคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา และระบบย่อยภายในองค์การของสถานศึกษาในสังกัดกรมอาชีวศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดกรมอาชีวศึกษาทีได้เข้าร่วมโครงการพัฒนาผู้บริหารการศึกษาตามแผนพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาระดับสูง สังกัดกรมอาชีวศึกษา ระหว่างปีงบประมาณ 2529 – 2537 และเป็นผู้ที่ปฏิบัติงานอยู่ในสถานศึกษาในปีการศึกษา 2538 จำนวน 82 คน ผลการวิจัยปรากฏว่า
    1. โดยภาพรวมแล้วประสิทธิภาพในการบริหารของสถานศึกษา อยู่ในระดับมีประสิทธิภาพมาก และความมีประสิทธิภาพนั้นเป็นผลมาจากการที่ผู้บริหารผ่านการฝึกอบรมในโครงการพัฒนาผู้บริหารการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในระดับมาก ส่วนที่ส่งผลมากชัดเจนคือการส่งผลในงานด้านการส่งเสริมการศึกษา
    2. คุณภาพของสถานศึกษา เมื่อพิจารณาโดยภาพรวมแล้ว ปรากฏว่ามีคุณภาพอยู่ในระดับปานกลาง และผลกระทบที่เกิดจากการที่ผู้บริหารสถานศึกษาผ่านการฝึกอบรมเมื่อพิจารณาโดยรวมก็อยู่ระดับปานกลางเช่นเดียวกัน แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดเป็นการเฉพาะ พบว่ามีการส่งผลกระทบในระดับมาก ในองค์ประกอบด้านกระบวนการและด้านผลลัพธ์ทางการศึกษา
    3. สถานศึกษามีการเปลี่ยนแปลงในระดับมาก ทั้งโดยรวมและในระบบย่อยแต่ละระบบทุกระบบย่อย การผ่านการฝึกอบรมในโครงการนี้มีผลโดยตรงในระดับมากต่อการเปลี่ยนแปลงของระบบย่อยต่าง ๆ ภายในของสถานศึกษาสังกัดกรมอาชีวศึกษา

    ตอบลบ
  50. ซื่องานวิจัย รายงานการจัดทำหลักเกณฑ์การประเมินงานด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพงานวิจัยของกระทรวงศึกษาธิการ
    ผู้วิจัย -
    ปี พ.ศ. 2543
    บทคัดย่อ
    รายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำหลักเกณฑ์การประเมินงานด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพงานวิจัยของกระทรวงศึกษาธิการ ประกอบด้วยหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ดังนี้
    1) การวิเคราะห์เค้าโครงการวิจัยประจำปีของกระทรวงศึกษาธิการ
    2) การพิจารณาเค้าโครงการวิจัยในการให้ทุนอุดหนุนการวิจัย
    3) การตรวจรายงานผลการวิจัยในการให้ทุนอุดหนุนการวิจัย
    4) การคัดเลือกผลงานวิจัยดีมีคุณภาพของกระทรวงศึกษาธิการ
    ประชากร คือ เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการวิจัยและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการประเมินงานวิจัยของหน่วยงานและสถานศึกษาต่าง ๆ ที่ทำหน้าที่ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพงานวิจัยในกระทรวง ทบวง กรม ซึ่งในการศึกษาจากกลุ่มตัวอย่าง ด้วยการเลือกแบบเจาะจงได้แก่ เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการวิจัยและเอกสารที่เกี่ยวข้องจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ และมหาวิทยาลัยรามคำแหง
    เครื่องมือและการเก็บรวบรวมข้อมูล สร้างเครื่องมือขึ้นจากการหลอมรวมความคิดทฤษฎีต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับบทบาทและภาระหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นข้อคำถามปลายเปิด เนื่องจากในการจัดทำหลักเกณฑ์การแระเมินงานด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพงานวิจัยครั้งนี้ มี 4 หลักเกณฑ์ คือ การวิเคราะห์เค้าโครงการวิจัยประจำปี การพิจารณาเค้าโครงการวิจัยที่ขอรับทุน การตรวจรายงานผลการวิจัยที่ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัย และการคัดเลือกผลงานวิจัยดีมีคุณภาพ จึงสร้างเครื่องมือเป็นแบบสำรวจข้อมูลจากเอกสาร 4 แบบ ตรวจสอบเครื่องมือโดยให้นักวิชาการพิจารณาในความแม่นตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) เก็บรวบรวมข้อมูลโดยศึกษาจากเอกสารที่รวบรวมได้จากหน่วยงานที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง โดยการติดต่อขอเอกสารทางไปรษณีย์ และสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง แล้วนำมาสรุปตามกรอบความคิด หรือตามแบบสำรวจข้อมูลในแต่ละหลักเกณฑ์ดังกล่าว
    การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) และทำการสรุปผลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive statistics)
    ขั้นตอนกาจัดทำหลักเกณฑ์การประเมิน ในการจัดทำหลักเกณฑ์การประเมินครั้งนี้ มีขั้นตอนการดำเนินงานสำคัญในแต่ละหลักเกณฑ์ประกอบด้วย
    1. วางแผนพัฒนาคุณภาพงานวิจัยของกระทรวงศึกษาธิการ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการวิจัย ใน 3 ลักษณะ คือเกี่ยวกับการเสนอของงบประมาณโครงการวิจัยประจำปีผ่านสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติตามมติคณะรัฐมนตรี (1 ฉบับ) การให้ทุนอุดหนุนการวิจัย (2 ฉบับ) และเกี่ยวกับการคัดเลือกผลงานวิจัยดีมีคุณภาพเพื่อเผยและยกย่องเชิดชูเกียรติ (1 ฉบับ) โดยการกำหนดรูปแบบของหลักเกณฑ์การประเมิน กำหนดสภาพปัจจุบันและปัญหากำหนดวัตถุประสงค์ กำหนดประชากรกลุ่มตัวอย่าง การสร้างเครื่องมือ การเก็บรวบรวมข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล
    2. ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมคุณภาพงานวิจัยอย่างหลากหลาย ทั้งเอกสารหลักเกณฑ์การประเมิน ตำราการวิเคราะห์โครงการวิจัย กรตรวจรายงานผลการวิจัยเพื่อนำมาสร้างกรอบความคิดในการดำเนินงานและเกี่ยวกับการคัดเลือกผลงานวิจัยเพื่อการเผยแพร่
    3. สร้างกรอบความคิดที่ใช้ในการกำหนดหลักเกณฑ์การประเมินแต่ละฉบับ เพื่อกำหนดกรอบให้ครอบคลุมเนื้อหาที่จะทำการประเมิน และสอดคล้องกับบทบาทของกระทรวงศึกษาธิการ
    4. จัดทำร่างหลักเกณฑ์การประเมิน 4ฉบับ ทั้งการวิเคราะห์เค้าโครงการวิจัยประจำปี การตรวจสอบโครงการวิจัยที่ขอรับทุน การตรวจรายงานผลการวิจัยที่ได้รับทุน และการคัดเลือกผลงานวิจัยดีมีคุณภาพ

    ตอบลบ
  51. 5. ตรวจสอบความแม่นตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยขอความอนุเคราะห์จากนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ นำไปทดลองใช้และปรับปรุงแก้ไขให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
    6. ปรับปรุงร่างหลักเกณฑ์ทั้ง 4 ฉบับ โดยนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะทำงานเพื่อพิจารณาทุนอุดหนุนการวิจัยด้วยการตรวจสอบฉบับละ 3 ครั้ง แล้วนำเสนอคระกรรมการวิจัยการศึกษา การศาสนา และการวัฒนาธรรมของกระทรวงศึกษาธิการให้ความเห็นชอบ
    7. จัดพิมพ์เผยแพร่ไปยังหน่วยงานทางการศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ 665 หน่วยงานทั่วประเทศได้ใช้ประโยชน์
    ผลการศึกษาได้เสนอสระสำคัญของประเด็นที่จะทำการปะเมินในแต่ละหลักเกณฑ์ดังนี้
    ก. หลักเกณฑ์การวิเคราะห์เค้าโครงการวิจัยประจำปีของกระทรวงศึกษาธิการ เป็นการสร้างเกณฑ์การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในเบื้องต้นของเค้าโครงการวิจัยที่จะของบประมาณประจำปี ผ่านสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ โดยใช้เกณฑ์การจัดอันดับ (Rating Scale) มาประกอบการวิเคราะห์ มีสาระสำคัญดังนี้
    1. คุณค่าเค้าโครงการวิจัยในเชิงนโยบาย พิจารณาจากความสอดคล้องกับนโยบายและแผนพัฒนาทางการศึกษาของรัฐบาล สภาพปัญหาและการพัฒนาตามสถานการณ์ทางการศึกษา ตลอดจนความเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหา และพิจารณาจากความซ้ำซ้อนหรือความคล้ายกันของโครงการวิจัยที่ดำเนินการมาแล้ว
    2. คุณค่าของเค้าโครงการวิจัยด้านระเบียบวิธีวิจัย พิจารณาจากความสอดคล้องของวัตถุประสงค์กับปัญหาที่ทำการวิจัย ความเหมาะสมของหลักการและเหตุผล และความเหมาะสมของขั้นตอนของการดำเนินงานวิจัย
    3. ประโยชน์ที่จะได้จากการวิจัย พิจารณาจากการนำไปกำหนดนโยบายหรือนำไปวางแผนทางการศึกษา การนำไปใช้ในทางปฏิบัติจริง และคุณค่าทางวิชาการเกี่ยวกับการหาข้อสรุปใหม่ทางการศึกษา
    ข. หลักเกณฑ์การพิจารณาเค้าโครงการวิจัยที่ขอรับทุนอุดหนุนการวิจัยของกรทรวงศึกษาธิการ โดยใช้เกณฑ์การจัดอันดับ (Rating Scale) มาประกอบการพิจารณา มีสาระสำคัญดังนี้
    1. ชื่อโครงการมีความกะทัดรัดครอบคลุมใช้ภาษาได้ถูกต้องตามสาขาวิชา ความสำคัญและที่มาของปัญหา สามารถชี้ประเด็นได้ชัดเจนวิเคราะห์ได้สอดคล้องกับแนวคิดทฤษฎี มีการศึกษาเอกสารแนวคิดทฤษฎีได้กะทัดรัด และมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน สอดคล้องกับปัญหาและตอบคำถามได้
    2. เลือกใช้ระเบียบวิธีวิจัยได้เหมาะสมกับการแก้ปัญหา กำหนดแบบแผนได้สอดคล้องกับการแก้ปัญหา ขั้นตอนการวิจัยชัดเจน เครื่องมือถูกต้อง และสถิติที่ใช้เหมาะสมกับแบบแผนการวิจัย
    3. ผลที่ได้รับสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในทางปฏิบัติได้ สอดคล้องกับการแก้ปัญหาและเกิดคุณค่าทางวิชาการ
    4. การอ้างอิงเขียนได้ถูกต้องตามหลักสากลที่ยอมรับได้และครบถ้วน
    5. แผนการดำเนินงานและงบประมาณเหมาะสมกับการดำเนินงานและความพร้อมของผู้วิจัยเอื้อต่อการทำวิจัยให้ประสบความสำเร็จได้
    ค. หลักเกณฑ์การตรวจรายงานการวิจัยที่ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยใช้เกณฑ์การผ่านหรือไม่ผ่าน ในแต่ละตอน ซึ่งมี 4 ตอน ใช้ความเชี่ยวชาญของผู้ทรงคุณวุฒิเป็นสำคัญ มีสาระสำคัญดังนี้
    1. ความสำคัญและขอบเขตของเรื่องที่วิจัยชี้ให้เห็นถึงความสำคัญได้ชัดเจนสมเหตุสมผล การอ้างอิงและกำหนดกรอบความคิดในการวิจัยได้เหมาะสมกับเรื่องที่วิจัย
    2. วิธีดำเนินการวิจัยและแบบแผนการวิจัยกำหนดได้สอดคล้องกับการแก้ปัญหาการวิเคราะห์ข้อมูลและการใช้สถิติได้เหมาะสมที่จะตอบคำถามได้ และแปลผลได้ถูกต้อง ตลอดจนสรุปอภิปรายผลได้น่าสนใจและเชื่อถือได้
    3. การอ้างอิงดำเนินการได้ถูกต้องตามหลักสากลที่ยอมรับได้ การใช้ภาษาโดยทั่วไปได้เหมาะสมกะทัดรัด ความต่อเนื่องของการเขียนรายงานได้เชื่อมโยงทุกตอน
    ง. หลักเกณฑ์การคัดเลือกผลงานวิจัยดีมีคุณภาพ ใช้ระดับคุณภาพ 4 ระดับ มีสาระสำคัญดังนี้
    1. ชื่อรายงานวิจัยมีความชัดเจน กะทัดรัดเข้าใจง่าย ครอบคลุมเนื้อหา วัตถุประสงค์จำเพาะเจาะจง สามารถตอบคำถามได้ ความสำคัญและที่มาของปัญหามีความชัดเจนกล่าวถึงกันมาก จำเป็นต้องทำการวิจัยหาแนวทางแก้ไข
    2. มีการศึกษาแนวคิดทฤษฎีได้ครอบคลุมกับปัญหาของการวิจัย เสนอกรอบความคิดได้ชัดเจน ออกแบบการวิจัยได้เหมาะสมกับการแก้ปัญหา มีวิธีเลือกกลุ่มตัวอย่างที่เชื่อถือได้เครื่องมือเหมาะสม เก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลได้ถูกต้อง
    3. เสนอผลการวิจัยได้ครอบคลุม สรุปได้สมเหตุสมผลกับทฤษฎี ให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ ผลที่เกิดขึ้นนำไปแก้ปัญหาและประยุกต์ใช้ในหน่วยงานได้ ตลอดจนเกิดคุณค่า

    ตอบลบ
  52. ซื่องานวิจัย รูปแบบการจัดการกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติในโรงเรียนประถมศึกษา จังหวัดสงขลา
    ผู้วิจัย นางสาวจรรย์จรูญ ยอดศรี
    ปี พ.ศ. 2544
    บทคัดย่อ
    งานวิจัย เป็นการวิจัยรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติในโรงเรียนประถมศึกษา จังหวัดสงขลา โดยมีวัตถุประสงค์ 3 ประการคือ หารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพ ตามสุขบัญญัติแห่งชาติในโรงเรียนประถมศึกษา จังหวัดสงขลา เพื่อนำผลจากการศึกษา มาพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติ แห่งชาติ ให้เกิดประสิทธิผลต่อนักเรียน และเพื่อให้นักเรียนสามารถเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับการสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติ โดยจัดทำเป็นหนังสือส่งเสริม การอ่านสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 2 ได้ ผู้วิจัยเก็บข้อมูลด้วยการทดสอบ สังเกตและสัมภาษณ์ แล้วนำเสนอการวิจัยด้วยวิธีพรรณาวิเคราะห์ ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้
    1. ได้สรุปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติในโรงเรียนประถมศึกษา จังหวัดสงขลา ดังนี้
    2. ผลการนำรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนไปพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติในโรงเรียนประถมศึกษา จังหวัดสงขลาสอยู่ในระดับดี และส่งผลต่อพฤติกรรมของนักเรียนในระดับดีมาก
    3. ผลจากการเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับการสร้างเสริมพฤติกรรมตามสุขบัญญัติแห่งชาติโดยการจัดทำหนังสือส่งเสริมการอ่านสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 1 – 2 นั้น นักเรียนนำเสนอเนื้อหาค่อนข้างมีสาระน้อย การใช้ภาษาไม่ชัดเจน ความคิดไม่ต่อเนื่อง และที่สำคัญคือ เขียนหนังสือผิด

    ตอบลบ
  53. ซื่องานวิจัย รูปแบบการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน ในเขตการศึกษา 2
    ผู้วิจัย นายพิษณุ ก่อเกียรติยากุล
    ปี พ.ศ. 2543
    บทคัดย่อ
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์รูปแบบการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชุนในเขตการศึกษา 2 ตามกรอบความคิดเห็น 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการบริหารและการจัดการ ด้านหลักสูตร ด้านกระบวนการเรียนการสอน และด้านวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษากลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้นำกลุ่มบุคคลในชุมชนในเขตการศึกษา 2 จำนวน 2 กลุ่ม คือ ผู้นำกลุ่มบุคคลในองค์กรทางการศึกษา ประกอบด้วยศึกษาธิการอำเภอ หัวหน้าการประถมศึกษาอำเภอหัวหน้าศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอ ผู้อำนวยการกองการศึกษาเทศบาลและผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้นำกลุ่มบุคคลในองค์กรชุมชนที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาประกอบด้วยพัฒนาการอำเภอเกษตรอำเภอ สาธารณสุขอำเภอ ประธานคณะกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบล และประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 339 คน ซึ่งได้กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางการเปรียบเทียบของ เครจซี่ และมอร์แกน (Krejcie and MorgaN) และทำการสุ่มอย่างง่ายให้ครอบคลุมทุกจังหวัดของเขตการศึกษา 2 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถามแบบเลือกตอบ 2 ตัวเลือกจำนวน 48 ข้อ ซึ่งผู้วิจัยสังเคราะห์ขึ้นตามแนวทางการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 1.00 และมีคำถามปลายเปิดเกี่ยวกับข้อเสนอแนะเพิ่มเติม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดลองสมสุติฐานโดยใช้ ค่าไค – สแควร์ ค่าเอฟ (f – test) และค่าที (t – test) ผลการวิจัยพบว่า
    1. ผู้นำกลุ่มบุคคลในองค์กรทางการศึกษาและผู้นำกลุ่มบุคคลในองค์กรชุมชนที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาในเขตการศึกษา 2 ส่วนใหญ่เห็นด้วย กับรูปแบบการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนในเขตการศึกษา 2 ซึ่งได้สังเคราะห์ขึ้นตามแนวทางการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งโดยภาพรวมและรายด้าน กล่าวคือ ด้านการบริหารและการจัดการ เห็นด้วยกับการที่จะให้กระทรวงการศึกษามีอำนาจน้อยลง แต่จะมีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย แผน และมาตรฐานการศึกษาให้กับสถานศึกษาในสังกัดรวมทั้งสังกัดกระทรวงมหาดไทยด้วย นอกจากนั้นมีหน้าที่สนับสนุนทรัพยากรรวมทั้งการตรวจสอบติดตามประเมินผล สำหรับบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการการศึกษาเขตพื้นที่ และคณะกรรมการสถานศึกษามีหน้าที่วางแผนพัฒนาการศึกษาของสถานศึกษา ร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรเอกชนและประชาชน ในการระดมสรรพกำลังมาใช้ในการจัดการศึกษาตลอดจนกำหนดระบบข้อมูล

    ตอบลบ
  54. สารสนเทศระบบตรวจสอบนิเทศและระบบประเมินตนเองภายในสถานศึกษาที่มีประสิทธิภาพ ด้านหลักสูตร เห็นด้วยกับการให้สถานศึกษามีหน้าที่ต้องจัดทำสาระของหลักสูตรให้สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางโดยให้ชุมชนและท้องถิ่นมีส่วนร่วม พัฒนาหลักสูตรและจัดทำแผนการเรียนที่หลากหลาย สอดคล้องกับสภาพความพร้อม และความต้องการของผู้เรียนและชุมชน บริหารการใช้หลักสูตรให้มีประสิทธิภาพ ดำเนินการตามระบบเทียบโอนผลการเรียน สถานศึกษาสามารถจัดทำสาระการเรียนรู้พื้นฐาน 8 กลุ่ม ประกอบด้วยความรู้ ทักษะ และคุณธรรม ครูมีอิสระในการเลือกแบบเรียนและสร้างประมวลการสอน สถานศึกษามีอิสระในการจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นให้เหมาะกับสภาพชุมชนและมุ่งพัฒนาผู้เรียนในลักษณะองค์รวมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และสติปัญญา ด้านกระยวนการเรียนการสอน เห็นด้วยที่จะให้จัดกระบวนการเรียนการสอนทียึดผู้เรียนเป็นสำคัญ จัดทำสาระการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางและความต้องการของผู้เรียนและชุมชน จัดบรรยากาศสภาพแวดล้อม และองค์ประกอบอื่นให้เหมาะกับการเรียนรู้รวมทั้งให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมกิจกรรมการเรียนการสอน มีการทำวิจัยในชั้นเรียนเพื่อนำผลมาใช้พัฒนาการเรียนการสอนมีการปะเมินผลสัมฤทธิ์โดยใช้สื่อที่หลากหลายมีการปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอน ให้สัมพันธ์กับชีวิตจริงของผู้เรียน การให้ปราชญ์ท้องถิ่นมีบทบาทในการจัดการเรียนการสอนและจัดให้มีการประเมินคุณภาพการศึกษาที่น่าเชื่อถือ ด้านวิชาชีพครูแลบุคลากรทางการศึกษา เห็นด้วยกับการให้มีการพัฒนาบุคลากรทุกฝ่ายรวมทั้งประชาชนให้เป็นทีมงานที่มีคุณภาพในการผลักดันให้เกิดการพัฒนาการศึกษา พัฒนาครู และบุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพเพื่อนำไปสู่การเป็นมืออาชีพ มีความรู้ความเข้าใจการจัดทำหลักสูตร และการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญมีการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง มีการติดตามประเมินผลการปฏิบัติงานทั้งภายใน และภายนอก มีการรายงานผลงานสู่ สาธารณชน และรับฟังเสียงสะท้อนกลับ เปิดโอกาสให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการทำวิจัยในชั้นเรียน ดำเนินการให้คุณและบุคลากรทางการศึกษา ได้รับค่าตอบแทนและสวัสดิการสูงขึ้น มีใบรับรองการประกอบวิชาชีพ ให้คุรุสภามีหน้าที่ดูแลมาตรฐานครูและบุคลากรทางการศึกษา พัฒนาหลักสูตรการผลิตครู ส่งเสริมผู้มีความรู้คู่คุณธรรมเข้ามาเรียนวิชาชีพครู และเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีภูมิลำเนาในเขตพื้นที่ที่ตั้งสถานศึกษาเข้ามาเป็นครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มากที่สุด
    2. ผู้นำกลุ่มบุคคลในองค์กรทางการศึกษาและผู้นำกลุ่มบุคคลในองค์กรชุชนที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา ในเขตการศึกษา 2 ที่มีเพศต่างกัน อายุต่างกัน ระดับการศึกษาต่างกัน ตำแหน่งหน้าที่การงานต่างกัน และปฏิบัติงานในจังหวัดต่างกันมีความคิดเห็นเกี่ยวกับรูปแบบการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยภาพรวมและรายด้านทั้ง 6 ด้าน คือด้านการบริหารและการจัดการ ด้านหลักสูตร ด้านกระบวนการเรียนการสอน และด้านวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษาไม่แตกต่างกัน
    3. ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนในเขตการศึกษา 2 ผู้นำกลุ่มบุคคลในชุมชนได้ให้ข้อเสนอแนะที่สำคัญคือ ด้านการบริหารและการจัดการ ควรให้มีการกระจายอำนาจบริหารและจัดการศึกษาไปสู่ท้องถิ่นและสถานศึกษาอย่างแท้จริง ควรให้ชุมชนมีส่วนร่วม ควรสรรหาและพัฒนาบุคลากรที่มีประสิทธิภาพด้านหลักสูตร ควรพัฒนาหลักสูตรให้ชุมชนมีส่วนร่วม ควรสรรหาและพัฒนาบุคลากรที่มีประสิทธิภาพก้านหลักสูตร ควรพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนและทันสมัยอยู่เสมอรวมทั้งพัฒนาครูและบุคลากรการศึกษาให้มีความรู้ในการจัดทำและพัฒนาหลักสูตร ด้านกระบวนการเรียนการสอน ควรจัดกระบวนการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญอย่างแท้จริง และพัฒนาครูให้เข้าใจวิธีสอนแบบนี้ด้วยนอกจากนั้นเน้นให้ผู้เรียนมีความสุขกับการเรียนรู้ และด้านวิชาชีพครูและบุคลากรทางศึกษาควรพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพเพื่อนำไป สู่การเป็นมืออาชีพ การให้มีใบประกอบวิชาชีพครู การให้ค่าตอบแทน และสวัสดิการที่สูงขึ้น การยกย่องเชิดชูเกียรติ และการประเมินผลการปฏิบัติงานของครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ

    ตอบลบ
  55. ซื่องานวิจัย ความต้องการแรงงานระดับอาชีวศึกษาของสถานประกอบการใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
    ผู้วิจัย นางวัชราภรณ์ นิยม
    ปี พ.ศ. 2542
    บทคัดย่อ
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการแรงงานระดับอาชีวศึกษาของสถานประกอบการใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 2) เพื่อเปรียบเทียบความต้องการแรงงานระหว่างระดับการศึกษาในแต่ละประเภทของสถานประกอบการ 3) เพื่อเปรียบเทียบความต้องการแรงงานระหว่างประเภทวิชาในแต่ละประเภทของสถานประกอบการ 4) เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะเกี่ยวกับความรู้ทางวิชาการ และทักษะ ทางวิชาชีพของสถานประกอบการ
    กลุ่มตัวอย่าง คือ สถานประกอบการประเภทอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม และบริการ ที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด และห้างหุ้นส่วนจำกัดในจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส จำนวน 193 แห่ง ซึ่งได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย
    เครื่องมือใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มี 3 ตอน คือ ตอนที่ 1 เป็นข้อมูลเบื้องต้นของสถานประกอบการและผู้ตอบแบบสอบถาม ตอนที่ 2 เป็นแบบเติมจำนวนเกี่ยวกับความต้องการจ้างงานระดับอาชีวศึกษาของสถานประกอบการ ประเภทอุตสาหกรรมพาณิชยกรรม และบริการ ตอนที่ 3 เป็นคำถมปลายเปิดเกี่ยวกับข้อเสนอแนะความรู้ทางวิชาการและทักษะทางวิชาชีพ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS/PC+ เพื่อหาค่าร้อยละและทดสอบค่าไคว์สแคว (X² Test)
    ผลการวิจัยพบว่า
    1. ระดับการศึกษาที่สถานประกอบการมีความต้องการมากที่สุด คือ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ประเภทวิชา คือ ประเภทวิชาพาณิชยกรรม ส่วนประเภทของสถานประกอบการและปี พ.ศ. ที่มีความต้องการแรงงานมากที่สุด คือ สถานประกอบการประเภทพาณิชยกรรม และปี พ.ศ. 2545
    2. สถานประกอบการทั้ง 3 ประเภท มีความต้องการแรงงานระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพเทคนิค (ปวท.) ไม่แตกต่างกัน
    3.สถานประกอบการทั้ง 3 ประเภท มีความต้องการแรงงานระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ประเภทวิชาอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมไม่แตกต่างกันมีความต้องการแรงงานประเภทพาณิชยกรรมและคหกรรมแตกต่างกัน มีความต้องการแรงงานระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ประเภทวิชาอุตสาหกรรม ศิลปกรรม และคหกรรม ไม่แตกต่างกัน มีความต้องการแรงงานประเภทวิชาพาณิชยกรรมแตกต่างกัน มีความต้องการแรงงานระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพเทคนิค (ปวท.) ประเภทวิชาอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมไม่แตกต่างกัน
    4.ข้อเสนอแนะของสถานประกอบการเกี่ยวกับความรู้ทางวิชาการ คือ ควรให้มีความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เน้นการเรียนภาษาต่างประเทศ เน้นเกี่ยวกับความรู้ความสามารถเฉพาะสาขาวิชาให้มากกว่านี้ส่วนทักษะทางวิชาชีพควรเน้นภาคปฏิบัติให้มากขึ้น ให้ฝึกงานในสถานประกอบการที่เกี่ยวข้องกับสาขาที่เรียน เน้นคุณธรรมจริยธรรม ส่วนข้อเสนอแนะอื่น ๆ การสอนวิชาช่างควรเน้นปฏิบัติมากกว่าทฤษฎีควรฝึกให้นักศึกษามีความรับผิดชอบและกว้าแสดงออก

    ตอบลบ
  56. ซื่องานวิจัย รูปแบบการพัฒนาสถาบันศึกษาปอเนาะใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
    ผู้วิจัย นายสนั่น พาหอม
    ปี พ.ศ. 2548
    บทคัดย่อ
    การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการพัฒนาสถาบันศึกษาปอเนาะในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นการวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) กลุ่มเป้าหมายผู้ร่วมปฏิบัติการได้แก่ผู้เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสถาบันศึกษาปอเนาะ ประกอบด้วย ผู้บริหารระดับสูง ผู้เชี่ยวชาญ เจ้าหน้าที่ส่งเสริม โต๊ะครูและผู้เกี่ยวข้องอื่นในพื้นที่ รวม 308 คน กลุ่มตัวอย่างในการประเมินผลการพัฒนาของสถาบันศึกษาปอเนาะได้แก่โต๊ะครูที่ร่วมปฏิบัติการ ส่วนกลุ่มตัวอย่างในการประเมินความเหมาะสม และความเป็นไปได้ของรูปแบบได้แก่ผู้เกี่ยวข้องกับการพัฒนาของสถาบันศึกษาปอเนาะ ประกอบด้วย ผู้บริหารระดับสูง ผู้เชี่ยวชาญ เจ้าหน้าที่ส่งเสริม และโต๊ะครู จำนวน 100 คน ใช้แบบสนทนากลุ่มกำหนดปัญหาและความต้องการ แบบสนทนากลุ่มกำหนดแนวทางการพัฒนา แบบประเมินผลการดำเนินงานของสถาบันศึกษาปอเนาะและแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบ ที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ และมีคุณภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยการหาความตรงในเนื้อหาด้วยการหาดัชนีความสอดคล้อง (IOC) และความเชื่อมั่นโดยการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา เป็นเครื่องมือการวิจัย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสนทนากลุ่ม การจัดส่งแบบและรวบรวมแบบคืนทางไปรษณีย์และการจัดส่งแบบและรวบรวมคืนด้วยตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป ใช้ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่าความแตกต่างระหว่างฐานนิยมและมัธยฐาน (Mo-Md) และค่าพิสัยควอไทล์ (Q.D.) เป็นสถิติในการวิเคราะห์
    ผลก