Facebook Fan Page ::https://www.facebook.com/prapasara.blog

25 ธันวาคม 2553

วิธีสอนโดยใช้การแสดงบทบาทสมมติ (Role Playing)

     วิธีสอนโดยใช้การแสดงบทบาทสมมติ  (Role Playing)

                    การจัดการเรียนการสอนในปัจจุบัน ได้ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รู้และเข้าใจได้ด้วยตนเอง โดยเน้นกิจกรรมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมและเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง การสอนโดยใช้การแสดงบทบาทสมมติ เป็นอีกวิธีสอนหนึ่งที่จะให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียน ให้ผู้เรียนได้แสดงออก ทั้งทางด้านความคิดและท่าทางการแสดง ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ได้เกิดความสนุกสนานและเพลิดเพลิน
                    ระวีวรรณ วุฒิประสิทธิ์ (2530  : 74) กล่าวถึงการสอนแบบการแสดงบทบาทสมมติ ว่าเป็นการสอนที่กำหนดให้ผู้เรียนแสดงบทบทตามที่สมมติขึ้นเทียบเคียงกับสภาพที่เป็นจริง ตามลักษณะที่ผู้แสดงบทบาทเข้าใจ  เพื่อให้ผู้ดูเกิดความรู้  ความเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น หลักสำคัญของการสอนแบบนี้คือ ผู้สอนจะสร้างปัญหาให้ผู้เรียนได้คิดและให้ผู้เรียนแก้ปัญหานั้นๆ  ให้ได้ด้วยตนเอง ด้วยการแสดงที่ทำให้ได้ด้วยตัวเอง ด้วยการแสดงที่ทำให้ผู้ดูเห็นจริง วิธีสอนโดยใช้การแสดงบทบาทสมมติจึงนับว่าเป็นวิธีการฝึกการแก้ปัญหาและการตัดสินใจวิธีหนึ่ง  เพราะในสถานการณ์ที่สมมติขึ้นมาและบทบาทที่สมมติขึ้นมาให้คล้ายคลึงกับสิ่งที่เป็นจริงนั้น  มักจะมีปัญหาและข้อขัดแย้งต่าง ๆ  แฝงมาด้วย  การที่ให้ผู้เรียนได้เลือกที่จะแสดงบทบาทต่าง ๆ  โดยไม่ต้องใดหรือเตรียมตัวมาก่อนนั้น  ผู้แสดงจะต้องแสดงไปตามธรรมชาติโดยที่ไม่รู้ว่าผู้แสดงคนอื่นจะมีปฏิกิริยาตอบโต้อย่างไรนั้น  นับว่าเป็นการช่วยฝึกให้ผู้แสดงได้เรียนรู้ที่จะปรับพฤติกรรมและหาทางแก้ปัญหาตัดสินใจอย่างธรรมชาติ 
                    ในบทนี้กล่าวถึง ความหมายของการสอนโดยใช้การแสดงบทบาทสมมติ  จุดมุ่งหมาย   องค์ประกอบ  ลักษณะสำคัญของการสอน  ขั้นตอนการสอน บทบาทของผู้สอน  เทคนิคข้อเสนอแนะที่ใช้ในการสอน และข้อดีและข้อจำกัดของการสอน พร้อมด้วยการสรุปท้ายบท กิจกรรมและคำถามท้ายบทด้วย

ความหมาย
                    ทิศนา  แขมมณี (2550 : 358) กล่าวถึงวิธีสอนโดยใช้การแสดงบทบาทสมมติ  คือ  กระบวนการที่ผู้สอนใช้ในการช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด  โดยการให้ผู้เรียนสวมบทบาทในสถานการณ์ซึ่งมีความใกล้เคียงกับความเป็นจริง  และแสดงออกมาตามความรู้สึกนึกคิดของตน  และนำเอาการแสดงออกของผู้แสดง  ทั้งทางด้านความรู้  ความคิด  ความรู้สึกและพฤติกรรมที่สังเกตพบว่าเป็นข้อมูลใน  การอภิปราย  เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ 
                    สุพิน  บุญชูวงศ์ (2544 : 67) กล่าวว่าวิธีสอนที่ใช้บทบาทที่สมมติขึ้นจากความเป็นจริงมาเป็นเครื่องมือในการสอนโดยที่ครูสร้างสถานการณ์สมมติและบทบาทขึ้นมาให้นักเรียนได้แสดงออกตามที่ตนคิดว่าควรจะเป็น  มีการนำการแสดงออกทั้งทางด้านความรู้ความคิด  และพฤติกรรมของผู้แสดงมาใช้เป็นพื้นฐานในการให้ความรู้และสร้างความเข้าใจให้แก่นักเรียนในเรื่องความรู้สึกและพฤติกรรม  และปัญหาต่าง ๆ  ได้อย่างเหมาะสม 
                    อาภรณ์  ใจเที่ยง (2550 : 160) อธิบายถึง  วิธีสอนโดยใช้บทบาทสมมติ  หมายถึง  วิธีสอนที่ผู้สอนสร้างสถานการณ์และบทบาทสมมติขึ้นจากความเป็นจริง  มาให้ผู้เรียนได้แสดงออกตามที่ผู้เรียนคิดว่าควรจะเป็น  ผู้สอนจะใช้การแสดงออกทั้งทางด้านความรู้ความคิด  และพฤติกรรมของผู้แสดงมาเป็นพื้นฐานในการให้ความรู้และสร้างความเข้าใจแก่ผู้เรียน  อันจะทำให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาสาระของบทเรียนอย่างลึกซึ้ง  และรู้จักปรับเปลี่ยนพฤติกรรม  และการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม
                    บุญชม  ศรีสะอาด (2541 : 161) กล่าวถึงการสอนโดยการแสดงบทบาทสมมติ (Role  Playing)  คือ  เทคนิคการสอนที่ให้ผู้เรียนแสดงบทบาทในสถานการณ์ที่สมมติขึ้น  นั่นคือ  แสดงบทบาทที่กำหนดให้ 
                    อินทิรา  บุณยาทร (2542 : 98)  อธิบายการสอนด้วยบทบาทสมมติ  หมายถึง  วิธีสอนที่ผู้สอนสร้างสถานการณ์และบทบาทสมมติขึ้นเพื่อให้ผู้เรียนได้แสดงออกตามที่ตนคิดว่าควรจะเป็น  โดยแสดงออกทั้งทางด้านความรู้  ความคิด  และพฤติกรรมเพื่อเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ 
                    สรุปได้ว่า วิธีสอนโดยใช้การแสดงบทบาทสมมติ หมายถึง การสอนที่ผู้สอนสร้างสถานการณ์และบทบาทสมมติขึ้นมาที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริง โดยให้ผู้เรียนเป็นผู้แสดงบทบาทสมมตินั้นๆ ตามวัตถุประสงค์ที่ผู้สอนได้กำหนดไว้ เพื่อให้ผู้เรียนได้แสดงออกทางด้านความรู้ ความคิด ที่คิดว่าตนควรจะเป็น

จุดมุ่งหมายของการสอนโดยการแสดงบทบาทสมมติ
                    ทิศนา  แขมมณี (2550 : 358) กล่าวว่าวิธีสอนโดยใช้การแสดงบทบาทสมมติ เป็นวิธีการที่มุ่งช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้การเอาใจเขามาใส่ใจเรา  เกิดความเข้าใจในความรู้สึกและพฤติกรรมทั้งของตนเองและผู้อื่นหรือเกิดความเข้าใจในเรื่องต่าง ๆ  เกี่ยวกับบทบาทสมมติที่ตนแสดง 
                    สุพิน  บุญชูวงศ์ (2544 : 67) อธิบายถึงความมุ่งหมายของการสอนโดยใช้การแสดงบทบาทสมมติ ดังนี้
                    1. เพื่อฝึกให้นักเรียนทำงานร่วมกัน
                    2. เพื่อให้นักเรียนกล้าแสดงออกซึ่งความรู้สึก
                    3. เพื่อฝึกการแก้ปัญหา
                    สิริวรรณ ศรีพหล และ พันทิพา อุทัยสุข (2540  : 106) กล่าวถึงเป้าหมายการสอนโดยการแสดงบทบาทสมมติว่า การแสดงบทบาทสมมติเป็นการนำเอาตัวอย่างพฤติกรรมของมนุษย์ที่เกิดขึ้นในสังคมมาให้ผู้เรียนได้ศึกษา  ซึ่งผลที่จะได้รับจากการศึกษาโดยวิธีการดังกล่าวจะทำให้
                    1. ผู้เรียนได้มีโอกาสสำรวจความรู้สึกของบุคคลอื่น ๆ  และเมื่อสำรวจแล้วก็จะสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมของบุคคลเหล่านั้นในเชิงเจตคติ
                    2. ผู้เรียนได้มีโอกาสในการศึกษาความสัมพันธ์และความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างกลุ่ม
                    3. ผู้เรียนได้มีโอกาสฝึกฝนวิธีการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในกลุ่ม  ในบุคคล  หรือระหว่างบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
                    4. ผู้เรียนได้มีโอกาสพัฒนาค่านิยมในเรื่องความเห็นอกเห็นใจต่อผู้อื่น
                    5. ผู้เรียนสามารถสำรวจเจตคติของตนเอง  รวมทั้งแก้ไขข้อบกพร่องโดยการเรียนรู้จากเจตคติของผู้อื่นที่มีต่อตนเอง
                    อาภรณ์  ใจเที่ยง (2550 : 160) กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของการแสดงบทบาทสมมติไว้ว่า
                    1. เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในพฤติกรรมและความรู้สึกของผู้อื่น
                    2. เพื่อให้ผู้เรียนได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่เหมาะสม
                    3. เพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกการใช้ความรู้ความคิดในการแก้ปัญหา  และการตัดสินใจ
                    4. เพื่อให้ผู้เรียนได้มีโอกาสแสดงออก  ได้เรียนด้วยความเพลิดเพลิน
                    5. เพื่อให้การเรียนการสอนมีความใกล้เคียงกับสภาพความเป็นจริงมากขึ้น
                    อินทิรา  บุณยาทร (2542 : 98-99) อธิบายถึงความมุ่งหมายของการสอน ดังนี้
                    1. เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในพฤติกรรมและความรู้สึกของผู้อื่น
                    2. เพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกการใช้ความรู้  ความคิด  ความสามารถในการแก้ปัญหาและ      การตัดสินใจ
                    3. เพื่อให้การเรียนการสอนมีความใกล้เคียงกับสภาพความเป็นจริงมากที่สุด
                    4. เพื่อฝึกให้ผู้เรียนมีความกล้าที่จะแสดงออก
                   และ ระวีวรรณ วุฒิประสิทธิ์ (2530 : 74-75)  อธิบายถึงจุดมุ่งหมายในการใช้บทบาทสมมติ ไว้ดังนี้ 
                    1. เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเจตคติ  และความคิดต่าง ๆ  ได้กว้างขวางขึ้น
                    2. เพื่อให้ผู้สอนทราบถึงเจตคติและความคิดของผู้เรียน
                    3. เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ต่าง ๆ  ของสังคมได้กว้างขวางยิ่งขึ้น
                    4. เพื่อเตรียมผู้เรียนในการปฏิบัติเทคนิคบางอย่างในสถานการณ์จริง
                    5. เพื่อช่วยในการทดสอบสมมติฐานสำหรับการแก้ปัญหา
                    6. เพื่อฝึกความเป็นผู้นำและทักษะอื่น ๆ  ทางสังคมให้แก่ผู้เรียน

                    สรุปได้ว่า การสอนโดยใช้การแสดงบทบาทสมมติ มีจุดมุ่งหมายที่สำคัญ คือ มุ่งฝึกการทำงานร่วมกัน กล้าคิด กล้าแสดงออกในการแก้ปัญหา การตัดสินใจ ทำให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในเนื้อมากยิ่งขึ้น ลดความตึงเครียด เพราะเป็นการสอนที่ใกล้เคียงกับสภาพความเป็นจริงมากที่สุด
ลักษณะสำคัญของการสอนโดยการแสดงบทบาทสมมติ
                    ลักษณะของบทบาทสมมติ  (อาภรณ์   ใจเที่ยง, 2550 : 160-161) บทบาทสมมติที่ผู้เรียนแสดงออกแบ่งได้เป็น 2  ลักษณะ  คือ
                    1. การแสดงบทบาทสมมติแบบละคร  เป็นการแสดงบทบาทตามเรื่องราวที่มีอยู่แล้ว     ผู้แสดงจะได้ทราบเรื่องราวทั้งหมด  แต่จะไม่ได้รับบทที่กำหนดให้แสดงตามอย่างละเอียด  ผู้แสดงจะต้องแสดงออกตามความคิดของตน  และดำเนินเรื่องไปตามท้องเรื่องที่กำหนดไว้แล้วซึ่งมีลักษณะเหมือนละคร
                    2. การแสดงบทบาทสมมติแบบแก้ปัญหา  เป็นการแสดงบทบาทสมมติที่ผู้เรียนได้รับทราบสถานการณ์หรือเรื่องราวแต่เพียงเล็กน้อยเท่าที่จำเป็น  ซึ่งมักเป็นสถานการณ์ที่เป็นปัญหาหรือมีความขัดแย้งแฝงอยู่  ผู้แสดงบทบาทจะใช้ความคิดของตนในการแสดงออกและแก้ปัญหาต่าง ๆ  อย่างเสรี
                    บุญชม  ศรีสะอาด (2541 : 161) กล่าวถึง การแสดงบทบาทสมมติว่า แตกต่างจากเกมจำลองสถานการณ์ตรงที่ไม่มีกฎเกณฑ์และการแข่งขัน  กล่าวคือ  เป็นการสอนที่หยิบยกเอาเหตุการณ์  ประเด็นหรือปัญหาขึ้นมาให้ผู้เรียนศึกษา  โดยวิธีการให้ผู้เรียนได้เข้าใจถึงสภาพการณ์ที่เกิดขึ้น  เข้าใจถึงปัญหาในเหตุการณ์นั้น ๆ  ทั้งนี้เพื่อให้ผู้เรียนได้เข้าใจถึงสภาพการณ์ที่เกิดขึ้น  เข้าใจถึงปัญหาในเหตุการณ์นั้น ๆ  ตลอดจนสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยนั้น 
                    สิริวรรณ ศรีพหล และ พันทิพา อุทัยสุข ( (2540 : 105) ได้กล่าวว่าการแสดงบทบาทสมมติจะส่งเสริมผู้เรียนให้แสดงพฤติกรรมหรือบทบาทต่าง ๆ กันไปตามบทบาทที่กำหนดไว้ในเหตุการณ์  พฤติกรรมที่ผู้เรียนซึ่งเป็นผู้แสดงบทบาทแสดงออกมานั้นจะสะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึก  อารมณ์  เจตคติของผู้แสดงที่มีต่อบทบาทหรือพฤติกรรมที่ผู้แสดงสวมบทบาทนั้นอยู่  รวมทั้งเข้าใจถึงพฤติกรรมของผู้อื่นที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์หรือปัญหานั้นด้วย 
                    การที่จะให้ผู้เรียนเข้าใจว่าสิ่งนั้นดีสิ่งนั้นไม่ดี  หรือบุคคลนั้นมีพฤติกรรมอย่างนั้น  ทำไมไม่มีพฤติกรรมอย่างนี้ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  บางครั้งจะสอนโดยตรงไม่ได้  ผู้เรียนจะไม่เข้าใจ  แต่ถ้าใช้การสอนโดยการแสดงบทบาทสมมติ  จะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจพฤติกรรมของบุคคลที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์หรือปัญหานั้นได้ดีและกระจ่างยิ่งขึ้น 
                    นอกจากนี้  เสริมศรี  ลักษณศิริ (2540 : 260-261) กล่าวว่าการใช้บทบาทสมมติในการเรียนการสอน  บทบาทสมมติเป็นเครื่องมือและวิธีการอย่างหนึ่งที่ใช้ในการสอนเพื่อให้ผู้เรียนได้มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเรื่องที่เรียน  โดยที่ผู้สอนสร้างสถานการณ์สมมติและบทบาทสมมติขึ้น  ให้ผู้เรียนได้แสดงออกมาตามที่ตนคิดว่าควรจะเป็น  และถือเอาการแสดงออกทั้งทางความรู้และพฤติกรรมของผู้แสดงมาเป็นข้ออภิปรายเพื่อการเรียนรู้ 
                    การแสดงบทบาทสมติเป็นการฝึกให้ผู้แสดงได้ประสบการณ์จริงในสภาพของการสมมติขึ้นมา  ทั้งนี้เพื่อให้ผู้เรียนได้ทดลองและเรียนรู้ที่จะปรับพฤติกรรมของตนอย่างมีประสิทธิภาพในสภาวะต่างๆ ได้
ประเภทของการสอนโดยใช้การแสดงบทบาทสมมติ 
                    อินทิรา  บุณยาทร (2542 : 98) กล่าวว่าการสอนแบบบทบาทสมมติ แบ่งออกเป็น 2  ประเภท  คือ
                    1.ผู้แสดงจะต้องแสดงบทบาทของคนอื่นตามที่ถูกกำหนด  โดยละทิ้งแบบแผนพฤติกรรมของตนเอง  เช่น  แสดงบทบาทของผู้มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์  หรือบุคคลอื่น ๆ  ที่ลักษณะเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองเป็นบุคคลสมมติ  เช่น  สมมติว่าเป็นชาวนา  เป็นครู  เป็นนายอำเภอ  เป็นพ่อค้า  ฯลฯ  ผู้แสดงจะต้องพูด  คิด  ประพฤติ  มีความรู้สึกเหมือนกับบุคคลที่สวมบทบาทนั้น ๆ
                    2.ผู้แสดงจะยังคงรักษาบทบาทและแบบแผนพฤติกรรมของตนเอง  แต่กำหนดสถานการณ์ที่อาจพบในอนาคต  เช่น  การสมัครงาน  การสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง  การเป็น               ผู้แนะแนวให้คำปรึกษาแก่ผู้เรียน  ฯลฯ  บทบาทสมมติประเภทนี้เป็นประโยชน์ต่อการฝึกฝนทักษะเฉพาะอย่าง  เช่น  การแนะแนว  การสัมภาษณ์  การสอน  การจูงใจ
                    บุญชม  ศรีสะอาด (2541 : 161) กล่าวถึง การแสดงบทบาทสมมติมี  2  ประเภท 
                    ประเภทแรก  ผู้แสดงบทบาทสมมติจะต้องแสดงบทบาทของคนอื่นโดยละทิ้งแบบแผนพฤติกรรมของตนเอง  บทบาทของบุคคลอื่นอาจเป็นบุคคลจริง  เช่น  คนที่มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์  เพื่อนร่วมห้อง  หรือการเปลี่ยนบทบาทซึ่งกันและกันกับเพื่อน  หรือเป็นบุคคลสมมติ  เช่น  สมมติว่าเป็นครูใหญ่  สมมติว่าเป็นชาวนา  เป็นต้น  ผู้แสดงบทบาทสมมติจะพูด  คิด  ประพฤติหรือมีความรู้สึกเหมือนกับบุคคลที่ตนสวมบทบาท 
                    ประเภทที่สอง  ผู้แสดงบทบาทจะยังคงรักษาบทบาทและแบบแผน  พฤติกรรมของตนเอง  แต่ปฏิบัติอยู่ในสถานการณ์ที่อาจพบในอนาคต  เช่น  การสมัครงาน  สัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง  ผู้แนะแนวให้คำปรึกษาแก่นักเรียน  บทบาทสมมติประเภทนี้เป็นประโยชน์ต่อการฝึกฝนทักษะเฉพาะ เช่น การแนะแนว การสัมภาษณ์ การจูงใจ  การควบคุมความขัดแย้ง  เป็นต้น
                    สิริวรรณ ศรีพหล และ พันทิพา อุทัยสุข (2540 : 105-106) กล่าวว่าการแสดงบทบาทสมตินั้น  เป็นวิธีการสอนที่ครูใช้สอนกันมากในปัจจุบัน  เพราะขั้นตอนของการสอนไม่ยากหรือซับซ้อนมากเท่าใดนัก  โดยทั่วไปการแสดงบทบาทสมมติเพื่อนำมาปฏิบัติในห้องเรียนนั้นอาจแยกได้เป็น  2  ประเภท  คือ
                    1. การแสดงบทบาทสมมติที่มีการเตรียมมาล่วงหน้า  ผู้สอนจะผูกเรื่องหรือประเด็นเสียก่อน  แล้วนำมาเล่าให้ผู้เรียนฟัง  พร้อมกันนั้นก็จะกำหนดตัวผู้แสดงและบทละครอย่างคร่าว ๆ  โดยอาจเพิ่มเติมรายละเอียดตามความเหมาะสมและตามความเห็นของผู้แสดงเอง
                    2. การแสดงบทบาทที่ไม่มีการเตรียมมาก่อน  วิธีการนี้อาจใช้ระหว่างบทเรียนหรือเริ่มต้นบทเรียนเพื่อเร้าความสนใจของผู้เรียนเป็นต้นว่า  ระหว่างผู้ที่สอนกำลังสอนเรื่องหน้าที่พลเมืองของบุคคลในอาชีพต่าง ๆ  และความสำคัญของหน้าที่ที่มีต่อสังคม  ผู้สอนอาจเรียกผู้เรียน  4-5  คน  ออกไปแสดงบทบาทของบุคคลในอาชีพต่าง ๆ  กัน  หลังจากนั้นก็จะให้ผู้เรียนในชั้นวิจารณ์บทบาทที่แสดงไปแล้ว  วิธีการสอนเช่นนี้ก็นับว่าเป็นวิธีการสอนโดยการแสดงบทบาทสมมติเช่นกัน
                    การใช้บทบาทสมมติในการเรียนการสอนมี  2  วิธีใหญ่ ๆ  คือ (เสริมศรี ลักษณศิริ, 2540 : 262)
                    1. การใช้บทบาทสมมติแบบเตรียมไว้พร้อม
                    หมายความถึง  การใช้บทบาทสมมติเข้าช่วยในการสอนโดยที่ผู้สอนได้เตรียมบทมาล่วงหน้าหวังจะให้ผู้เรียนได้เรียนไปตามแบบแผนและขั้นตอนที่เตรียมไว้  เช่น  ครูเตรียมว่าจะใช้บทบาทสมมติช่วยในการสอนให้ผู้เรียนได้รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา  ครูจะต้องเตรียมสถานการณ์สมมติมาล่วงหน้าและเตรียมบทบาทมาอย่างเรียบร้อย  เมื่อเข้าสอนครูจะสอนและใช้บทบาทสมมติตามขั้นตอนที่เตรียมมา
                    2. การใช้บทบาทสมมติแบบไม่มีบทเตรียมไว้
                   หมายความถึง  การใช้บทบาทสมมติเป็นเครื่องมือช่วยในการสอนตามวาระและโอกาสที่อำนวย  ครูไม่ได้เตรียมบทบาทมาให้ผู้เรียนล่วงหน้า
                    นอกจากนี้ จำเริญ  ชูช่วยสุวรรณ (2544 : 50-51) กล่าวถึงวิธีแสดงบทบาทสมมติทำได้  3  วิธีคือ 
                    1. การแสดงแบบละคร การแสดงแบบนี้ผู้แสดงจะต้องฝึกซ้อมก่อน  เช่น  อาจจะซ้อมท่าทาง  ฝึกซ้อมบทพูด  ตามบทบาทของตัวละครในเรื่องที่แสดง  ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องบทเรียน  วรรณคดี  หรือบทเรียนประวัติศาสตร์ก็ได้
                    2. การแสดงทันทีทันใจ  การแสดงแบบนี้  ผู้แสดงไม่ต้องเตรียมตัวฝึกซ้อม  แต่เมื่อเรียนถึงเรื่องใดก็ให้นักเรียนแสดงได้ทันที  เช่น  แสดงเป็นตำรวจ  แสดงเป็นบุรุษไปรษณีย์  แสดงเป็นพ่อ  เป็นลูก  ฯลฯ  โดยให้นักเรียนแสดงไปตามความนึกคิดของนักเรียนเองให้เหมาะสมกับบทบาทที่รับมา
                    3. การแสดงโดยครูหรือนักเรียนช่วยกันกำหนดเรื่องให้การแสดงแบบนี้ผู้แสดงจะต้องแสดงไปตามเรื่องที่กำหนดแต่อาจจะแต่งเติมบทของตนเองเข้าไปบ้างก็ได้ตามความเหมาะสม
                    จากประเภทของการสอนโดยใช้การแสดงละครที่กล่าวมาแล้วนั้น จะเห็นได้ว่า นักวิชาการได้แบ่งประเภทของการสอนไว้แตกต่างกัน ซึ่งพอจะสรุปได้เป็น 4 ประเภท ดังนี้
1. ผู้แสดงเป็นจะต้องเป็นผู้แสดงบทบาทตามที่ถูกกำหนดไว้ โดยไม่เกี่ยวข้องกับความรู้
ความรู้สึกส่วนตัว
2. ผู้แสดงจะต้องแสดบทบาทตามแบบแผนพฤติกรรมของตนเอง
3. การแสดงบทบาทที่ผู้แสดงจะต้องเตรียมตัวก่อนการแสดงละคร
4. การแสดงบทบาทที่ผู้แสดงต้องแสดงบทบาทโดยทันที ไม่มีการเตรียมตัวล่วงหน้า
                   
องค์ประกอบของการสอนแบบบทบาทสมมติ

                    ทิศนา  แขมมณี (2550 : 358) กล่าวถึงองค์ประกอบสำคัญ  (ที่ขาดไม่ได้)  ของวิธีสอนแบบบทบาทสมมติ ไว้ดังนี้ 
                    1. มีผู้สอนและผู้เรียน
                    2. มีสถานการณ์สมมติและบทบาทสมมติ
                    3. มีการแสดงบทบาทสมติ
                    4. มีการอภิปรายเกี่ยวกับความรู้  ความคิด  ความรู้สึก  และพฤติกรรมที่แสดงออกของ    ผู้แสดง  และสรุปการเรียนรู้ที่ได้รับ
                    5. มีผลการเรียนรู้ของผู้เรียน
                    สิริวรรณ ศรีพหล และ พันทิพา อุทัยสุข (2540  : 106) กล่าวถึงองค์ประกอบของการสอนโดยการแสดงบทบาทสมมติ มีดังนี้ 
                    1. ผู้แสดงและผู้สังเกตการณ์
                    การแสดงบทบาทสมติ  เมื่อนำมาปฏิบัติในห้องเรียนแล้วจะแยกกลุ่มผู้เรียนออกเป็น  2  กลุ่ม  คือ  กลุ่มผู้แสดงเป็นกลุ่มที่ได้รับมอบหมายบทบาทจากครูผู้สอนแล้ว  จากการวางแผน  การเรียนการสอนของผู้เรียนทั้งชั้นให้แสดงบทบาทต่าง ๆ  กัน  กับกลุ่มผู้ชมซึ่งจะเป็นกลุ่มสังเกตการณ์  โดยจะนำผลจากการสังเกตไปอภิปรายภายหลัง
                    2. เหตุการณ์  ประเด็น  หรือปัญหา  ซึ่งอาจจะหยิบยกจากในแบบเรียน  หรือผู้สอนสร้างขึ้นใหม่เองตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ว่าจะให้ผู้เรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์นั้น  โดยทั่วไป  ผู้สอนจะเป็นผู้กำหนดเหตุการณ์เอง  และนำเหตุการณ์นั้น ๆ  มาเสนอแก่ผู้เรียนเพื่อการแสดงต่อไป
                    3. ฉากและสื่อการสอน  ฉากมีเพียงที่จำเป็นเท่านั้น  หรืออาจไม่ใช้เลยก็ได้  ส่วนสื่อ   การสอนก็เช่นกัน  จำเป็นไม่มากนัก  ทั้งนี้เพราะความสำคัญของการเรียนการสอนด้วยการแสดงบทบาทสมมติขึ้นอยู่กับบทบาทของผู้แสดงมากกว่าสิ่งใด

ขั้นตอนของการสอนโดยใช้การแสดงบทบาทสมมติ
                    ทิศนา  แขมมณี  (2550 : 358-359) อธิบายขั้นตอนสำคัญของการสอนไว้ดังนี้ 
                    1. ผู้สอน / ผู้เรียน  นำเสนอสถานการณ์สมมติและบทบาทสมมติ
                    2. ผู้สอน / ผู้เรียนเลือกผู้แสดงบทบาท
                    3. ผู้สอนเตรียมผู้สังเกตการณ์
                    4. ผู้เรียนแสดงบทบาท  และสังเกตพฤติกรรมที่แสดงออก
                    5. ผู้สอนและผู้เรียน  อภิปรายเกี่ยวกับความรู้  ความคิด  ความรู้สึก  และพฤติกรรมที่แสดงออกของผู้แสดง
                    6. ผู้สอนและผู้เรียนสรุปการเรียนรู้ที่ได้รับ
                    7. ผู้สอนประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน

                    สุพิน  บุญชูวงศ์ (2544 : 67) กล่าวถึงขั้นตอนในการสอนแบบบทบาทสมมติ ไว้ดังนี้ 
                    1. เลือกปัญหาที่นักเรียนส่วนมากในชั้นเรียนพบบ่อย ๆ  หรือเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก    จดจำยาก  สับสน  กล่าวตามสภาพจริง  หรือได้ก็ไม่เหมาะสม
                    2. กำหนดตัวบุคคลให้เหมาะสมกับบทบาทนั้น ๆ  เท่าที่ลักษณะของบุคคลเอื้ออำนวยให้กับสภาพความเป็นจริง
                    อาภรณ์  ใจเที่ยง (2550 : 161-163) อ้างใน กรมวิชาการ (2527 : 37 40) ได้เสนอขั้นตอนที่สำคัญของการสอนโดยใช้บทบาทสมมติมี  5  ขั้นตอน  ในแต่ละขั้นตอนมีวิธีการสอน  ดังนี้ 
                    1.  ขั้นเตรียมการสอน  เป็นการเตรียมใน  2  หัวข้อใหญ่ ได้แก่
                           1.1  เตรียมจุดประสงค์ของการแสดงบทบาทสมมติให้แน่ชัดและเฉพาะเจาะจงว่าต้องการให้ผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจอะไรบ้างจากการแสดง
                           1.2  เตรียมสถานการณ์สมมติ  เพื่อให้ผู้เรียนฟังโดยให้สอดคล้องกับจุดประสงค์ที่กำหนดไว้  การเตรียมสถานการณ์และบทบาทสมมตินี้อาจเตรียมเขียนไว้อย่างละเอียดเพื่อมอบให้แก่ผู้เรียน  หรือเตรียมเฉพาะสถานการณ์เพื่อเล่าให้ผู้เรียนฟัง  ส่วนรายละเอียดผู้เรียนต้องคิดเอง
                    2. ขั้นดำเนินการสอน  จัดแบ่งย่อยได้  7   ขั้นตอน  ดังนี้
                           2.1  ขั้นนำเข้าสู่การแสดงบทบาทสมมติ  เป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจและกระตือรือร้นที่จะเข้าร่วมกิจกรรม  โดยผู้สอนอาจใช้วิธีโยงประสบการณ์ใกล้ตัวผู้เรียน          เล่าเรื่องราว  หรือสถานการณ์สมมติ  ชี้แจงประโยชน์ของการแสดงบทบาทสมมติ  และการร่วมกันช่วยกันแก้ปัญหา
                           2.2  เลือกผู้แสดง เมื่อผู้เรียนเกิดความกระตือรือร้นที่จะเข้าร่วมกิจกรรมแล้วผู้สอนจะจัดตัวผู้แสดงในบทบาทต่าง ๆ  ในการเลือกตัวผู้แสดงนั้นอาจใช้วิธีดังนี้
                                1) เลือกอย่างเจาะจง  เช่น  เลือกผู้ที่มีปัญหาออกมาแสดง  เขาได้รู้สึกในปัญหาและเห็นวิธีแก้ปัญหา
                                2) เลือกผู้ที่มีบุคลิกลักษณะคุณสมบัติ  มีความสามารถเหมาะสมกับบทบาทที่กำหนดให้
                                3) เลือกผู้แสดงโดยให้อาสาสมัคร เพื่อให้เสรีภาพแก่ผู้เรียนในการเรียน  การตัดสินใจ
                           2.3  การเตรียมความพร้อมของผู้แสดง  เมื่อเลือกผู้แสดงได้แล้ว  ผู้สอนควรให้เวลา  ผู้แสดงได้เตรียมตัวและตกลงกันก่อนการแสดง  ผู้สอนควรช่วยให้กำลังใจ  ช่วยขจัดความตื่นเต้นประหม่า และความวิตกกังวลต่าง ๆ  เพื่อผู้แสดงได้แสดงอย่างเป็นธรรมชาติ
                           2.4  การจัดฉากการแสดง  การจัดฉากการแสดงอาจจะจัดแบบง่าย ๆ  คำนึงถึงความประหยัดทั้งเวลาและทรัพยากร  เช่น  อาจสมมติโดยการเลื่อนโต๊ะเพียงตัวเดียว  เพราะการจัดฉากนี้เป็นเพียงส่วนประกอบย่อยของการแสดง 
                           2.5  การเตรียมผู้สังเกตการณ์  ในขณะที่ผู้แสดงเตรียมตัว  ผู้สอนควรได้ใช้เวลานั้นเตรียมผู้ชมด้วย  โดยควรทำความเข้าใจกับผู้ชมว่าควรสังเกตอะไรจึงจะเป็นประโยชน์ต่อ            การวิเคราะห์และอภิปรายในภายหลัง  ผู้สอนอาจเตรียมหัวข้อการสังเกต  หรือจัดทำแบบสังเกตการณ์เตรียมไว้ให้พร้อม  แล้วเลือกผู้สังเกตการณ์ช่วยกันดู    และบันทึกพฤติกรรมและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่อย ๆ  ไป
                           2.6  การแสดง  เมื่อทุกฝ่ายพร้อมแล้วจึงเริ่มแสดง  การแสดงนี้ควรปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ  ผู้สอนและผู้ชมไม่ควรเข้าขัดกลางคัน  นอกจากในกรณีที่ผู้แสดงต้องการ          ความช่วยเหลือ  ในขณะที่แสดงผู้สอนควรสังเกตพฤติกรรมของผู้แสดงและผู้ชมอย่างใกล้ชิด
                           2.7  การตัดบท  ผู้สอนหรือผู้กำกับควรตัดบทหรือหยุดการแสดงเมื่อการแสดงผ่านไปเป็นเวลาพอสมควร  ไม่ควรปล่อยให้การแสดงเยิ่นเย้อเกินไปจะทำให้เสียเวลาและผู้ชมเกิด ความเบื่อหน่าย  การตัดบทควรจะทำเมื่อ
                                1) การแสดงได้ให้ข้อมูลแก่กลุ่มเพียงพอที่จะนำมาวิเคราะห์และอภิปรายได้
                                2) ผู้ชมและผู้แสดงพอจะเล่าได้ว่า  เรื่องราวจะเป็นอย่างไรถ้ามีการแสดงต่อไป
                                3) ผู้แสดงไม่สามารถแสดงต่อไปได้  เพราะเกิดความเข้าใจผิดบางประการหรือเกิดอารมณ์สะเทือนใจมากเกินไป
                                4) การแสดงยืดเยื้อไม่ยอมจบหรือจบไม่ลง  และผู้ชมหมดความสนใจที่จะชมการแสดงจนจบเรื่อง
                    3. ขั้นวิเคราะห์และอภิปรายผลการแสดง  (ขั้นประเมินผล)  ขั้นนี้ถือเป็นขั้นที่สำคัญยิ่งในการสอน  เพราะเป็นขั้นที่จะช่วยให้ผู้เรียนได้รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ  ที่ได้สังเกตเห็นและนำมาวิเคราะห์อภิปรายจนเกิดเป็นการเรียนรู้ที่มีความหมายสำหรับตนเอง  ในขั้นนี้ครูควรจะเตรียมคำถามต่าง ๆ  ไว้เป็นแนวทางสำหรับตนเอง  ที่จะใช้กระตุ้นให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์และอภิปรายร่วมกัน  โดยทั่ว ๆ  ไปวิธีการที่ใช้ในการดำเนินการในขั้นนี้  มีดังนี้
                           3.1  ชี้แจงให้ทั้งผู้แสดงและผู้ชมเข้าใจว่า  การอภิปรายจะเน้นที่เหตุผลและพฤติกรรมที่ผู้แสดงได้แสดงออกมาไม่ใช่เน้นที่ใครแสดงดีไม่ดีอย่างไร
                           3.2  สัมภาษณ์ความรู้สึกและความคิดผู้แสดง
                           3.3  สัมภาษณ์ความรู้สึกและความคิดของผู้สังเกตการณ์หรือผู้ชม
                           3.4  ให้กลุ่มผู้แสดงและผู้ชมวิเคราะห์เหตุการณ์  เสนอความคิดเห็นและอภิปรายร่วมกัน  โดยครูอาจใช้คำถามต่าง ๆ  กระตุ้นให้ผู้เรียนคิด
                    ข้อสำคัญข้อหนึ่งที่ครูพึงระวังในการดำเนินการอภิปรายก็คือ  ครูควรแสดงความเป็นประชาธิปไตย  ให้เสรีภาพแก่ผู้เรียนอย่างเต็มที่ในการคิด  ตัดสินใจ  ไม่ประเมินค่าตัดสิน        ความคิดเห็นของผู้เรียน  อันอาจทำให้ผู้เรียนเกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัย  ไม่กล้าเปิดเผยความรู้สึก    ที่แท้จริง
                    4. ขั้นแสดงเพิ่มเติม   หลังจากการวิเคราะห์และอภิปรายผลการแสดงแล้ว  กลุ่มอาจจะเสนอแนวทางใหม่ ๆ  ในการแก้ปัญหาหรือการตัดสินใจ  ครูอาจจะให้มีการแสดงเพิ่มเติมก็ได้  แต่ถ้าการแสดงเพิ่มเติมนี้ไม่จำเป็น  ครูสามารถข้ามขั้นไปถึงขั้นที่  5  เลยก็ได้
                    5. ขั้นแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสรุป  หลังจากอภิปรายเกี่ยวกับการแสดงแล้วครูควรกระตุ้นให้ผู้เรียนได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่มีส่วนสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ได้ศึกษา     แก่กันและกัน  การแลกเปลี่ยนประสบการณ์นี้จะช่วยให้ผู้เรียนได้แนวความคิดกว้างขวางขึ้น  และส่งเสริมให้ผู้เรียนเห็นว่าสิ่งที่เรียนนั้นเกี่ยวข้องกับความจริง  จะทำให้ผู้เรียนสามารถที่จะหาข้อสรุป  หรือได้แนวความคิดรวบยอดที่ตนสามารถเข้าใจได้อย่างดี

                    จุไรรัตน์ นิพัทธ์สัจก์ (2529 : 139146)  อ้างใน  เสริมศรี  ลักษณศิริ (2540 : 263-266) กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นการใช้บทบาทสมมติแบบมีบทเตรียมไว้  หรือแบบไม่มีบทเตรียมไว้  มีขั้นตอนดังไปนี้
                    1. ขั้นที่ 1 ขั้นเตรียมการ แบ่งออกเป็น  2  ตอน  คือ
                           1.1  การแจกแจงและกำหนดขอบเขตของปัญหา  ในขั้นนี้ครูจะต้องวิเคราะห์แยกแยะสถานการณ์ออกมาให้ได้ว่า  อะไรคือปัญหา หรือจุดที่ต้องการชี้ให้ผู้เรียนเป็นและเรียนเพื่อความเข้าใจ    และกำหนดขอบเขตของปัญหาที่จะสอน
                           1.2  การกำหนดสถานการณ์สมมติและบทบาทสมมติ  เมื่อได้ปัญหาที่ชัดเจนแล้วครูจะต้องกำหนดสถานการณ์สมมติที่ง่ายและชัดเจนขึ้น  พร้อมทั้งเขียนบทบาทสมมติที่จะให้ผู้เรียนแสดงบทบาทสมมติที่เขียนขึ้นนี้  ควรจะสามารถช่วยให้ผู้เรียนได้ประสบปัญหาและข้อขัดแย้งเพื่อฝึกฝนการแก้ปัญหาและการตัดสินใจ
                    2. ขั้นที่  2  ขั้นแสดง  แบ่งออกเป็น  7  ตอน  คือ
                           2.1  การอ่านเรื่อง  หมายถึง  การนำผู้เรียนให้ไปสู่เรื่องที่จะศึกษาหรือปูพื้นให้ผู้เรียนมีความเข้าใจตรงกันในเรื่องที่จะเรียน  ในขั้นนี้ครูอาจจะเล่าเรื่องราวหรือสถานการณ์สมมติให้ผู้เรียนฟัง  การเล่าเรื่องอุ่นเครื่องนี้จะเป็นไปมากน้อยเพียงใดย่อมขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายและสถานการณ์ที่ตั้งไว้
                           2.2  การเลือกตัวผู้แสดง  การเลือกตัวผู้แสดงอาจเป็นไปได้ใน  2  ลักษณะ  คือ  อาจจะเลือกตัวผู้แสดงที่มีลักษณะใกล้เคียงกับลักษณะตรงกันข้ามกับลักษณะของบทบาทที่มอบหมายให้ก็ได้  ในกรณีแรกการแสดงจะช่วยให้กลุ่มเข้าใจปัญหาได้ดี  เพราะการแสดงจะช่วยให้ผู้แสดงและผู้ชมได้เข้าใจถึงบทบาทของผู้ที่มีลักษณะแตกต่างออกไป  ดังนั้นการเลือกตัวผู้แสดงจึงขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายของการแสดงและการสอน  เป็นต้น
                           2.3  การจัดฉากแสดง  การจัดฉากนั้นก็เป็นการจัดฉากแบบสมมติขึ้นมา  เพื่อให้   การแสดงนั้นดูใกล้เคียงกับความเป็นจริงนั้น  การจัดฉากอาจจะเป็นไปในลักษณะแบบง่าย ๆ  โดยการเลื่อนโต๊ะเพียงตัวเดียวไปจนถึงการจัดฉากแบบหรูหรา
                           2.4  การเตรียมผู้สังเกตการณ์  การใช้บทบาทสมมติในการเรียนนั้นช่วยให้การเรียนสนุกสนานมีชีวิตชีวาก็จริง  แต่ครูจะต้องไม่ลืมว่าการเรียนนี้ไม่ใช่การเรียนเพื่อสนุกอย่างเดียว   ครูควรช่วยให้นักเรียนหัดสังเกตและวิเคราะห์เหตุการณ์  ดังนั้น  การเตรียมผู้ชมหรือผู้สังเกตการณ์จึงเป็นสิ่งจำเป็น  ไม่เช่นนั้นการอภิปรายและวิเคราะห์หลังการแสดงจะไม้ได้ผลเท่าที่ควร
                           2.5  การเตรียมความพร้อมก่อนแสดง  การที่ผู้เรียนจะแสดงบทบาทสมมติให้เป็นไปอย่างธรรมชาติ  ดังนั้นครูจำเป็นต้องช่วยขจัดความตื่นเต้นประหม่าและความวิตกกังวลของผู้แสดงออกไปด้วยวิธีการต่าง ๆ
                           2.6  การแสดง  เมื่อผู้แสดงและผู้ชมพร้อมแล้ว  ผู้แสดงก็เริ่มแสดงได้  การแสดงนี้ควรให้เป็นไปตามธรรมชาติ  ไม่มีการตัดกลางคัน  นอกจากในกรณีที่ผู้แสดงต้องการความช่วยเหลือ  ครูหรือผู้กำกับการแสดงอาจเข้าไปช่วยได้ตามโอกาส
                           2.7  การตัดบท  เมื่อผู้แสดงได้แสดงเป็นไปเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว  ครูหรือผู้กำกับการแสดงควรตัดบทหรือหยุดการแสดง  ไม่ควรปล่อยให้การแสดงเยิ่นเย้อไปจะทำให้เสียเวลาและผู้ชมเกิดความเบื่อหน่าย  การตัดจะทำได้ในกรณีต่อไปนี้
                                2.7.1  เมื่อการแสดงนั้นได้ให้ข้อมูลเพียงพอแก่กลุ่มที่จะนำมาวิเคราะห์และอภิปรายได้
                                2.7.2  กลุ่มพอจะเดาได้ว่าเรื่องราวจะเป็นอย่างไรถ้าจะมีการแสดงต่อไป
                                2.7.3  ผู้แสดงไม่สามารถแสดงต่อไปได้เพราะเกิดความเข้าใจผิดบางประการ
                                2.7.4  การแสดงจบเรื่อง
                    3.  ขั้นที่ 3  ขั้นวิเคราะห์และอภิปรายผลการแสดง
                    การวิเคราะห์การแสดงมักจะเป็นไปในรูปการอภิปรายร่วมกันระหว่างผู้แสดงผู้ชมหรือผู้สังเกตการณ์  การอภิปรายจะเป็นไปในรูปใดนั้นมักขึ้นกับวัตถุประสงค์ของการเรียน บางครั้งอาจจะมีการให้ผู้แสดงได้เปิดเผยความรู้สึกและเสนอความเห็นก่อนแล้ว  จึงให้ผู้ชมหรือ ผู้สังเกตการณ์เสนอความคิดเห็นการอภิปรายนี้จะต้องเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา  และเน้นที่เหตุผลของการแสดงออกและพฤติกรรมที่บทแสดงออกมา  โดยปกติการอภิปรายจะไม่มุ่งถึงว่าใครแสดงดีไม่ดีอย่างไร  นอกจากวัตถุประสงค์ของการแสดง  คือ  การฝึกทักษะการแสดง  การเรียนรู้ทั้งหลายจะอยู่ตรงขั้นนี้เป็นสำคัญ  ครูจะต้องช่วยกระตุ้นให้คิดและหาคำตอบโดยอาจใช้วิธีการตั้งคำถามช่วย


                    4. ขั้นที่  4  ขั้นแสดงเพิ่ม
                    หลังจากการวิเคราะห์และอภิปรายผลการแสดงแล้ว  กลุ่มอาจจะเสนอแนะแนวความคิดใหม่ ๆ  ในการแก้ปัญหาหรือตัดสินใจ  หรือถ้าหากการแสดงครั้งแรกยังได้ผลไม่เป็นที่พอใจ  ครูอาจจะให้มีการแสดงซ้ำ  หรือเพิ่มเติมก็ได้  เมื่อดูผลอีกครั้ง  หากการแสดงใหม่นี้ไม่จำเป็นครูจะสามารถข้ามไปขั้นที่  5  ได้เลย
                    5. ขั้นที่  5  ขั้นแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสรุป
                    หลังจากการอภิปรายเกี่ยวกับการแสดงแล้ว  ครูควรจะกระตุ้นให้ผู้เรียนได้อภิปราย       ทั่ว ๆ  ไป  ซึ่งโดยมากจะเป็นการเล่าประสบการณ์ที่เกี่ยวกับเรื่องที่เกี่ยวข้องให้กันและกันฟัง      การแลกเปลี่ยนประสบการณ์นี้จะช่วยให้ผู้เรียนได้แนวความคิดกว้างขวางขึ้นและส่งเสริมให้ผู้เรียนเห็นว่าสิ่งที่เรียนนั้นเกี่ยวข้องกับความเป็นจริงจะทำให้ผู้เรียนสามารถที่จะหาข้อสรุป  หรือได้แนวความคิดรวบยอดที่ตนสามารถเข้าใจได้อย่างดี 
                    ระวีวรรณ วุฒิประสิทธิ์ (2530 : 75) อธิบายขั้นตอนการใช้บทบาทสมมติ ไว้ดังนี้
                    1. ขั้นเตรียมการ  มีดังนี้
                           1.1  กำหนดขอบเขตของปัญหาว่า  จะใช้บทเรียนตอนใดให้ผู้เรียนเรียนโดยใช้บทบาทสมมติ  อะไรคือ  ปัญหาที่ต้องการเน้น  ความคิดรวบยอดที่ต้องการคืออะไร  บ่งออกมาให้ชัดเจน
                           1.2  กำหนดสถานการณ์และบทบาทที่จะแสดง  สถานการณ์สมมติต้องให้ง่ายและชัดเจน  โดยครูและผู้เรียนจะร่วมมือกันในการคัดเลือกตัวผู้แสดง  ผู้กำกับการแสดง  การจัดฉาก  ตอลดจนการเขียนบทบาทสมมติขึ้น
                    2. ขั้นแสดง
                   ผู้แสดงจะต้องรู้บทบาทของตัวเอง  แสดงให้เป็นไปตามธรรมชาติ  คอรบคลุมเนื้อหาของบทเรียนเพียงพอแก่การนำมาวิเคราะห์และอภิปราย สรุป
                    3.  ขั้นวิเคราะห์และอภิปราย
                   ครูและผู้เรียนช่วยกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผู้แสดงว่า  ได้แสดงท่าทางได้ถูกต้องใกล้เคียงความจริงเพียงใด  ได้เนื้อหาถูกต้องหรือไม่  และการแสดงนั้นมีข้อบกพร่องหรือปัญหาอะไรบ้าง  และควรจะแก้ปัญหานั้น ๆ  อย่างไร
                    4. ขั้นสรุป
                    เป็นขั้นที่ผู้เรียนสรุปแนวความคิดที่ได้ภายหลังจากการแสดงบทบาทสมมติทุกครั้ง  ขั้นนี้จึงเป็นขั้นที่ช่วยให้ผู้เรียนมีแนวคิดที่กว้างขวางขึ้น
                    ไสว ฟักขาว (2544  : 124) กล่าวว่าวิธีสอนโดยใช้บทบาทสมมติเป็นวิธีจัดการเรียนการสอนที่ให้ผู้เรียนจากเรื่องราวที่ครูสมมติขึ้นซึ่งผู้เรียนจะได้ฝึกคิด  และแสดงความรู้สึกในสถานการณ์ที่ตนเองสวมบทบาทอยู่มีขั้นตอนการสอน  ประกอบด้วย

                    ขั้นที่  1  ขั้นอุ่นเครื่อง
                    ครูจะบอกวัตถุประสงค์  และความคาดหวังจากการเรียนรู้จากบทบาทสมมติที่สร้างขึ้น
                    ขั้นที่  2  ขั้นคัดเลือกผู้แสดง
                    ครูคัดเลือกผู้แสดงที่เต็มใจและมีความกล้าแสดงออกและมีแววเป็นนักแสดงที่ดีแล้วให้ทำการฝึกซ้อม
                    ขั้นที่  3  ขั้นจัดฉาก
                    ครูจะให้ผู้เรียนช่วยกันออกแบบฉากให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริง
                    ขั้นที่  4  ขั้นเตรียมผู้สังเกตการณ์
                    ครูจะบอกบทบาทของผู้ชมว่าควรสังเกตอะไรบ้าง  เช่น  การแสดงบทบาทของผู้แสดง  ข้อคิด  และข้อเสนอที่ได้จากการชม
                    ขั้นที่  5  ขั้นแสดงและการตัดการแสดง
                   ครูให้ผู้แสดง  แสดงบทบาทสมมติเป็นนักศึกษาที่ฝึกสอนและนักเรียนตามเรื่องที่กำหนด  และเมื่อเวลาผ่านไปพอสมควรเมื่อเห็นว่าผู้ชมได้ข้อมูลเพียงพอแล้วจึงสั่งให้ยุติการแสดง
                    ขั้นที่  6  ขั้นอภิปรายและประเมินผล
                    ครูให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายอย่างเสนีจากเรื่องที่ได้ชมการแสดงทั้งเห็นด้วยและไม่เป็นด้วยในพฤติกรรมของผู้แสดง
                    ขั้นที่  7  ขั้นแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสรุป
                    ครูให้ผู้เรียนร่วมกันอภิปรายแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของแต่ละคนในชีวิตจริงเพื่อให้ผู้เรียนมีแนวคิดที่กว้างขวางมากขึ้นและช่วยกันสรุปเป็นข้อความรู้ที่ได้จากการเรียน
                    ขั้นที่  8  ขั้นสรุปอ้างอิง
                    ครูมอบหมายให้ผู้เรียนคิดเพิ่มเติมเกี่ยวกับบทบาทของแต่ละคนในสถานการณ์ใหม่ที่ใกล้เคียงกับเรื่องที่ได้เรียนไปแล้วเพื่อจะนำไปสู่การตัดสินใจที่จะปรับปรุงพฤติกรรมที่เหมาะสมในการปฏิบัติตน
                    อินทิรา  บุณยาทร (2542 : 99-100) อธิบายถึงขั้นตอนการสอนโดยใช้การแสดงบทบาทสมมติ ดังนี้ 
                    1. ขั้นเตรียมการ
                           1.1  กำหนดจุดประสงค์ให้แน่ชัดว่า  ต้องการให้ผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจอะไรจากการแสดง
                           1.2  เตรียมสถานการณ์ให้สอดคล้องกับจุดประสงค์  โดยเขียนแล้วมอบให้ผู้เรียนหรือเล่าให้ผู้เรียนฟัง  ส่วนรายละเอียดให้ผู้เรียนคิดเอง
                    2. ขั้นดำเนินการสอน
                           2.1  นำเข้าสู่การแสดงบทบาทสมมติโดยกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความสนใจ  เช่น   โยงประสบการณ์ใกล้ตัวผู้เรียนเข้ามาในบทเรียน  เล่าเรื่องราว  กำหนดสถานการณ์สมมติ  ฯลฯ  ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการแสดง  และร่วมกันหาทางแก้ปัญหา
                           2.2  เลือกผู้แสดง
                                   -  เลือกแบบเจาะจง  เช่น  เลือกผู้ที่มีปัญหาออกมาแสดง  เพราะรู้ดีถึงปัญหาและวิธีแก้ไข
                                   -  เลือกผู้ที่มีบุคลิกลักษณะ  คุณสมบัติเหมาะสม  มีความสามารถตามบทบาทที่ต้องการ
                                   -  เลือกอาสาสมัครเพื่อให้เสรีภาพแก่ผู้เรียนในการเรียนและการตัดสินใจ
                           2.3  เตรียมความพร้อมของผู้แสดง  เมื่อเลือกผู้แสดงได้แล้ว  ผู้สอนต้องให้เวลา         ผู้แสดงได้เตรียมตัว  โดยให้กำลังใจ  ขจัดความตื่นเต้นประหม่า  ฯลฯ
                           2.4  เตรียมจัดฉากการแสดงซึ่งต้องเป็นไปอย่างง่าย ๆ  ประหยัดทั้งเวลาและทรัพยากร
                           2.5  เตรียมผู้ชม  โดยทำความเข้าใจกับผู้ชมว่า  ควรจะสังเกตอะไรบ้างจึงจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอน  กำหนดเป็นหัวข้อหรือจัดทำแบบสังเกตการณ์เตรียมไว้ให้พร้อมเพื่อให้ผู้ชมบันทึกพฤติกรรมและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่อง ๆ  ไป
                           2.6  เมื่อทุกฝ่ายพร้อมก็ให้เริ่มแสดง  การแสดงจะต้องปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ  ไม่ขัดกลางคัน
                           2.7 การตัดบท  ผู้สอนจะต้องตัดบทหรือหยุดการแสดงเมื่อการแสดงผ่านไปพอสมควร  ไม่ปล่อยให้เยิ่นเย้อ  วิธีการตัดบทควรทำเมื่อ
                                   -  การแสดงให้ข้อมูลแก้ผู้ชมเพียงพอที่จะนำมาวิเคราะห์และอภิปรายได้
                                   -  สามารถเดาเหตุการณ์ต่อไปได้ถูกต้อง
                                   -  ผู้แสดงไม่สามารถแสดงต่อไปได้  เพราะความเข้าใจผิดในบทบาทและอื่น ๆ
                                   -  การแสดงยืดเยื้อ  ผู้ชมหมดความสนใจ
                    3.  ขั้นวิเคราะห์และอภิปรายผลการแสดง
                    ขั้นนี้เป็นขั้นที่สำคัญยิ่งในการสอน  เพราะจะช่วยรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ  ให้กับผู้เรียนตามที่ได้สังเกตเห็นเพื่อนำมาอภิปรายจนเกิดเป็นการเรียนรู้ที่มีความหมายสำหรับตนเอง  ขั้นนี้ผู้สอนจะต้องเตรียมคำถามไว้เป็นแนวทางสำหรับตนเองในการที่จะกระตุ้นผู้เรียนให้คิดและอภิปรายร่วมกัน  โดยมีขั้นตอนดังนี้
                           3.1  ชี้แจงทั้งผู้แสดงและผู้ชมว่า  การอภิปรายจะเน้นที่เหตุผลและพฤติกรรมที่แสดงออกมาไม่ใช่เน้นที่ใครแสดงดีไม่ดีอย่างไร
                           3.2  สัมภาษณ์ความรู้สึกและความคิดของผู้แสดง
                           3.3  สัมภาษณ์ความรู้สึกและความคิดของผู้ชมการแสดง
                           3.4  ให้กลุ่มผู้แสดงและกลุ่มผู้ชมวิเคราะห์เหตุการณ์  เสนอความคิดเห็นและอภิปรายร่วมกัน

                    4.  ขั้นแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสรุป
                    เมื่อจบการอภิปรายผู้สอนจะต้องกระตุ้นให้ผู้เรียนแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่มีส่วนสัมพันธ์  หรือเกี่ยวข้องกับเรื่องที่กำลังเรียน  การแลกเปลี่ยนประสบการณ์จะช่วยทำให้ผู้เรียนได้แนวความคิดกว้างขวางขึ้นและเป็นการส่งเสริมให้ผู้เรียนเห็นว่าสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปนั้นเป็นเรื่องจริง  ก่อให้เกิดแนวความคิดรวบยอดที่สามารถเข้าใจบทเรียนดียิ่งขึ้น
                    นอกจากนี้ สิริวรรณ ศรีพหล และ พันทิพา อุทัยสุข (2540 : 107-109) ได้เสนอขั้นตอนการสอนโดยการแสดงบทบาทสมมติ แบ่งออกเป็น  9  ขั้นตอน  ดังนี้
                    ขั้นที่  1  กำหนดปัญหาหรือประเด็นที่จะนำมาสู่การแสดง  การกำหนดเหตุการณ์หรือปัญหานั้นควรเลือกปัญหาที่ไม่ซับซ้อนมากนัก  และควรเกี่ยวข้องเฉพาะประเด็นหรือวัตถุประสงค์เดียวเท่านั้น  การกำหนดเหตุการณ์ที่ซับซ้อนและการมีวัตถุประสงค์หลาย ๆ  ข้อนั้นไม่เกิดประโยชน์อะไร
                    การกำหนดปัญหาหรือประเด็นนั้น  ครูเป็นผู้กำหนดส่วนใหญ่  ครูจึงควรเข้าใจเหตุการณ์ที่จะนำมาแสดงอย่างชัดเจนพอสมควร  ส่วนข้อสรุปนั้นอาจไม่จำเป็น  เพราะข้อสรุปหรือตอนจบของเรื่องเป็นเรื่องของผู้แสดงว่าจะแสดงออกอย่างไร
                    เมื่อได้ปัญหาแล้ว  ครูก็จะนำปัญหานั้นมาเสนอให้แก่ผู้เรียน  อาจวิธีเล่าเหตุการณ์หรือปัญหานั้น ๆ  ด้วยตนเอง  หรืออาจฉายภาพยนตร์  หรือการแสดงรูปภาพประกอบการเล่าเรื่องราวนั้น  หน้าที่ของครูในชั้นนี้จะต้องทำให้ประเด็นที่เสนอมานั้นกระจ่างชัดเพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจและต้องเป็นความเข้าใจที่รวมกันทั้งกลุ่มด้วย
                    เมื่อเข้าใจเหตุการณ์และปัญหาที่จะศึกษาตรงกันแล้ว  ครูและนักเรียนจะช่วยกันตีความในเรื่องราวนั้น ๆ  คือ  เพิ่มรายละเอียดในเหตุการณ์นั้น ๆ  นั่นเอง  รวมทั้งสำรวจว่าอะไรคือปัญหาของเรื่อง
                    จากนั้นจะช่วยกันทำนายว่าเหตุการณ์นั้น ๆ  น่าจะสิ้นสุดลงอย่างไร  เช่น  ปัญหาของนางสาวเรวดีในเหตุการณ์นี้คืออะไรและเรวดีควรทำอย่างไร การถามคำถามเหล่านี้จะเป็น          การท้าทายให้ผู้เรียนสนใจติดตามเหตุการณ์ว่าจะลงเอยในรูปใด  ซึ่งก็เป็นการกระตุ้นผู้เรียนให้สนใจต่อบทเรียนนั้นเอง
                    ขั้นที่  2  เลือกผู้แสดง  เมื่อเข้าใจเหตุการณ์และบุคคลที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้น ๆ ตลอด  จนบทบาทของบุคคลในเหตุการณ์นั้น  ก็จะมาถึงขั้นตอนการเลือกผู้แสดง  ครูและนักเรียนอาจร่วมกันเลือกผู้แสดงว่าใครควรเล่นบทบาทใด  อาจให้นักเรียนผู้อาสาสมัครเองก็ได้  หรือบางครั้งครูอาจมีเงื่อนไขในการเลือกผู้แสดงเพื่อความเหมาะสมทั้งนี้ต้องแล้วแต่ครูจะวินิจฉัยเองว่าอะไรควรหรือไม่ควร
                    ขั้นที่  3 จัดฉากและกำหนดขอบเขตของบทบาท  การแสดงบทบาทสมมติต้องการฉากเพียงเล็กน้อย  ส่วนบทนั้นจะไม่มีการเตรียมบทสนทนาอย่างเป็นทางการ  บทบาทนั้นถือว่าเป็นความอิสระของผู้แสดงที่จะแสดงอะไรก็ได้ตามที่เขาคิดว่าบุคคลในเหตุการณ์นั้น ๆ  ควรแสดง
                    ขั้นที่  4  เตรียมผู้สังเกตการณ์  ดังได้กล่าวแล้วว่า  การแสดงบทบาทสมมตินั้น ผู้เรียนจะถูกแบ่งเป็นสองฝ่าย  คือ  ฝ่ายที่เป็นผู้แสดงและฝ่ายที่เป็นผู้ชม  การเตรียมผู้สังเกตการณ์ของผู้ชมนั้น  ครูจะต้องมอบหมายกิจกรรมระหว่างการชมบทบาทสมมติแก่ผู้สังเกตการณ์ด้วย  เพื่อให้การชมบทบาทสมมติมีเป้าหมายตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้มิได้ชมไปเฉย ๆ
                    ขั้นที่ 5 แสดง  เมื่อเตรียมการพร้อมแล้ว  ผู้แสดงทุกคนแสดงตามบทที่ได้รับมอบหมายโดยการแสดงอารมณ์ความรู้สึกของตนออกมาอย่างเต็มที่เหมือนเช่นตนเองอยู่ในเหตุการณ์นั้น   จริง ๆ  หรือสวมวิญญาณของบุคคลนั้นอยู่  การแสดงอารมณ์  ทัศนคติ  การตัดสินใจ  และอื่น ๆ  อย่างจริงจังของผู้แสดงจะทำให้การเรียนได้ผลดี  เพราะทั้งผู้แสดงและผู้ชมจะเข้าใจเหตุการณ์และการแสดงออกของบุคคลในเหตุการณ์มากขึ้น
                    ขั้นที่ 6 อภิปรายและการประเมินผล  ถ้าปัญหาหรือเหตุการณ์ที่หยิบยกขึ้นมาแสดงเป็นเหตุการณ์ที่น่าสนใจ  ตลอดจนผู้แสดงและผู้ชมก็เป็นกลุ่มผู้เรียนที่มีความสามารถและมีอารมณ์ร่วมในเหตุการณ์แล้วนั้น  การอภิปรายจะได้ผลมาก  โดยที่การอภิปรายนั้นส่วนใหญ่จะแบ่งเป็นกลุ่มย่อย  โดยอาจแบ่งกลุ่มโดยให้ผู้แสดงทั้งหมดอยู่กลุ่มเดียวกันและผู้สังเกตการณ์อาจมีอีก  1 -3  กลุ่ม  หรืออาจแบ่งโดยให้ทุกกลุ่มมีทั้งผู้แสดงและผู้สังเกตการณ์แต่จะมีทั้งหมดกี่กลุ่มแล้วแต่ความเหมาะสม  และแสดงความคิดต่อบทบาทที่ผู้แสดงแสดงจบไปแล้ว  อาจมีทั้งเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยทั้งนี้แล้วแต่เหตุผลของผู้อภิปราย ผู้แสดงก็มีโอกาสที่จะแสดงเหตุผล  ทัศนคติของตนก็ได้ว่าทำไมจึงแสดงบทบาทหรือมีความรู้สึกเช่นนั้น  การอภิปรายจะช่วยให้เกิดความคิดกว้างไกลขึ้น
                    ขั้นที่  7  แสดงเพิ่มเติม  ควรจะมีการแสดงเพิ่มเติมเพื่อให้เหตุการณ์นั้นมีทางออกนอกเหนือจากที่แสดงไปแล้ว  เช่น  บางครั้งเมื่ออภิปรายจบลง  กลุ่มอภิปรายเห็นทางออกของเหตุการณ์นั้น  หรือมีวิธีการแก้ปัญหาในแนวใหม่  อาจแสดงเพิ่มเติม  เพื่อดูผลว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเป็นทางออกใหม่
                    ขั้นที่  8  อภิปรายและประเมินผลอีกครั้ง  เมื่อการแสดงเพิ่มเติมจบลง  กลุ่มจะอภิปรายและประเมินผลอีกครั้งเกี่ยวกับการแสดงนั้น  อาจมีการเปรียบเทียบผลที่ได้จากการแสดงครั้งแรกและครั้งหลังว่าต่างกันอย่างไร  พร้อมกันนั้นก็จะหาข้อสรุป  ซึ่งข้อสรุปดังกล่าวย่อมเป็นข้อสรุปที่ทุกฝ่ายยอมรับ
                    ขั้นที่  9  แลกเปลี่ยนประสบการณ์และสรุปเป็นหลักการ  ในขั้นนี้จะเป็นการสรุปเรื่องราวที่ได้ศึกษาไป  โดยการแลกเปลี่ยนประสบการณ์อาจให้ผู้แทนแต่ละกลุ่มออกมาสรุปผลการอภิปรายของกลุ่มตนว่าเป็นอย่างไร  ทั้งนี้จะทำให้ผู้เรียนกลุ่มอื่น ๆ  มีความคิดกว้างขึ้น  จากนั้นจะนำความคิดและข้อสรุปจากการศึกษาไปสัมพันธ์กับเหตุการณ์ที่เป็นจริงอยู่ในสังคม  อาจได้เป็นหลักการออกมา  ซึ่งเป็นหลักการที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของบุคคลในสังคมนั่นเอง
                  
  
เทคนิคและข้อเสนอแนะต่าง ๆ  ในการใช้วิธีสอนโดยการใช้การแสดงบทบาทสมมติ
ให้มีประสิทธิภาพ   
                    ทิศนา  แขมมณี (2550 : 359-360) กล่าวถึงการสอนโดยใช้การแสดงบทบาทสมมติว่ามีเทคนิคและข้อเสนอแนะ ดังนี้
                    1. การเตรียมการ  ผู้สอนกำหนดวัตถุประสงค์เฉพาะให้ชัดเจน  และสร้างสถานการณ์และบทบาทสมมติที่จะช่วยสนองวัตถุประสงค์นั้น  สถานการณ์และบทบาทสมมติที่กำหนดขึ้นควรมีความใกล้เคียงกับความเป็นจริง  ส่วนจะมีรายละเอียดมากน้อยเพียงใดขึ้นกับวัตถุประสงค์  ผู้สอนอาจใช้บทบาทสมมติแบบละคร  ซึ่งจะกำหนดเรื่องราวให้แสดงแต่ไม่มีบทให้  ผู้สวมบทบาทจะต้องคิดแสดงเอง  หรืออาจใช้บทบาทสมมติแก้ปัญหา  ซึ่งจะกำหนดสถานการณ์ที่มีปัญหาหรือความขัดแย้งและอาจให้ข้อมูลเพิ่มเติมมากบ้าง  น้อยบ้าง  ซึ่งผู้สวมบทบาทจะใช้ข้อมูลเหล่านั้นในการแสดงออกและแก้ปัญหาตามความคิดของตน
                    2. การเริ่มบทเรียน  ผู้สอนสามารถกระตุ้นความสนใจของผู้เรียนได้หลายวิธี  เช่น  โยงประสบการณ์ใกล้ตัวผู้เรียน  หรือประสบการณ์ที่ผู้เรียนไดรับจากการเรียนครั้งก่อน ๆ  เข้าสู่เรื่องที่จะศึกษา  หรืออาจใช้วิธีเล่าเรื่องราวหรือสถานการณ์สมมติที่เตรียมมาแล้วทิ้งท้ายด้วยปัญหา  เป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนอยากคิด  อยากติดตาม  หรืออาจใช้วิธีชี้แจงให้ผู้เรียนเห็นประโยชน์จาก   การเข้าร่วมแสดง  และช่วยกันคิดแก้ปัญหา
                    3. การเลือกผู้แสดง  ควรเลือกให้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของการแสดง  เช่น  เลือก         ผู้แสดงที่มีลักษณะเหมาะสมกับบทบาท  เพื่อช่วยให้การแสดงเป็นไปอย่างราบรื่นตามวัตถุประสงค์ได้อย่างรวดเร็ว  หรือเลือกผู้แสดงที่มีลักษณะตรงกันข้ามกับบทบาทที่กำหนดให้เพื่อช่วยให้ผู้เรียนคนนั้นได้รับประสบการณ์ใหม่  ได้ทดลองแสดงพฤติกรรมใหม่ ๆ  และเกิดความเข้าใจในความรู้สึกและพฤติกรรมของผู้ที่มีลักษณะต่างไปจากตน  หรืออาจให้ผู้เรียนอาสาสมัคร  หรือเจาะจงเลือกคนใดคนหนึ่ง  ด้วยวัตถุประสงค์ที่ต้องการช่วยให้บุคคลนั้นเกิดการเรียนรู้  เมื่อได้        ผู้แสดงแล้ว  ควรให้เวลาผู้แสดงเตรียมการแสดง  โดยอาจให้ฝึกซ้อมบ้างตามความจำเป็น
                    4. การเตรียมผู้สังเกตการณ์  หรือผู้ชม  ผู้สอนควรเตรียมผู้ชม  และทำความเข้าใจกับผู้ชมว่า  การแสดงบทบาทสมมตินี้  จัดขึ้นมิใช่มุ่งที่ความสนุก  แต่มุ่งที่จะให้เกิดการเรียนรู้เป็นสำคัญ  ดังนั้นจึงควรชมด้วยความสังเกต  ผู้สอนควรให้คำแนะนำว่าควรสังเกตอะไรและควรบันทึกข้อมูลอย่างไร  และผู้สอนอาจจัดทำแบบสังเกตการณ์ให้ผู้ชมใช้ในการสังเกตด้วยก็ได้
                    5. การแสดง  ก่อนการแสดงอาจมีการจัดฉากการแสดงให้ดูสมจริง  ฉากการแสดงอาจเป็นฉากง่าย ๆ  หรืออาจจะจัดให้ดูสวยงาม  แต่ไม่ควรจะใช้เวลามาก  และควรคำนึงถึงความประหยัดด้วย  เมื่อทุกฝ่ายพร้อมแล้ว  ผู้สอนให้เริ่มการแสดง  และสังเกตการแสดงอย่างใกล้ชิด    ไม่ควรมีการขัดการแสดงกลางคัน  นอกจากกรณีที่มีปัญหาเมื่อการแสดงออกนอกทาง  ผู้สอนอาจจำเป็นต้องให้คำแนะนำบ้าง  เมื่อการแสดงดำเนินไปพอสมควรแล้ว  ผู้สอนควรตัดบท  ยุติ         การแสดง  ไม่ควรให้การแสดงยืดยาว  เยิ่นเย้อจะทำให้ผู้ชมเกิดความเบื่อหน่ายการตัดบทควรทำเมื่อเห็นว่าการแสดงได้ให้ข้อมูลแก่กลุ่มเพียงพอที่จะนำมาวิเคราะห์และอภิปรายเพื่อให้เกิด        การเรียนรู้ตรงตามวัตถุประสงค์  หรือตัดบทเมื่อการแสดงเริ่มยืดเยื้อ  หรือเมื่อผู้ชมพอจะเดาได้ว่า  เรื่องราวจะดำเนินต่อไปอย่างไร  หรือในกรณีที่ผู้แสดงเกิดอารมณ์สะเทือนใจมากเกินไปจนแสดงต่อไปไม่ได้  ควรตัดบททันที
                    6. การวิเคราะห์อภิปรายผลการแสดง  ขั้นนี้เป็นขั้นสำคัญมาก  เพราะเป็นขั้นที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่ชัดเจนตามวัตถุประสงค์  เทคนิคที่จำเป็นสำหรับการอภิปรายในช่วงนี้มีหลายประการ ที่สำคัญ  คือ  การสัมภาษณ์ความรู้สึกและความคิดของผู้แสดงและจดบันทึกไว้บนกระดานต่อจากนั้นจึงสัมภาษณ์ผู้ชมหรือผู้สังเกตการณ์ถึงข้อมูลที่สังเกตได้ผู้สอนควรจดบันทึกข้อมูลเหล่านี้บนกระดาน  เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเห็นประเด็นในการอภิปรายและสรุป  ต่อจากนั้น  จึงให้ทุกฝ่ายร่วมกันอภิปราย  แสดงความคิดเห็น  และสรุปประเด็นการเรียนรู้  สิ่งสำคัญมากที่ผู้สอนพึงคำนึงในการอภิปรายก็คือ  การให้ผู้เรียนแสดงบทบาทสมมติเพื่อวัตถุประสงค์ที่จะใช้บทบาทเป็นเครื่องมือในการดึงความรู้สึกนึกคิด  การรับรู้  เจตคติ  หรืออคติต่าง ๆ  ที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของผู้แสดงออกมาเพื่อเป็นข้อมูลในการเรียนรู้  ดังนั้นการอภิปรายจึงต้องมุ่งเน้นและอภิปรายในเรื่องของพฤติกรรมที่ผู้สวมบทบาทแสดงออก  และความรู้สึกที่เป็นเหตุผลักดันให้เกิดการแสดงพฤติกรรมนั้นออกมา  การซักถาม  จึงควรมุ่งประเด็นไปที่ว่าผู้แสดงได้แสดงพฤติกรรมอะไรบ้าง  ทำไมจึงแสดงพฤติกรรมเช่นนั้น  และพฤติกรรมนั้นก่อให้เกิดผลอะไรตามมา  การอภิปรายไม่ควรมุ่งประเด็นไปที่การแสดงของผู้สมบทบาทว่า  แสดงได้ดี ไม่ดี  เพียงใด  เพราะนอกจากจะเป็นการอภิปรายที่ผิดกับวัตถุประสงค์แล้ว  ยังอาจทำให้ผู้แสดงเสียความรู้สึกได้
                    ในกรณีที่การอภิปรายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  และผู้เรียนเสนอแนะแนวคิดและแนวทางอื่น ๆ  เพิ่มเติมแตกต่างไปจากที่ผู้สวมบทบาทแสดง  ผู้สอนอาจให้มีการแสดงและ        การอภิปรายเพิ่มเติม  และสรุปบทเรียนอีกครั้งหนึ่ง
                    นอกจากนี้ บุญชม  ศรีสะอาด (2541: 62) ยังได้กล่าวถึงข้อเสนอแนะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการสอนโดยการแสดงบทบาทสมมติ ไว้ดังนี้
                   1. ผู้สอนควรชี้แจงจุดประสงค์ของการแสดงบทบาทสมมติ  และสิ่งที่ต้องการให้ผู้สังเกตการศึกษาจากการแสดงบทบาทสมมตินั้น
                    2. ผู้สอนต้องเตรียมสถานการณ์  และมีคำอธิบายสถานการณ์ให้ชัดเจนสำหรับผู้ที่        จะแสดงบทบาทแต่ละคน  ซึ่งจะต้องจดจำสถานการณ์ที่ตนจะต้องแสดงบทบาทไว้ให้แม่นยำ        มีความเข้าใจในบทบาทของตนอย่างรู้แจ้งสถานการณ์และบทบาทที่กำหนดมักพิมพ์ลงในแผ่นกระดาษเพื่อมอบให้ผู้แสดงบทบาทได้ศึกษา
                    3. ควรให้เวลาในช่วงสั้น ๆ  สำหรับผู้ที่จะแสดงบทบาทสมมติได้ประมวลความคิดซักซ้อมและเตรียมการ
                    4. ในการแสดงบทบาทสมมติจะต้องมีบรรยากาศที่เสรีและความรู้สึกปลอดภัย
                    5. อาจมีการปรับปรุงและแสดงกิจกรรมบางตอนใหม่
                    6.หลังจากการแสดงบทบาทสมมติควรมีการอภิปรายถึงพฤติกรรมที่แสดง  และประเมินผลการปฏิบัติของผู้เรียน  โดยใช้คำถามต่อไปนี้
                           6.1 แต่ละคนแสดงบทบาทได้สมจริงเพียงใด
                           6.2 มีความแตกต่างของบทบาทที่แสดงในทางใด
                           6.3 การแสดงบทบาทเปลี่ยนแปลงความคิดของท่านเกี่ยวกับตัวละครที่แสดงอย่างไร
                           6.4 อะไรคือจุดประสงค์ของการแสดงบทบาทสำหรับบทเรียนนี้


ข้อดีและข้อจำกัดของวิธีสอนโดยใช้บทบาทสมมติ
                    นักวิชาการหลายท่านได้กล่าวว่าการสอนโดยใช้บทบาทสมมติเป็นวิธีสอนที่มีทั้งข้อดีและข้อจำกัดหลายประการด้วยกัน ซึ่งจะกล่าวไว้ดังนี้
                    บุญชม  ศรีสะอาด (2541 : 61-62) กล่าวว่า การสอนโดยใช้บทบาทสมมติมีข้อดีและจำกัด ดังนี้
                    ข้อดี
                    1. ช่วยให้เกิดความเข้าใจว่าคนอื่นอาจคิด  รู้สึก  และปฏิบัติอย่างไร  เห็นอกเห็นใจคนอื่น
                    2. ใช้ช่วยในการเปลี่ยนแปลงเจตคติ
                    3. ผู้เรียนได้รับการเตรียมสำหรับสถานการณ์จริงที่จะเผชิญ
                    4. กระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์
                    5. สามารถใช้พัฒนาทักษะทางสังคม
                    6. ใช้ในการสอนหรือประเมินผลการเรียนรู้ด้านจิตพิสัย  หรือทั้งสองประการ
                    7. ผู้แสดงบทบาทเรียนรู้การจัดระบบความคิด  และการตอบสนองโดยฉับพลัน
                    8. ฝึกการใช้ระบบสื่อสารจากการปฏิบัติมากกว่าจากการใช้ถ้อยคำ
                    ข้อจำกัดหรือจุดด้อย 
                    1. ใช้เวลามาก
                    2. นักเรียนเก่งมักผูกขาดสถานการณ์
                    3. ผู้ที่ขาดทักษะที่จำเป็น  เช่น  เป็นคนขี้อาย  พูดติดอ่าง  จะรู้สึกไม่สบายใจและเป็นปัญหามาก
                    4. ผู้เรียนบางคนไม่สามารถแสดงบทบาทตามกำหนดได้
                    5. ถ้าไม่สามารถเชื่อมโยงการแสดงบทบาทสมมติกับบทเรียนให้กับผู้เรียนได้ก็จะทำกิจกรรมทั้งหมดนี้ด้อยคุณค่า
                    สามารถ คงสะอาด (2535 : 52) กล่าวถึงข้อดีและข้อจำกัดของการสอนแบบบทบาทสมมติ ไว้ดังนี้
                    ข้อดี
                    1. ฝึกให้นักเรียนได้แสดงออกในทางที่เหมาะสม
                    2. ช่วยให้นักเรียนมีทักษะมีไหวพริบ  และกล้าที่จะตัดสินใจ
                    3. ช่วยให้นักเรียนมีใจกว้าง  ยอมรับฟังความคิดเห็นคนอื่น
                    4. ทำให้บทเรียนสนุกสนาน  มีชีวิตชีวา
                    5. เป็นการเรียนที่นักเรียนได้มีส่วนร่วม


                    ข้อจำกัด 
                    1. เนื่องจากการสอนแบบบทบาทสมมติจะต้องใช้ผู้แสดงนั้น  ถ้าครูกำหนดนักเรียนไม่เหมาะกับบท  ก็จะได้ผลไม่ดีเท่าที่ควร  หรือบางครั้งอาจจะเสียเวลามากเกินความจำเป็น  เช่น  ในกรณีที่เด็กขี้อายไม่กล้าแสดงนั้นครูจะต้องพิจารณาผู้แสดงด้วย
                    2. การวิจารณ์หลังการแสดง  ถ้าครูไปวิจารณ์ตัวบุคคล  จะทำให้นักเรียนเกิดความน้อยใจ  และจะไม่กล้าแสดงในคราวต่อไป
                    อาภรณ์  ใจเที่ยง (2550 : 163) อธิบายถึงข้อดีและข้อจำกัดของวิธีสอนโดยใช้บทบาทสมมติ คือ
                    ข้อดี
                    1. ส่งเสริมให้บทเรียนน่าสนใจ  และผ่อนคลายความเครียด
                    2. สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึก  อารมณ์  และเจตคติของผู้เรียนได้เป็นอย่างดี
                    3. สร้างเสริมความสามัคคี  และช่วยให้เข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นได้ดีขึ้น
                    4. ช่วยฝึกฝนแก้ปัญหาและการตัดสินใจของผู้เรียน
                    5. ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในสิ่งที่เรียนได้ลึกซึ้งขึ้น
                    6. ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการปรับหรือเปลี่ยนเจตคติและพฤติกรรม  รวมทั้งปฏิบัติตนในสังคมได้เหมาะสม
                    ข้อจำกัด 
                    1. วิธีสอนโดยใช้บทบาทสมมติต้องใช้เวลามาก  โดยเฉพาะในขั้นอภิปราย  ผู้สอนจึงควรวางแผนและเตรียมการให้รัดกุม
                    2. วิธีสอนโดยใช้บทบาทสมมติอาจพบปัญหาในเรื่องการควบคุมชั้น  ห้องเรียนมักจะเกิดความวุ่นวายสับสนอันเนื่องมาจากการจัดกิจกรรมการแสดง  ผู้สอนต้องวางแผนให้รัดกุม  และพยายามฝึกระเบียบวินัยให้ผู้เรียนตั้งแต่ในระยะแรก
                   อินทิรา บุณยาทร (2542 : 100-101) กล่าวว่าข้อดีและข้อจำกัดของวิธีสอนแบบบทบาทสมมติ  มีดังนี้
                    ข้อดี
                    1. ส่งเสริมบทเรียนให้สนุกสนานเพลิดเพลิน
                    2. ทำให้เข้าใจเรื่องราวรายละเอียดในเนื้อเรื่องได้ดี
                    3. ช่วยในการเปลี่ยนแปลงเจตคติ  เกิดความคิดสร้างสรรค์
                    4. ช่วยฝึกฝนการแก้ปัญหาและการตัดสินใจ
                    ข้อจำกัด
                    1. ใช้เวลามาก
                    2. ผู้เรียนบางคนไม่สามารถแสดงบทบาทตามที่กำหนดไว้
                    3. มีปัญหาในเรื่องคุมชั้นเรียน  ผู้เรียนจะสับสนวุ่นวายในการจัดเตรียมกิจกรรมต่าง ๆ  ทำให้ผู้สอนมีภาระเพิ่มขึ้น
                    ทิศนา  แขมมณี (2550 : 361) อธิบายถึงข้อดีและข้อจำกัดของวิธีสอนโดยใช้บทบาทสมมติ  ไว้ดังนี้
                    ข้อดี
                     1. เป็นวิธีสอนที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจความรู้สึกและพฤติกรรมของผู้อื่น  ได้เรียนรู้การเอาใจเขามาใส่ใจเรา  เกิดการเรียนรู้ที่ลึกซึ้ง
                    2. เป็นวิธีสอนที่ช่วยให้ผู้เรียนมีความเข้าใจ  และเกิดการเปลี่ยนแปลงเจตคติและพฤติกรรมของตน
                    3. เป็นวิธีสอนที่ช่วยพัฒนาทักษะในการเผชิญสถานการณ์  ตัดสินใจและแก้ปัญหา
                    4. เป็นวิธีสอนที่ช่วยให้การเรียนการสอนมีความใกล้เคียงกับสภาพความเป็นจริง
                    5. เป็นวิธีสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนมาก  ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างสนุกสนาน  และการเรียนรู้มีความหมายสำหรับผู้เรียน  เพราะข้อมูลมาจากผู้เรียนโดยตรง
                    ข้อจำกัด
                    1. เป็นวิธีสอนที่ใช้เวลามากพอสมควร
                    2. เป็นวิธีสอนที่ต้องอาศัยการเตรียมการและการจัดการอย่างรัดกุม  หากจัดการไม่พอดี  อาจเกิดความยุ่งยากสับสนขึ้นได้
                    3. เป็นวิธีสอนที่ต้องอาศัยความไวในการรับรู้  (sensitivity)  ของผู้สอน  หากผู้สอนขาดคุณสมบัตินี้ไม่รับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนบางคน  และไม่ได้แก้ปัญหาแต่ต้น  อาจเกิดเป็นปัญหาต่อเนื่องไปได้
                    4. เป็นการสอนที่ต้องอาศัยความสามารถของครูในการแก้ปัญหา  เนื่องจากการแสดงของผู้เรียนอาจไม่เป็นไปตามความคาดหมายของผู้สอน  ผู้สอนจะต้องสามารถแก้ปัญหาหรือปรับสถานการณ์และประเด็นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้
                   นอกจากนี้ สุพิน  บุญชูวงศ์ (2544 :67) ยังได้กล่าวถึงข้อดีของการสอนโดยใช้บทบาทสมมติ ไว้คือ 
                   ข้อดี
                    1. ส่งเสริมบทเรียนให้สนุกสนานเพลิดเพลิน
                    2. ทำให้เข้าใจเรื่องราวรายละเอียดในเนื้อเรื่องได้ดี
                    3. ช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางอารมณ์  สังคม  มีความรับผิดชอบร่วมกัน

                   สิริวรรณ ศรีพหล และ พันทิพา อุทัยสุข (2540 : 111) กล่าวไว้เฉพาะข้อจำกัดของการสอนโดยใช้บทบาทสมมติว่าการแสดงบทบาทบางครั้งใช้เวลามาก  และครูต้องมีภาระเพิ่มขึ้น  บางครั้งต้องมีการฝึกซ้อมเรียนแสดง ผู้เรียนย่อมเข้าใจความต้องการ  อารมณ์  ความรู้สึก  ผลประโยชน์ตลอดจนความขัดแย้งของกลุ่มบุคคลที่เขาสวมบทบาทนั้น ๆ  อยู่
                    ปัญหาทางประวัติศาสตร์และเหตุการณ์ปัจจุบัน  เหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นในอดีตหรือในปัจจุบันก็ตาม  ซึ่งถือได้ว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญ ๆ  ถ้าผู้เรียนได้รับการสอนโดยการแสดงบทบาทสมมติแล้วผู้เรียนจะเข้าใจว่าผู้วางนโยบาย  นักการเมือง  ข้าราชการ  ตลอดจนบุคคลที่เกี่ยวข้อง   คิดอย่างไร  ตัดสินใจอย่างไรต่อเหตุการณ์นั้น 
                    นอกจากเหตุการณ์หรือปัญหาที่ยกมากล่าวบ้างแล้ว  ยังมีเหตุการณ์หรือปัญหาอีกมากที่น่าสนใจแต่ทั้งนี้ผู้สอนต้องประเมินว่าเหตุการณ์นั้น ๆ  จะส่งเสริมหรือพัฒนาเจตคติของผู้เรียนได้มากน้อยเพียงใด 

บทบาทของผู้สอนในการสอนโดยใช้บทบาทสมมติ
                    สิริวรรณ ศรีพหล และ พันทิพา อุทัยสุข (2540 : 111) กล่าวถึงบทบาทของผู้สอนไว้ว่า  ความสำเร็จของการสอนโดยการแสดงบทบาทสมมติประการหนึ่งขึ้นอยู่กับผู้สอน  ในฐานะที่ผู้สอนเป็นผู้จัดการ  ในการวางแผนการเรียนการสอน  บทบาทและหน้าที่ของผู้สอนในการทำให้การสอนโดยการแสดงบทบาทสมมติมีประสิทธิภาพ  คือ 
                   1. กำหนดเหตุการณ์หรือปัญหา  ซึ่งโดยทั่วไปเป็นหน้าที่ของผู้สอน  เมื่อกำหนดปัญหาแล้วจะนำไปเสนอแก่ผู้เรียนรวมทั้งเลือกตัวผู้แสดงด้วย  สำหรับกรณีนี้เป็นการแสดงบทบาทสมมติที่ต้องเตรียมตัวมาก่อน
                   2. เป็นผู้สรุปบทเรียน  ภายหลังจากการอภิปรายสิ้นสุดลง
                   3. เป็นผู้คอยช่วยเหลือในระหว่างปฏิบัติกิจกรรมการเรียนการสอน
                   4. ผู้สอนจะต้องยอมรับพฤติกรรมหรือบทบาทที่ผู้เรียนแสดงออกไม่มีการประเมินกิริยาหรือบทบาทต่างๆ ซึ่งถือเป็นเสรีภาพของผู้แสดง
                   5. ช่วยผู้เรียนหาข้อสรุปและเลือกทางออก
                   6. ช่วยส่งเสริมและให้กำลังใจแก่ผู้เรียนในการหาทางออกหรือการแสดงบทบาทสมมติ
                   7. ช่วยชี้ประเด็นที่สำคัญ ๆ  ในการเรียน
                   8. เสนอแนวทางการนำความสัมพันธ์ระหว่างเรื่องที่เรียนไปแล้วกับเหตุการณ์ที่เกิดจริงในสังคม
                    การเรียนการสอนวิชาต่าง ๆ  วิชาที่เหมาะสมสำหรับการสอนโดยการแสดงบทบาทสมมติ  ได้แก่  วิชาสังคมศึกษา  ภาษาไทย  ภาษาอังกฤษ  หรือวิชาที่ต้องการพัฒนาเจตคติให้แก่ผู้เรียน  แต่อาจเลือกสอนเพียงบางบทเรียนที่เหมาะสมกับการใช้วิธีการนี้ 

ประโยชน์ของการสอนโดยใช้บทบาทสมมติ
                    เสริมศรี  ลักษณศิริ (2540 : 261-262) อธิบายถึงประโยชน์ของการใช้บทบาทสมมติในการเรียนการสอนว่าบทบาทสมมตินับว่าเป็นเครื่องมือและวิธีการอย่างหนึ่งที่ช่วยในการสอนได้มาก โดยเฉพาะในด้านการสอนสังคมศึกษา  และการอบรมระเบียบวินัย  คุณธรรม  ครูสามารถนำบทบาทสมมติไปช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ในด้านต่าง ๆ  หลายด้าน  ดังนี้
                    1. ช่วยให้ผู้เรียนได้เข้าใจว่าพฤติกรรมมีสาเหตุ  การที่ให้ผู้เรียนได้แสดงบทบาทต่าง ๆ  ที่ถูกจำกัดอยู่ในสภาพการณ์ต่าง ๆ  จะทำให้ผู้เรียนเข้าใจถึงสาเหตุต่าง ๆ  ที่ผลักดันให้ต้องแสดงพฤติกรรมใด ๆ  ออกไป  ความเข้าใจนี้จะช่วยให้ผู้เรียนไม่ด่วนตัดสินใจอะไรง่าย ๆ  ก่อนที่จะพิจารณาถึงสาเหตุ  นอกจากนั้นยังจะช่วยให้ผู้เรียนได้แนวทางในการแก้ปัญหาให้ตรงจุดอีกด้วย
                    2. ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น การที่ให้ผู้เรียนได้สวมบทบาทของผู้อื่นจะช่วยให้ผู้เรียนได้มีประสบการณ์ว่า ผู้อื่นมีความคิดและความรู้สึกอย่างไรความเข้าใจนี้จะช่วยให้ผู้เรียนรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา
                    3. ช่วยลดความรู้สึกตึงเครียดของผู้เรียน  ในบางครั้งผู้เรียนอาจจะมีความรู้สึกรุนแรง    ในใจหลายประการที่ไม่สามารถแสดงออกมาได้  ครูอาจใช้บทบาทสมมติเป็นเครื่องมือในการช่วยให้ผู้เรียนได้ระบายความรู้สึกนั้น ๆ  ออกมาเป็นการช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดของผู้เรียนลง    ได้บ้าง
                    4. ช่วยให้ครูได้เรียนรู้ถึงความต้องการของผู้เรียน  ในกรณีที่ผู้เรียนไม่สามารถจะบอกความต้องการของตนออกมาได้  ครูอาจจัดบทบาทสมมติให้ผู้เรียนได้แสดง  ซึ่งผู้เรียนอาจจะเปิดเผยความต้องการของตนออกมาโดยไม่รู้ตัว
                    5. ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาความรู้สึกเกี่ยวกับตนเองในทางที่ดี  การให้ผู้เรียนได้มีโอกาสสำรวจตนเองและเรียนรู้เกี่ยวกับผู้อื่น  โดยใช้บทบาทสมมติเป็นเครื่องมือจะช่วยให้ผู้เรียนมีความเข้าใจตนเองมากขึ้น  และพัฒนาความรู้สึกที่ดีกับตนเอง  สิ่งนี้นับว่าเป็นพื้นฐานของ        ความเจริญงอกงามทางจิตใจอันจะช่วยให้บุคคลนั้นดำรงชีพอยู่อย่างปกติสุข  และสามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
                    6. ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีโอกาสสำรวจค่านิยมของตน  และหาหลักยึดเหนี่ยวใน   การดำรงชีวิตของตน  ในขณะที่ผู้เรียนแสดงบทบาทสมมติอยู่นั้น  ผู้เรียนจะมีพฤติกรรม             การตัดสินใจที่แสดงให้เห็นถึงค่านิยมของตน  การที่มีโอกาสได้แสดง  อภิปราย  และวิเคราะห์ถึงค่านิยมเหล่านั้นจะช่วยให้ผู้เรียนมีความเข้าใจในตนเองมากขึ้น
                    7. ช่วยให้ผู้เรียนได้พัฒนาความสามัคคีในกลุ่มให้ดีขึ้นในการทำงานร่วมกัน  สมาชิกในกลุ่มมักจะมีปัญหาขัดแย้งกันอยู่บ้าง  ความขัดแย้งนี้ทำให้เกิดความไม่เข้าใจกันและเกิดความแตกแยกกันในหมู่คณะ  วิธีการบทบาทสมมตินี้สามารถนำมาใช้ทำให้คนในกลุ่มเกิดความเข้าใจกันและมีความสามัคคีปรองดองกัน
                    8. ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติตนในสังคม  มนุษย์เป็นสัตว์สังคม  ดังนั้นการเรียนรู้ที่จะปฏิบัติตนให้เหมาะสมในสังคมจึงเป็นสิ่งจำเป็น  บทบาทสมมติจะช่วยให้การเรียนรู้นี้เป็นจริงและสนุกสนานยิ่งขึ้น
                    9. ช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกการแก้ปัญหาและการตัดสินใจ  บทบาทสมมติแทบทุกบทบาทมักจะมีสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งแฝงอยู่  ผู้แสดงจะต้องใช้วิจารณญาณและไหวพริบใน          การแก้ปัญหา  จึงนับว่าวิธีการนี้ช่วยฝึกเรื่องการแก้ปัญหาและการตัดสินใจได้อย่างดี
การนำการสอนโดยการแสดงบทบาทสมมติไปใช้ 
                    สิริวรรณ ศรีพหล และ พันทิพา อุทัยสุข (2540 : 110)  กล่าวถึงการนำการสอนโดยการแสดงบทบาทสมมติไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพจะต้องคำนึงถึง  สิ่งต่อไปนี้
                    1. วัตถุประสงค์  การสอนโดยการแสดงบทบาทสมมติจะมีประสิทธิภาพและได้ผลดีต่อผู้เรียน ถ้าผู้สอนต้องการให้ผู้เรียนได้พัฒนาในด้านเจตคติ  เช่น  เป็นบุคคลที่มีความเห็นใจผู้อื่น  มีความเมตากรุณา  ฯลฯ  บทเรียนที่เหมาะสมกับการสอนดังกล่าวจะเป็นบทเรียนที่เกี่ยวกับปัญหาสังคม  พฤติกรรมของมนุษย์ในสังคม  ฯลฯ  ดังนั้น  การวิเคราะห์วัตถุประสงค์  และเนื้อหาที่จะสอนในตอนแรกของผู้สอนจึงเป็นสิ่งจำเป็น  เพราะถ้าวัตถุประสงค์และเนื้อหาเอื้อต่อธรรมชาติของการสอนโดยการแสดงบทบาทสมมติแล้ว  การเรียนการสอนในบทเรียนจะมีความหมายต่อผู้เรียนมาก
                    2. การเลือกเหตุการณ์หรือปัญหา  ความสำเร็จของวิธีการสอนโดยการแสดงบทบาทสมมติขึ้นอยู่กับการเลือกเหตุการณ์หรือปัญหาที่จะนำมาศึกษา  การเลือกเหตุการณ์หรือปัญหานั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ  เป็นต้นว่า
                            -  อายุของผู้เรียน  ผู้เรียนอายุต่าง ๆ  กันย่อมมีระดับความเข้าใจและวิธีการแสดงบทบาทต่าง ๆ  กันด้วย  เช่น  กลุ่มผู้เรียน  อายุ  8 10  ปี  ย่อมมีความเข้าใจไม่มากนักในบทบาทหรือพฤติกรรมของบุคคลประเภทที่เขาไม่มีประสบการณ์มาก่อน
                            -  วัฒนธรรมและความเคยชิน  เหตุการณ์ที่เลือกมาศึกษาควรเป็นเหตุการณ์ที่ผู้เรียนจะเข้าใจดีและมีความคุ้นเคย  เช่น  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองหลวง  หรือพฤติกรรมของกลุ่มคนในเมืองหลวงย่อมเป็นที่เข้าใจยากของผู้เรียนที่อยู่ในชนบท  ความเหมาะสมข้อนี้อยู่ที่วิจารณญาณของผู้สอน
                            -  ความยากง่ายของเหตุการณ์  ทั้งนี้พิจารณาความเหมาะสมของวัยและประสบการณ์ของผู้เรียน
                            -  คุณค่าเชิงเจตคติ  เหตุการณ์ที่เลือกมาศึกษานั้นต้องเป็นเหตุการณ์ที่ให้ข้อคิดหรือพัฒนาเจตคติของผู้เรียนมากพอสมควร  ถ้าเหตุการณ์ที่เสนอไปอย่างไม่มีคุณค่าในด้านเจตคติเลย  การเรียนการสอนโดยการแสดงบทบาทสมมติย่อมไม่มีประโยชน์ต่อผู้เรียน
                            -  ประสบการณ์ของผู้เรียนเกี่ยวกับวิธีการสอนโดยการแสดงบทบาทสมมติ  ถ้าเป็นกลุ่มผู้เรียนที่ไม่เคยได้รับการสอนแบบนี้มาก่อน  ก็ควรเลือกเหตุการณ์ที่ไม่ซับซ้อนหรือเข้าใจยากมาศึกษาก่อน  เมื่อมีประสบการณ์มากขึ้น  เหตุการณ์ที่นำมาเสนออาจเพิ่มความยากหรือท้าทายให้คิดมากกว่าเดิมได้
                    ปัจจัยดังกล่าวจะเป็นแนวทางในการเลือกเหตุการณ์หรือปัญหาที่นำมาศึกษาได้อย่างเหมาะสม
                    สำหรับเหตุการณ์ที่นำมาศึกษานั้น  ดังได้กล่าวในตอนต้นแล้วว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาสังคม  พฤติกรรมของบุคคลในสังคม  นอกจากนั้นยังมีเหตุการณ์หรือปัญหาที่เกี่ยวข้องกับข้อต่อไปนี้ที่ควรนำมาพิจารณาเพื่อจะสอนโดยการแสดงบทบาทสมมติอีกด้วย  กล่าวคือ
                    1. ความขัดแย้งระหว่างบุคคล  การแสดงบทบาทสมมติจะช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้เกี่ยวกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างบุคคล  เข้าใจถึงพฤติกรรมของบุคคลนั้น  เข้าใจถึงผลประโยชน์ที่บุคคลพิทักษ์และหวงแหนจนเกิดความขัดแย้งขึ้น  และยังได้เรียนรู้เกี่ยวกับเทคนิคของการขจัดความขัดแย้งนั้น ๆ  ด้วย
                    2. ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม  เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างชนกลุ่มน้อยกับชนกลุ่มใหญ่  กลุ่มชาติพันธุ์นานา  ที่ปรากฏในประเทศ  ความสัมพันธ์ของกลุ่มชนอาจมีทั้งทางบวกและทางลบ  การสอนให้ผู้เรียนเข้าใจพฤติกรรมของกลุ่มต่าง ๆ  ในสังคมโดยวิธีการแสดงบทบาทสมมติจะเป็นวิธีการสอนที่เหมาะสมที่สุด
                    อาภรณ์ ใจเที่ยง (2550 : 164-165) กล่าวถึงการนำวิธีสอนโดยการแสดงบทบาทสมมติไปใช้  ผู้สอนควรคำนึงถึงข้อต่อไปนี้
                    1. จุดประสงค์การสอนเป็นการสอนที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนในด้านเจตคติ  เช่น  การเห็นใจผู้อื่น  การมีความเมตตากรุณา  ฯลฯ  บทเรียนที่เหมาะสมเป็นบทเรียนที่เกี่ยวกับพัฒนาสังคม  พฤติกรรมของมนุษย์ในสังคม  ดังนั้น  ผู้สอนจึงต้องวิเคราะห์จุดประสงค์และเนื้อหา  ถ้าเข้าเกณฑ์นี้  การสอนโดยให้แสดงบทบาทสมมติจะมีความหมายต่อผู้เรียนมาก
                    2. ผู้สอน  ผู้สอนต้องทำความเข้าใจให้กระจ่างกับขั้นตอนการสอน  เพื่อให้การสอนมีคุณค่าต่อผู้เรียน  เช่น  การเลือกปัญหาหรือเหตุการณ์มาศึกษา  การเตรียมสถานการณ์  การเขียนบทบาทสมมติ  และการวิเคราะห์อภิปราย  ถ้าผู้สอนขาดความเข้าใจที่ถูกต้อง  การสอนจะไม่บรรลุผลดังประสงค์
                    3. เวลา  การสอนแบบนี้ต้องใช้เวลามาก  ผู้สอนต้องวางแผนโดยอาจให้ผู้เรียนศึกษาเนื้อหามาก่อนจากบ้าน  จะช่วยลดเวลาได้บ้าง
                    4. วิชา  วิชาที่เหมาะสมกับการสอนแบบนี้  ได้แก่  กลุ่มสร้างเสริมลักษณะนิสัยในระดับประถมศึกษา  วิชาภาษาไทย  ภาษาอังกฤษ  สังคมศึกษา  หรือวิชาที่ต้องการพัฒนาเจตคติให้แก่ผู้เรียน  โดยผู้สอนอาจเลือกเพียงบางบทเรียนที่เหมาะสมกับการใช้วิธีการนี้
                    5. วิธีสอนแบบนี้ใช้ได้กับผู้เรียนทุกระดับชั้น

สรุปท้ายบท
                   วิธีสอนโดยใช้การแสดงบทบาทสมมติ หมายถึง การสอนที่ผู้สอนสร้างสถานการณ์และบทบาทสมมติขึ้นมาที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริง โดยให้ผู้เรียนเป็นผู้แสดงบทบาทสมมตินั้นๆ ตามวัตถุประสงค์ที่ผู้สอนได้กำหนดไว้ เพื่อให้ผู้เรียนได้แสดงออกทางด้านความรู้ ความคิด ที่คิดว่าตนควรจะแสดงออก  ซึ่งการสอนโดยใช้การแสดงบทบาทสมมติ มีจุดมุ่งหมายที่สำคัญ คือ มุ่งฝึกการทำงานร่วมกัน กล้าคิด กล้าแสดงออกในการแก้ปัญหา การตัดสินใจ ทำให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในเนื้อมากยิ่งขึ้น ลดความตึงเครียด เพราะเป็นการสอนที่ใกล้เคียงกับสภาพความเป็นจริงมากที่สุด
                    ลักษณะสำคัญของการสอนโดยใช้การแสดงบทบาทสมมติจะเป็นการสอนแบบที่กำหนดให้ผู้เรียนแสดงบทบาทตามที่สมมติขึ้นเทียบเคียงกับสภาพที่เป็นจริง  ตามลักษณะที่ผู้แสดงบทบาทเข้าใจ  เพื่อให้ผู้ดูเกิดความรู้  ความเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น  หลักสำคัญของการสอนแบบนี้  คือ  ผู้สอนจะสร้างปัญหาเพื่อให้ผู้เรียนได้คิด  และให้ผู้เรียนแก้ปัญหานั้น ๆ  ให้ได้ด้วยตัวเอง  ด้วยการแสดงที่ทำให้ผู้ดูเห็นจริง  และเมื่อยุติการแสดงแล้วก็จะมีการอภิปรายโดยผู้สอนและผู้เรียนว่า  การแก้ปัญหานั้นเหมาะสมหรือไม่  ถ้ายังไม่ดีไม่เหมาะสม  ก็อาจหาผู้แสดงชุดใหม่เพื่อหาวิธีใหม่  และให้ได้คำตอบที่ถูกต้องและชัดเจนยิ่งขึ้น   โดยบทบาทสมมติที่ผู้เรียนต้องแสดงออกนั้นมี 2 ลักษณะ คือ การแสดงบทบาทสมมติแบบละคร เป็นการแสดงบทบาทตามเรื่องราวที่มีอยู่แล้ว  ผู้แสดงจะทราบเรื่องราวทั้งหมด และการแสดงบทบาทสมมติแบบแก้ปัญหา  เป็นการแสดงบทบาทสมมติที่ผู้เรียนได้รับทราบสถานการณ์หรือเรื่องราวแต่เพียงเล็กน้อยเท่าที่จำเป็น 
                    การสอนโดยใช้การแสดงบทบาทสมมติแบ่งประเภทออกเป็นหลายลักษณะ นักวิชาการบางท่านกล่าวว่าแบ่งจากความพร้อม บางท่านกล่าวว่าบ่างตามบทบาทการแสดง ซึ่งพอจะสรุปได้เป็น 4 ประเภท ดังนี้
                    1. ผู้แสดงเป็นจะต้องเป็นผู้แสดงบทบาทตามที่ถูกกำหนดไว้ โดยไม่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกส่วนตัว
                    2. ผู้แสดงจะต้องแสดงบทบาทตามแบบแผนพฤติกรรมของตนเอง
                    3. การแสดงบทบาทที่ผู้แสดงจะต้องเตรียมตัวก่อนการแสดงละคร
                    4. การแสดงบทบาทที่ผู้แสดงต้องแสดงบทบาทโดยทันที ไม่มีการเตรียมตัวล่วงหน้า
                    องค์ประกอบสำคัญของวิธีสอนแบบบทบาทสมมติ  จะประกอบไปด้วย ผู้สอนและผู้เรียน  สถานการณ์สมมติและบทบาทสมมติ  การแสดงบทบาทสมติ  มีการอภิปรายเกี่ยวกับความรู้  ความคิด  ความรู้สึก  และพฤติกรรมที่แสดงออกของ    ผู้แสดง  และสรุปการเรียนรู้ที่ได้รับ และมีผลการเรียนรู้ของผู้เรียน  โดยขั้นตอนของการเรียนการสอนประกอบไปด้วย 5 ขั้นตอน ดังนี้
                    1. ขั้นเตรียม  ผู้สอนเตรียมจุดประสงค์และสถานการณ์ในการแสดงบทบาทสมมติ
2. ขั้นดำเนินการสอน  โดยผู้สอนจะต้องนำเข้าสู่บทเรียนโดยการกระตุ้นผู้เรียนเกิดความสนใจ ต่อจากนั้นต้องเลือกผู้แสดงบทบาท เตรียมผู้สังเกตการณ์การแสดงบทบาทสมมติ แล้วเตรียมความพร้อมในการจัดฉากและเตรียมการแสดงให้พร้อม
                    1. ขั้นวิเคราะห์และการอภิปรายผล ผู้เรียนรวบรวมข้อมูลแล้วนำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์
และอภิปรายผล เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่มีความหมาย
                    2. ขั้นแสดงเพิ่มเติม  หลังการอภิปรายสรุปผลการแสดงบทบาทสมมติแล้ว หากมี
ข้อบกพร่องหรือความไม่เข้าใจในเรื่องของการแสดงบทบาทสมมติ  ผู้สอนอาจมีการแสดงเพิ่มเติมได้
                    3. ขั้นแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสรุปผล หลังจากอภิปรายเกี่ยวกับการแสดงแล้วครู
ควรกระตุ้นให้ผู้เรียนได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่มีส่วนสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ได้ศึกษา     แก่กันและกัน  การแลกเปลี่ยนประสบการณ์นี้จะช่วยให้ผู้เรียนได้แนวความคิดกว้างขวางขึ้น  และส่งเสริมให้ผู้เรียนเห็นว่าสิ่งที่เรียนนั้นเกี่ยวข้องกับความจริง  จะทำให้ผู้เรียนสามารถที่จะหาข้อสรุป  หรือได้แนวความคิดรวบยอดที่ตนสามารถเข้าใจได้อย่างดี
                        จึงเห็นได้ว่า การสอนโดยใช้การแสดงบทบาทสมมตินี้ ผู้สอนจะต้องมีบทบาทในการ
เตรียมความพร้อมพอสมควร ตั้งแต่การกำหนดปัญหา เตรียมความพร้อมด้านผู้แสดง ผู้สังเกตการณ์ ต้องคอยช่วยเหลือผู้เรียนในขณะปฏิบัติ ยอมรับพฤติกรรมที่เกิดขึ้นของผู้เรียน และช่วยสรุปบทเรียนและเลือกทางออกเพื่อเสริมกำลังใจในการเรียน  การสอนโดยใช้การแสดงบทบาทสมมติจึงมีทั้งข้อดีและข้อจำกัด ซึ่งในส่วนของข้อดี คือ ส่งเสริมให้บทเรียนมีความน่าสนใจ สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกอารมณ์ และเจตคติของผู้เรียน ช่วยฝึกฝนการแก้ปัญหาและการตัดสินใจ ทำให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลินในการเรียน และผู้เรียนยังได้เข้าใจรายละเอียดเนื้อเรื่องได้ดียิ่งขึ้น  ส่วนของข้อจำกัดของการสอนโดยใช้การแสดงบทบาทสมมติ คือ เป็นวิธีการสอนที่ใช้เวลามากพอสมควร ตั้งแต่การเตรียมการสอน การใช้เวลาแสดงบทบาทสมมติ และการวิเคราะห์สรุปอภิปรายผล ซึ่งจะทำให้มีปัญหาในการควบคุมชั้นเรียน อาจจะเกิดการสับสนวุ่นวาย และผู้สอนมีภาระเพิ่มขึ้น


ตัวอย่างงานวิจัยที่เกี่ยวกับการสอนแบบบทบาทสมมติ  (Role Playing)





การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมด้านความรับผิดชอบต่อตนเองด้วยกิจกรรมบทบาทสมมติ สำหรับนักเรียนชั้นปฐมวัยปีที่ 2






การลดพฤติกรรมก่อกวน โดยใช้บทบาทสมมติ ชั้น ม.1




การสอนโดยใช้บทบาทสมมติ ประกอบการบรรยาย วิชาสังคม








การสอนโดยใช้บทบาทสมมติ วิชาภาษาอังกฤษ ม.ต้น





ผลการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยด้านการอ่านออกเสียง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1โดยใช้นิทานพื้นบ้านประกอบการจัดกิจกรรมด้วยบทบาทสมมติ




การสอนโดยใช้บทบาทสมมติ การเล่านิทาน  ของเด็กปฐมวัย
























ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น