Facebook Fan Page ::https://www.facebook.com/prapasara.blog

04 กันยายน 2554

ประเทศแคนาดา

           ประเทศแคนาดา


วิดีโอ YouTube



วิดีโอ YouTube



วิดีโอ YouTube



วิดีโอ YouTube







แคนาดา (อังกฤษ: Canada) เป็นประเทศในทวีปอเมริกาเหนือ ติดกับสหรัฐอเมริกา เป็นประเทศที่มีที่ตั้งอยู่ทางเหนือมากที่สุดของโลกและมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ปัจจุบันแคนาดาใช้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข โดยถือสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักรเป็นพระมหากษัตริย์ (หมายเหตุ: พระองค์เดียวกับพระมหากษัตริย์สหราชอาณาจักร แต่โดยรัฐธรรมนูญแล้วถือว่าเป็นคนละตำแหน่ง)
ดินแดนที่เป็นประเทศแคนาดาในปัจจุบันในอดีตมีผู้อยู่อาศัยอยู่แล้วเป็นชนพื้นเมืองหลากหลายกลุ่ม เมื่อตอนต้นคริสต์ศตวรรษที่ 15 นักสำรวจเดินทางชาวอังกฤษและฝรั่งเศสได้เข้ามาสำรวจ และต่อมาจึงมีการตั้งรกรากขึ้นบนแถบชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก ในปี ค.ศ.1763 ฝรั่งเศสได้ยอมสูญเสียอาณานิคมเกือบทั้งหมดในทวีปอเมริกาเหนือหลังจากสงครามเจ็ดปี ในปี ค.ศ.1867 มีการรวมตัวของอาณานิคมของอังกฤษ 3 แห่งขึ้น และประเทศแคนาดาก็ถือกำเนิดขึ้นในรูปแบบของเขตปกครองสหพันธรัฐ ประกอบด้วย 4 มณฑล และนี่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเพิ่มจำนวนขึ้นของมณฑลและดินแดนต่างๆ และกระบวนการได้รับอำนาจปกครองตนเองจากสหราชอาณาจักร รัฐบัญญัติแห่งเวสต์มินสเตอร์ในปี ค.ศ.1931 ได้เพิ่มอำนาจปกครองตนเองและเป็นผลให้เกิดพระราชบัญญัติแคนาดาในปี ค.ศ.1982 ซึ่งมีผลให้แคนาดาตัดขาดจากการขึ้นตรงต่ออำนาจของรัฐสภาอังกฤษ
ประเทศแคนาดา ประกอบด้วยรัฐ 10 รัฐ และดินแดน 3 แห่ง และปกครองในระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยมีสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2ทรงเป็นพระประมุขสูงสุด แคนาดาเป็นประเทศที่ใช้ภาษาทางการ 2 ภาษาทั้งในระดับประเทศและในมณฑลนิวบรันสวิก ภาษาทางการ 2 ภาษานั้นคือ ภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศส และมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม แคนาดาเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและเป็นประเทศอุตสาหกรรม มีเศรษฐกิจที่หลากหลาย ซึ่งพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ และพึ่งพาการค้าขาย โดยเฉพาะกับสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศที่แคนาดามีความสัมพันธ์อันยาวนานและสลับซับซ้อน

ประวัติศาสตร์

ฝรั่งเศสได้เข้ายึดครองแคนาดาฝั่งตะวันออกในปี พ.ศ. 2077 (ค.ศ. 1534) และได้เริ่มตั้งถิ่นฐานในปี พ.ศ. 2147 (ค.ศ. 1604) ปัญหาความขัดแย้งระหว่างฝรั่งเศสกับอังกฤษเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2256 (ค.ศ. 1713) อันเนื่องจากเหตุผลด้านการประมงและการค้าขนสัตว์ ซึ่งในที่สุดดินแดนแคนาดาก็ตกเป็นของอังกฤษ
ปี พ.ศ. 2392 (ค.ศ. 1849) แคนาดาได้รับการยอมรับในสิทธิการปกครองตนเอง และต่อมาปี พ.ศ. 2410 (ค.ศ. 1867) ได้มีการจัดตั้ง อาณาจักรแคนาดา (Dominion of Canada) ในลักษณะของสหพันธรัฐซึ่งประกอบด้วยอัปเปอร์แคนาดา (Upper Canada) และ โลว์เออร์แคนาดา (Lower Canada) (ได้แก่ ออนแทรีโอ ควิเบก โนวาสโกเชีย และนิวบรันสวิกในปัจจุบัน) ซึ่งต่อมาได้ขยายออกไปทางภาคตะวันตกจนถึงมณฑลบริติชโคลัมเบีย
ปี พ.ศ. 2474 (ค.ศ. 1931) แคนาดาได้รับสถานะเป็นประเทศที่เท่าเทียมกับอังกฤษโดยมีกษัตริย์อังกฤษเป็นพระประมุข และต่อมาในปี พ.ศ. 2492 (ค.ศ. 1949) มณฑลนิวฟันด์แลนด์และแลบราดอร์ ก็ได้เข้าร่วมเป็นรัฐที่สิบของแคนาดา

การแบ่งเขตการปกครอง

ดูบทความหลักที่ เขตการปกครองของแคนาดา
Political map of Canada.png

แคนาดาเป็นสหพันธรัฐที่ประกอบด้วย 10 รัฐ (provinces) และ 3 ดินแดน (territories) ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างรัฐกับดินแดนคือ รัฐของแคนาดาได้รับมอบอำนาจจากบทบัญญัติในกฎหมายรัฐธรรมนูญโดยตรง ขณะที่ดินแดนของแคนาดาจัดตั้งขึ้นโดยกฎหมายของสหพันธรัฐ ดังนั้น รัฐบาลสหพันธ์จึงมีอำนาจโดยตรงในการควบคุมดูแลดินแดน ส่วนรัฐบาลของรัฐนั้นจะมีอำนาจและสิทธิในการปกครองตนเองมากกว่า

รัฐและดินแดนของแคนาดามีรายชื่อดังต่อไปนี้

รัฐ

ดินแดน

ภูมิศาสตร์

ที่ตั้ง ทิศเหนือจรดมหาสมุทรอาร์กติก ทิศใต้จรดสหรัฐอเมริกา ทิศตะวันออกจรดมหาสมุทรแอตแลนติก ทิศตะวันตกจรดมหาสมุทรแปซิฟิก และรัฐอะแลสกาของสหรัฐอเมริกา
พื้นที่ 9,976,140 ตารางกิโลเมตร ขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก

เศรษฐกิจ

แคนาดาเป็นประเทศเดียวในกลุ่มจี 8 ที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง สาเหตุสำคัญเนื่องจากแคนาดาเป็นประเทศที่มีมาตรการการค้าที่เสรีและโปร่งใสมากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก แคนาดาเป็นประเทศที่พึ่งพิงการค้ากับต่างประเทศเป็นหลัก โดยมีสัดส่วนการค้าต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ถึงร้อยละ 45 สำหรับการส่งออก และร้อยละ 40 สำหรับการนำเข้า รูปแบบการค้าและการลงทุนของแคนาดาจะพึ่งพิงกับสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก ทั้งสหรัฐอเมริกาและแคนาดาเป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญที่สุดระหว่างกันทั้งการนำเข้าและการส่งออก อีกทั้งยังมีการจัดทำข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (North American Free Trade Agreement: NAFTA) ซึ่งยิ่งช่วยเสริมมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศให้มากยิ่งขึ้น
สำหรับระบบภาษีนำเข้าของแคนาดาประมาณ ร้อยละ 90 เสียภาษีในอัตราร้อยละ 0 อีกทั้งยังให้สิทธิพิเศษแก่สินค้าที่นำเข้าจากประเทศด้อยพัฒนา ยกเว้นในสินค้าประเภทนม สัตว์ปีกและไข่
ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ ได้แก่ แก๊สธรรมชาติ ทองคำ ถ่านหิน เหล็ก นิกเกิล โพแทช ยูเรเนียม สังกะสี รวมทั้งป่าไม้
อุตสาหกรรมที่สำคัญของแคนาดา ได้แก่ อุตสาหกรรมป่าไม้ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ การสื่อสารและคมนาคม เหมืองแร่ และพลังงาน
สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ สินแร่ เครื่องยนต์ รถยนต์ กระดาษ ไม้เนื้ออ่อน พลังงานปิโตรเลียมดิบ แก๊สธรรมชาติ ไฟฟ้า อะลูมิเนียม อุปกรณ์สื่อสาร ชิ้นส่วนอากาศยาน ระบบคอมพิวเตอร์
สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องจักร น้ำมันดิบ เคมีภัณฑ์ เครื่องยนต์ สินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร
ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร เม็กซิโก และเยอรมนี
ภาคการบริการเป็นภาคกิจการที่สำคัญที่สุดของแคนาดา คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 60 ของภาคเศรษฐกิจของประเทศ ธนาคารชั้นนำของแคนาดา 6 แห่ง เป็นหนึ่งใน 100 ธนาคารชั้นนำของโลก และมีสาขาอยู่ในต่างประเทศทั่วโลกกว่า 60 ประเทศ รวมถึงธนาคารโนวาสโกเชีย ซึ่งมีสาขาอยู่ในไทยด้วย ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านคอมพิวเตอร์และโทรคมนาคม ทำให้แคนาดาสามารถพัฒนาความก้าวหน้าในภาคกิจการนี้เป็นอย่างมาก

ประชากร

จำนวนประชากร : 34,083,000 ล้านคน (ปี 2553)

วัฒนธรรม

สังคมของแคนาดาเป็นสังคมที่มีส่วนผสมของชนชาติต่าง ๆ มากมาย โดยชนชาติที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานมากที่สุด ระหว่างปี พ.ศ. 2534 - 2543 คือคนจากเอเชีย (จีน อินเดีย ปากีสถาน ลาว เขมร เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อิหร่าน) ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 59.5 ของคนเข้าเมืองเพื่อตั้งถิ่นฐานในแคนาดา
โดยในปี พ.ศ. 2505 (ค.ศ. 1962) รัฐสภาแคนาดาได้ออกกฎหมายคนเข้าเมืองตามข้อเสนอของพรรคอนุรักษ์นิยม ซึ่งยังคงมีผลบังคับใช้จนทุกวันนี้ สาระสำคัญของกฎหมายดังกล่าวคือการยกเลิกการเลือกปฏิบัติ (ก่อนหน้านี้ มีการออกกฎหมายปี พ.ศ. 2430 (ค.ศ. 1887) เพื่อกีดกันการเข้าเมืองของคนจีน และต่อมาปี ค.ศ. 1910 ได้ออกกฎหมายที่ใช้หลักการแหล่งกำเนิด แบ่งเป็น preferred ซึ่งคือ กลุ่มคนยุโรป และ non-preferred ได้แก่ กลุ่มที่ไม่ใช่ยุโรป) กล่าวคือ การเปิดรับคนเข้าเมืองจากทุกที่อย่างเป็นทางการทั่วไป และการใช้วิธีการคิดคะแนนประเมินน้ำหนัก (point system) ว่าสมควรรับผู้ใดเข้าไปตั้งถิ่นฐานในแคนาดา ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า แคนาดามองเรื่องการรับคนเข้าไปตั้งถิ่นฐานอย่างเป็นการถาวร เพื่อเป็นฐานการเก็บภาษีให้แก่รัฐบาลกลางและรัฐบาลของรัฐ
ค่านิยมหลักของสังคมแคนาดาที่ฝังลึกในทุกคนคือ การส่งเสริมและเคารพในสิทธิและเสรีภาพของมนุษย์ ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานสำคัญที่สุดของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย สังคมแคนาดาจะสนใจอย่างยิ่งต่อพัฒนาการในประเทศที่มีระบอบการปกครองที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ศาสนา โรมันคาธอลิก (ร้อยละ 42) โปรแตสแตนท์ (ร้อยละ 40) อิสเทอร์นออโธดอกซ์ และยิว (ร้อยละ 18)

การศึกษาแแคนาดา

การศึกษาแคนาดาแคนาดาเป็นประเทศที่สงบเงียบ ปลอดภัย แต่ในขณะเดียวกันมีสภาพเศรฐกิจดี รัฐบาลแคนาดาใส่ใจความเป็นอยู่ของประชากรอย่างมากดังนั้นการศึกษาในประเทศแคนาดาจัดได้ว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีระบบการศึกษาที่ดีที่สุดในโลก


วิดีโอ YouTube

วิดีโอ YouTube



วิดีโอ YouTube




วิดีโอ YouTube




วิดีโอ YouTube



วิดีโอ YouTube


วิดีโอ YouTube

วิดีโอ YouTube



ข้อมูลจากเว็บไซต์กระทรวงต่างประเทศ


ข้อมูลทั่วไป

ที่ตั้ง : ตั้งอยู่ทางเหนือของทวีปอเมริกาเหนือ และทางตะวันออกติดกับมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ทางตะวันตกติดกับมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ ทางเหนือติดกับมหาสมุทรอาร์คติก และทางใต้ติดกับประเทศสหรัฐอเมริกา

พื้นที่ 9,976,140 ตารางกิโลเมตร มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก

เมืองหลวง กรุงออตตาวา (Ottawa)

เมืองสำคัญ โทรอนโต(Toronto) มอนทรีออล(Montreal) แวนคูเวอร์ (Vancouver) ควิเบก ซิตี้ (Quebec City) แฮลิแฟ็กซ์ (Halifax) วินนิเป็ก (Winnipeg) เอ็ดมันตัน (Edmonton)

ภูมิอากาศ ภาคพื้นทวีป (มีหิมะในฤดูหนาว และอบอุ่นในฤดูร้อน)

ประชากร 34,083,000 ล้านคน (ปี 2553)

ภาษา อังกฤษและฝรั่งเศส

ศาสนา โรมันคาธอลิก (ร้อยละ 42.6) โปรแตสแตนท์ (ร้อยละ 23.3) อิสเทอร์นออโธดอกซ์ และยิว (ร้อยละ 18)
อิสลามและพุทธศาสนามีอัตราเพิ่มค่อนข้างรวดเร็ว เนื่องจากนโยบายการรับคนนอกประเทศมาตั้งถิ่นฐาน

หน่วยเงินตรา เหรียญแคนาดา (1 CAD ประมาณ 30.40 บาท) (22 กรกฎาคม 2553)
ผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) 1,600 พันล้านเหรียญแคนาดา (ประมาณการ 2553)

รายได้เฉลี่ยต่อหัว 41,967 เหรียญแคนาดา (ประมาณการ 2553)

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 0.4 (ประมาณการ 2553)

วันชาติ 1 กรกฎาคม

ระบอบการเมือง ประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา (Parliamentary Democracy)

ระบบการปกครอง ประชาธิปไตยแบบสมาพันธรัฐ (Confederation) แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 10 มณฑล (Province) และ 3 เขตปกครองพิเศษ (Territory) โดยแต่ละมณฑลมีมุขมนตรี (Premier) เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร ประกอบด้วย

1. Alberta
2. British Columbia
3. Manitoba
4. New Brunswick
5. Newfoundland and Labrador
6. Northwest Territories
7. Nova Scotia
8. Nunavut
9. Ontario
10. Prince Edward Island
11. Quebec
12. Saskatchewan
13. Yukon Territory

ประมุข สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 โดยมีนางมิคาแอล ชอง (The Right Honourable Michaëlle Jean) เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

นายกรัฐมนตรี นาย Stephen J. Harper (The Right Honourable Stephen J. Harper)
คณะรัฐมนตรีแคนาดาในปัจจุบัน
1.) นาย Robert Douglas Nicholson, Minister of Justice and Attorney General of Canada
2.) นาย Peter Gordon MacKay, Minister of National Defence
3.) นาย James Michael Flaherty, Minister of Finance
4.) นาย Stockwell Day, President of the Treasury Board and Minister for the Asia-Pacific Gateway
5.) นาง Beverley J. Oda, Minister of International Cooperation
6.) นาย John Baird, Minister of Transport, Infrastructure and Communities
7.) นาย Lawrence Cannon, Minister of Foreign Affairs
8.) นาง Lisa Raitt, Minister of Labour
9.) นาง Leona Aglukkaq, Minister of Health



ประวัติศาสตร์โดยสังเขป

ฝรั่งเศสได้เข้ายึดครองแคนาดาฝั่งตะวันออกในปี ค.ศ.1534 และได้เริ่มตั้งถิ่นฐานในปี ค.ศ.1604 ปัญหาความขัดแย้งระหว่างฝรั่งเศสกับอังกฤษเกิดขึ้นในปี ค.ศ.1713 อันเนื่องจากเหตุผลด้านการประมงและการค้าขนสัตว์ ซึ่งในที่สุดดินแดนแคนาดาตกเป็นของอังกฤษ ปี ค.ศ.1849 แคนาดาได้รับการยอมรับในสิทธิการปกครองตนเอง และต่อมาปี ค.ศ.1867 ได้มีการจัดตั้ง Dominion of Canada ในลักษณะของสมาพันธรัฐซึ่งประกอบด้วย Upper และ Lower Canada (มณฑล Ontario, Quebec, Nova Scotia และ New Brunswick ในปัจจุบัน) และต่อมาได้ขยายออกไปยังมณฑลภาคตะวันตกจนถึงมณฑล British Columbia ปี ค.ศ.1931 แคนาดาได้รับสถานะเป็นประเทศที่เท่าเทียมกับอังกฤษโดยมีกษัตริย์อังกฤษเป็นพระประมุข และต่อมาในปี ค.ศ.1949 มณฑล New Foundland and Labrador เข้าร่วมเป็นมณฑลที่สิบของแคนาดา

การเมืองการปกครอง

นโยบายทางการเมืองการปกครองของรัฐบาลชุดปัจจุบัน

มีพรรคการเมืองหลักที่สำคัญ ได้แก่ พรรค Liberal แนวเสรีนิยมสายกลาง ซึ่งนายไมเคิล
แกรนท์ อิกนาเทียฟ (Michael Grant Ignatieff) เป็นหัวหน้าพรรค และพรรค Conservative ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของพรรค Progressive Conservative และพรรค Canadian Alliance ซึ่งนายสตีเวน ฮาร์เปอร์ (Stephen J. Harper) เป็นหัวหน้าพรรค และปัจจุบันพรรค Conservative เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลผสม โดยนายฮาร์เปอร์เป็นนายกรัฐมนตรี
ปัจจุบันนายฮาร์เปอร์หัวหน้าพรรค Conservative ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของแคนาดาสมัยที่ 2 โดยพรรค Conservative เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลผสมภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2551 (พรรค Conservative สามารถจัดตั้งรัฐบาลสมัยที่ 1 ได้ภายหลังเป็นฝ่ายค้านอยู่ถึง 15 ปี) ทั้งนี้ การเลือกตั้งดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังการยุบสภาเมื่อเดือนกันยายน 2551 เนื่องจากรัฐบาลแคนาดาภายใต้การนำของนายฮาร์เปอร์ ในสมัยที่ 1 เป็นรัฐบาลผสมเสียงข้างน้อยที่ขาดประสิทธิภาพในการบริหารประเทศและการดำเนินนโยบายต่าง ๆ รวมทั้งไม่สามารถควบคุมเสียงในสภาได้ นายฮาร์เปอร์จึงตัดสินใจยุบสภา ซึ่งผลการเลือกตั้ง ทั่วไปในสมัยที่ 2 มีส่วนช่วยให้รัฐบาลของนายฮาร์เปอร์มีความมั่นคงขึ้นในระดับหนึ่ง ถึงแม้ยังคงไม่มีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากพรรค Conservative ได้รับเลือกตั้งมากที่สุดจำนวน 143 ที่นั่ง จากทั้งหมด 308 ที่นั่ง (เพิ่มขึ้น 16 เสียง จากการเลือกตั้งสมัยที่ 1 แต่ยังไม่ได้รับเสียงข้างมาก ส่วนพรรค Liberal ได้ 77 ที่นั่ง พรรค Bloc Quebecois ได้ 49 ที่นั่ง พรรค NDP ได้ 37 ที่นั่ง และอีก 1 ที่นั่งเป็นผู้สมัครอิสระ
แต่อย่างไรก็ตามในปลายปี 2551 นายกรัฐมนตรีฮาร์เปอร์เกือบเสียตำแหน่งหัวหน้ารัฐบาลเนื่องจากพรรคฝ่ายค้านเสรี (Liberal Party) และพรรคประชาธิปัตย์ใหม่ (New Democrat Party) ได้ร่วมเป็นพันธมิตรเพื่อโจมตีรัฐบาลนายฮาร์เปอร์ เรื่องการบริหารเศรษฐกิจในช่วงที่แคนาดาประสบวิกฤตทางเศรษฐกิจและการเงิน แต่นายฮาร์เปอร์สามารถผ่านพ้นการโจมตีและอภิปรายไม่ไว้วางใจจากทั้งสองพรรคฝ่ายค้านได้ ด้วยการพักการประชุมสภาแคนาดาเป็นระยะเวลาหนึ่งเดือน และนายฮาร์เปอร์ได้สั่งพักการประชุมรัฐสภาอีกครั้งในเดือนมกราคม ปี 2553 แต่ในครั้งนี้เป็นระยะเวลาสองเดือน ในการพักการประชุมสภาชั่วคราวครั้งนี้ รัฐบาลถูกวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมาก และถูกกล่าวหาว่ารัฐบาลพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของรัฐสภาเรื่องที่รัฐบาลแคนาดาได้มีส่วนร่วมกับสหรัฐฯ ในการทรมานผู้ต้องขังในคดีก่อการร้ายในอัฟกานิสถาน
รัฐบาล Conservative ภายใต้การนำของนายฮาร์เปอร์ ได้ให้ความสำคัญในการลดอัตราภาษี การต่อสู้อาชญากรรม และการพัฒนากองทัพทหารของแคนาดาโดยการเพิ่มเงินให้กองทัพ ซึ่งรัฐบาลแคนาดาหวังว่าการพัฒนาระบบของกองทัพทหารจะช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างแคนาดากับสหรัฐฯ ดีขึ้น
ในอดีตที่ผ่านมา ประเทศแคนาดาได้เผชิญหน้ากับปัญหาการแตกแยกของมณฑล Quebec ซึ่งมีกลุ่มชาตินิยมบางกลุ่มมีการเรียกร้องให้มณฑลนี้เป็นอิสระจากแคนาดา และในการลงประชามติในเรื่องนี้ในปี ค.ศ.1995 กลุ่มชาตินิยมที่เรียกร้องอิสรภาพให้ Quebec เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ เนื่องจากผลการลงประชามติชี้ให้เห็นว่า เสียงที่เรียกร้องอิสรภาพยังมีจำนวนน้อยกว่าเสียงตรงข้าม และเสียงที่เรียกร้องอิสรภาพให้ Quebec นี้ มีจำนวนน้อยลงในปี 2003
ผลจากการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย 2 สมัยติดต่อกัน กอปรกับคณะรัฐมนตรีโดยการนำของ
นายฮาร์เปอร์ประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหน้าใหม่หลายคน ทำให้รัฐบาลชุดปัจจุบันมีแนวโน้ม
จะดำเนินนโยบายลักษณะประชานิยมที่ให้ความสนใจกับกิจการภายในประเทศเป็นหลักเพื่อผลเลือกตั้ง
สมัยต่อไป เสถียรภาพของรัฐบาลแคนาดาโดยการนำของนายฮาร์เปอร์ผูกโยงอยู่กับความสำเร็จในการแก้ไข
ปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งรัฐบาลถูกกดดันอย่างต่อเนื่องจากพรรค Liberal ให้แจ้งผลการดำเนินการ
เป็นระยะ และหากผลการดำเนินการไม่มีความคืบหน้าในทางบวก พรรค Liberal จะใช้เป็นข้ออ้างกดดันให้รัฐบาลจัดการเลือกตั้งใหม่

เศรษฐกิจการค้า

นโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดปัจจุบัน

แคนาดามีขนาดเศรษฐกิจเป็นอันดับ 11 ของโลก พึ่งพิงการค้ากับต่างประเทศเป็นหลัก โดยมีสัดส่วนการค้าต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศร้อยละ 45 สำหรับการส่งออก และร้อยละ 40 สำหรับการนำเข้า โดยพึ่งพิงการค้าและการลงทุนกับสหรัฐฯ เป็นหลัก และข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (North American Free Trade Agreement - NAFTA) ช่วยเสริมมูลค่าการค้าแคนาดา-สหรัฐฯ ให้มากยิ่งขึ้น
ภาคธุรกิจบริการของแคนาดามีสัดส่วนร้อยละ 60 ของภาคเศรษฐกิจ โดยรวมแคนาดาเป็นผู้นำในการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และโทรคมนาคมมาเสริมการประกอบธุรกิจธนาคาร ธนาคารชั้นนำของแคนาดา 6 แห่งเป็น 1 ใน 100 ธนาคารชั้นนำของโลก และมีสาขาในต่างประเทศรวมถึงธนาคาร Nova Scotia ซึ่งมีสาขาอยู่ในประเทศไทย
ภาคการลงทุนส่วนใหญ่เปิดรับจากต่างชาติในทุกกิจการยกเว้นประมง (เฉพาะชาวแคนาดาเท่านั้น) และการขนส่งทางอากาศ (ต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกินร้อยละ 25) โดยนอกจากความได้เปรียบด้านคุณภาพแรงงานที่มีความรู้และมีอัตราการว่างงานต่ำมากแล้ว รัฐบาลแคนาดาชุดปัจจุบันให้สิทธิประโยชน์ต่อการลงทุนในกิจการวิจัยและพัฒนาเพื่อชักจูงการลงทุนจากต่างชาติ ตลอดจนปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและยกระดับเทคโนโลยีเพื่อรองรับกับความต้องการของต่างชาติ ทั้งนี้ สหรัฐฯ เข้าไปลงทุนในแคนาดาเป็นอันดับ 1 ในกิจการพลังงานและเหมืองแร่ อย่างไรก็ดี แคนาดาลงทุนในต่างประเทศมากกว่าที่ได้รับการลงทุนจากต่างประเทศ โดยมุ่งเน้นที่สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่นเป็นหลัก
อนึ่ง รัฐบาลแคนาดาชุดปัจจุบันตระหนักถึงความสำคัญของการขยายความร่วมมือทางการค้ากับเอเชีย นายฮาร์เปอร์ได้ริเริ่มเรื่อง Canada’s Asia – Pacific Gateway and Corridor Initiative เพื่อปรับโครงสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างแคนาดากับเอเชีย โดยเน้นการเพิ่มมูลค่าการค้าโดยเฉพาะกับจีนและประเทศสำคัญทางเศรษฐกิจของเอเชีย และเพิ่มศักยภาพด้านโลจิสติกส์ของแคนาดาเพื่อให้เป็นลู่ทางที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการนำเข้าและกระจายสินค้าจากเอเชียเข้าสู่พื้นที่ภาคพื้นทวีปของภูมิภาคอเมริกาเหนือ
ผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ทำให้รายได้จากการส่งออกของแคนาดาลดลงอย่างมาก จึงทำให้รัฐบาลแคนาดาให้ความสำคัญสูงสุดกับการแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูเศรษฐกิจในประเทศ โดยจัดทำแผนเศรษฐกิจ 4 ประการ ได้แก่ 1) การสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบการเงิน 2) การสนับสนุนชุมชนและครอบครัว 3) การกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศเพื่อสร้างงานและเร่งรัดการลงทุน ซึ่งรัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณจำนวน 7.8 พันล้านเหรียญแคนาดา เพื่อก่อสร้างที่อยู่อาศัยและให้สินเชื่อแก่ผู้ซื้อบ้านเป็นครั้งแรก และ 4) สร้างความยั่งยืนให้กับความเข้มแข็งด้านการคลังของประเทศ

สังคม


สังคมของแคนาดาเป็นสังคมที่มีส่วนผสมของชนชาติต่างๆ มากมาย โดยชนชาติที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานมากที่สุด ระหว่างปี ค.ศ. 1991-2000 คือคนจากเอเชีย (จีน อินเดีย ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ อิหร่าน) ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 59.5 ของคนเข้าเมืองเพื่อตั้งถิ่นฐานในแคนาดา โดยในปี ค.ศ. 1962 รัฐสภาแคนาดาได้ออกกฎหมายคนเข้าเมืองตามข้อเสนอของพรรคอนุรักษ์นิยม ซึ่งยังคงมีผลบังคับใช้จนทุกวันนี้ สาระสำคัญของกฎหมายดังกล่าวคือการยกเลิกการเลือกประติบัติ (ก่อนหน้านี้มีการออกกฎหมายปี ค.ศ. 1887 เพื่อกีดกันการเข้าเมืองของคนจีน และต่อมาปี ค.ศ. 1910 ได้ออกกฎหมายที่ใช้หลักการแหล่งกำเนิด แบ่งเป็น preferred ซึ่งคือ กลุ่มคนยุโรป และ non-preferred ได้แก่ กลุ่มที่ไม่ใช่ยุโรป) กล่าวคือ การเปิดรับคนเข้าเมืองจากทุกที่อย่างเป็นทางการทั่วไป และการใช้วิธีการคิดคะแนนประเมินน้ำหนัก (point system) ว่าสมควรรับผู้ใดเข้าไปตั้งถิ่นฐานในแคนาดา ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า แคนาดามองเรื่องการรับคนเข้าไปตั้งถิ่นฐานอย่างเป็นการถาวร เพื่อเป็นฐานการเก็บภาษีให้แก่รัฐบาลกลางและรัฐบาลมณฑลของแคนาดา
ค่านิยมหลักของสังคมแคนาดาที่ฝังลึกในทุกคนคือการส่งเสริมและเคารพในสิทธิและเสรีภาพของมนุษย์ ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานสำคัญที่สุดของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย สังคมแคนาดาจะสนใจอย่างยิ่งต่อพัฒนาการในประเทศที่มีระบอบการปกครองที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ปัจจุบันมีคนไทยในแคนาดาประมาณ 10,000 คน โดยเฉพาะนครแวนคูเวอร์ มณฑลบริติชโคลัมเบีย
นครโทรอนโต และกรุงออตตาวา มลฑลออนแทรีโอ (ประมาณ 3,550 คน) คนไทยส่วนใหญ่ประกอบกิจการ ร้านอาหารไทย (ประมาณ 225 ร้าน) มีวัดไทย 7 แห่ง และสมาคมไทย 5 แห่ง

นโยบายต่างประเทศ

รัฐบาลแคนาดาให้ความสำคัญสูงสุดกับการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐฯ โดยคำนึงถึงการที่สหรัฐฯ เป็นคู่ค้าอันดับ 1 และการที่สหรัฐฯ มีส่วนสำคัญในการป้องกันและป้องปรามปัญหาการก่อการร้ายที่อาจแทรกซึมเข้าสู่แคนาดาที่มีพรมแดนติดกับสหรัฐฯ ยาวถึง 9,000 กิโลเมตร อย่างไรก็ดี รัฐบาลนายฮาร์เปอร์ ถูกวิจารณ์ว่า ไม่มีนโยบายต่างประเทศที่ชัดเจนและกำหนดนโยบายตามท่าทีของสหรัฐฯ มากเกินไปโดยเฉพาะในช่วงสมัยอดีตประธานาธิบดี จอร์ช บุช ทำให้รัฐบาลแคนาดาต้องดำเนินความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ด้วยความระมัดระวัง เพื่อมิให้เกิดกระแสต่อต้านภายในประเทศ ทั้งนี้ แคนาดาเป็น 1 ใน 41 ประเทศที่ร่วมรบในอัฟกานิสถาน โดยมีกำลังทหาร 2,830 นาย อย่างไรก็ดี นายกรัฐมนตรีแคนาดาได้ประกาศเมื่อต้นปี 2553 ว่า กองกำลังทหารแคนาดาจะถอนออกจากอัฟกานิสถานอย่างแน่นอนในปลายปี 2554 โดยจะไม่มีทหารแคนาดาเหลืออยู่ในอัฟกานิสถานไม่ว่าจะเป็นในสถานะ non-combat หรือประจำการอยู่ในที่ที่ไม่มีการสู้รบอื่นใด แต่แคนาดาจะยังคงการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการพัฒนา
นับตั้งแต่แคนาดาส่งกองกำลังสู้รบเข้าไปในอัฟกานิสถานเมื่อปี 2545 มีทหารแคนาดาเสียชีวิตไปแล้วจำนวน 138 นาย นอกจากนี้ มีผู้สื่อข่าว น.ส. Michelle Lang น.ส.พ. Calgary Herald นักการทูตและอาสาสมัคร เสียชีวิตในขณะปฏิบัติหน้าที่ในอัฟกานิสถาน

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับแคนาดา

สถานะความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย-แคนาดา

ความสัมพันธ์ด้านการเมืองและความมั่นคง

ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-แคนาดาราบรื่น เป็นมิตร มีการส่งเสริมความร่วมมือทั้งในกรอบทวิภาคีและพหุภาคีให้ดำเนินไปอย่างสร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อกัน นับตั้งแต่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2504 (จะครบ 50 ปี ในปี 2554) และเมื่อปี 2510 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จฯ เยือนแคนาดาอย่างเป็นทางการ
ความสัมพันธ์ไทย-แคนาดาหยุดชะงักลงชั่วคราวภายหลังการรัฐประหารในประเทศไทยเมื่อปี 2549 แต่กลับมาเป็นปกติภายหลังมีการจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
กระทรวงการต่างประเทศของแคนาดาได้กล่าวถึงความสำคัญที่รัฐบาลแคนาดาให้กับการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของไทย และให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่กับรัฐบาลไทยในการรักษาและปกป้องสิทธิมนุษยชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
นับตั้งแต่นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี เยือนแคนาดาระหว่างวันที่ 28 กันยายน ถึง 5 ตุลาคม 2537 ยังไม่มีนายกรัฐมนตรีไทยไปเยือนแคนาดา
ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน

ปริมาณการค้าระหว่างประเทศรวมของไทยกับแคนาดามีมูลค่า 1,985.16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
คิดเป็นร้อยละ 0.74 ของมูลค่าการค้ารวมของไทย แคนาดาเป็นตลาดส่งออกอันดับที่ 26 ของไทย และไทยเป็นแหล่งนำเข้าอันดับที่ 19 ของแคนาดา มีสัดส่วนแบ่งในตลาดร้อยละ 0.60 ไทยส่งออกไปแคนาดามีมูลค่า 1,311.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 0.82 ของมูลค่าการส่งออกรวมของไทย และนำเข้าจากแคนาดามีมูลค่า 673.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 0.64 ของมูลค่าการนำเข้ารวมของไทย (ที่มา: สถานการณ์การค้าไทย-แคนาดา เดือน ม.ค.-ธ.ค. 2552 สนง.ส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโทรอนโต มี.ค. 2553)
เมื่อ 12 มี.ค. 2553 ธนาคารธนชาติซึ่ง Bank of Nova Scotia ถือหุ้นอยู่ร้อยละ 49 ได้ประกาศการควบกิจการกับธนาคารนครหลวงไทยด้วยการเข้าไปซื้อหุ้นร้อยละ 48 การควบกิจการดังกล่าวถือว่าเป็นก้าวสำคัญสำหรับ Bank of Nova Scotia ในเอเชีย โดยธนาคารธนชาติจะกลายเป็นธนาคารใหญ่ลำดับ 5 ของไทย ซึ่งมี 660 สาขาและมีพนักงานถึง 18,000 คน ทั้งนี้ เป็นการสอดคล้องกับนโยบายของไทยที่สนับสนุนการควบกิจการภายในประเทศ โดยการเข้าซื้อธนาคารนครหลวงไทยครั้งนี้ทำให้ Bank of Nova Scotia เคลื่อนย้ายทุนเข้ามาในไทย 650 ล้านดอลลาร์แคนาดา ซึ่งเป็นเงินทุนที่นอกเหนือจากการลงทุนจำนวน 550 ล้านดอลลาร์แคนาดาในธนาคารธนชาติก่อนหน้านี้
ปัจจุบันมีชาวแคนาดาเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยประมาณ 110,000 คนต่อปี และมีชาวแคนาดาอาศัยอยู่ในเมืองไทยประมาณ 5,000 คน ส่วนความสัมพันธ์ด้านการศึกษา วิจัย และแลกเปลี่ยนความรู้ สถาบันการศึกษาในแคนาดาได้มีข้อตกลงร่วมมือกับสถาบันการศึกษาของไทยมาเป็นระยะเวลายาวนาน


ความสัมพันธ์กับประเทศไทย

ความสัมพันธ์ทั่วไป

การทูต

ไทยและแคนาดาสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันมาเป็นเวลา 49 ปี ตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2504 และเปิดสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงออตตาวา มีเขตอาณาครอบคลุมเกรนาดา ตรินิแดดและโตเบโก โดยเอกอัครราชทูตไทยคนปัจจุบันคือ นายอดิศักดิ์ ภาณุพงศ์ ซึ่งเข้ารับหน้าที่เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2552 รวมทั้งตั้งสถานกงสุลใหญ่ ณ นครแวนคูเวอร์ โดยมีนายอรรถยุทธ์ ศรีสมุทร ดำรงตำแหน่งกงสุลใหญ่เพื่อดูแลมณฑลด้านตะวันตกของแคนาดา สถานเอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย มีเขตอาณาครอบคลุมลาวและกัมพูชา โดยเอกอัครราชทูตแคนาดาคนปัจจุบันคือ นายรอน ฮอฟฟ์มันน์ (Ron Hoffmann) ซึ่งเข้ารับหน้าที่เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2552 ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-แคนาดาจะครบรอบ 50 ปีในปี 2554
เศรษฐกิจ

การค้า

มูลค่าการค้าระหว่างไทย-แคนาดามีมูลค่ารวม 1,985.16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
การส่งออกของแคนาดามาไทยมีมูลค่า 673.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยมีมูลค่า 1,311.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกไทยไปแคนาดาที่มีมูลค่าสำคัญ 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 2.อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป 3.ข้าว 4.ยางพารา 5.กุ้งสดแช่เย็น แช่แข็ง 6.เสื้อผ้าสำเร็จรูป 7.ผลไม้กระป๋องและแปรรูป 8.เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่นๆ 9.เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ 10.ผลิตภัณฑ์ยาง สำหรับสินค้าที่ไทยนำเข้าจากแคนาดาที่มีมูลค่าสำคัญ 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ 2.เยื่อกระดาษและเศษกระดาษ 3.ปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ 4.แผงวงจรไฟฟ้า 5. พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช 6.เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ
7.สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ 8.เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ 9.เคมีภัณฑ์ 10.ถ่านหิน

การลงทุน

การลงทุนของแคนาดาในไทยมีไม่มากนัก ประเทศที่นักลงทุนแคนาดาสนใจเข้าไปลงทุนได้แก่ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และฮ่องกงตามลำดับ แคนาดาเป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีด้านชีวภาพและบริการด้านการแพทย์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อไทยในการยกระดับความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี และเพิ่มความเข้มแข็งในการแข่งขันในตลาดโลกได้หากมีความร่วมมือในด้านการลงทุนมากขึ้น
เมื่อ 12 มี.ค. 2553 ธนาคารธนชาติซึ่ง Bank of Nova Scotia ถือหุ้นอยู่ร้อยละ 49 ได้ประกาศการควบกิจการกับธนาคารนครหลวงไทยด้วยการเข้าไปซื้อหุ้นร้อยละ 48 การควบกิจการดังกล่าวถือว่าเป็นก้าวสำคัญสำหรับ Bank of Nova Scotia ในเอเชีย โดยธนาคารธนชาติจะกลายเป็นธนาคารใหญ่ลำดับ 5 ของไทย ซึ่งมี 660 สาขาและมีพนักงานถึง 18,000 คน ทั้งนี้ เป็นการสอดคล้องกับนโยบายของไทยที่สนับสนุนการควบกิจการภายในประเทศ โดยการเข้าซื้อธนาคารนครหลวงไทยครั้งนี้ทำให้ Bank of Nova Scotia เคลื่อนย้ายทุนเข้ามาในไทย 650 ล้านดอลลาร์แคนาดา ซึ่งเป็นเงินทุนที่นอกเหนือจากการลงทุนจำนวน 550 ล้านดอลลาร์แคนาดาในธนาคารธนชาติก่อนหน้านี้
บริษัท Canadoil ซึ่งผลิตท่อส่งน้ำมันและก๊าซ และได้จัดตั้งโรงงานที่ จ.ระยอง ตั้งแต่ปี 2543 จะลงทุนเพิ่มในประเทศไทย โดยโครงการของบริษัท Canadoil ที่จะตั้งโรงงานผลิตเหล็กที่ จ.ระยอง มีมูลค่า 21.99 พันล้านบาทและมีความสามารถในการผลิตเหล็ก 1.5 ล้านตันต่อปี ได้รับสิทธิพิเศษจาก BOI เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2553 การลงทุนของบริษัท Canadoil จะสร้างงานให้คนไทยราว 1,000 ตำแหน่ง และจะมีเงินทุนหมุนเวียนสำหรับการจัดซื้อจัดจ้างช่วงการก่อสร้างโรงงานประมาณ 14.5 พันล้านบาท

กงสุลกิตติมศักดิ์

กงสุลกิตติมศักดิ์ไทยในแคนาดา

1. Mr. Louis P. Desmarais
กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ นครมอนทรีออล (มณฑลควิเบก)
2. Mr.Richard C. Meech
กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ นครโทรอนโต (มณฑลออนแทรีโอ)
3. Mr. John R. Lacey
กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ นครแคลการี (มณฑลอัลเบอร์ตา)
4. Mr. Dennis L. Anderson
กงสุลกิตติมศักดิ์ ณ นครเอ็ดมันตัน (มณฑลอัลเบอร์ตา)
5. Mr. Dennis G. Laliberte
รองกงสุลกิตติมศักดิ์ ณ นครเอ็ดมันตัน (มณฑลอัลเบอร์ตา)
กงสุลกิตติมศักดิ์แคนาดาในไทย
นายนิตย์ วังวิวัฒน์ กงสุลกิตติมศักดิ์แคนาดาประจำจังหวัดเชียงใหม่ ได้รับแต่งตั้งเมื่อวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 1994 นายนิตย์ฯ เป็นเจ้าของบริษัท Chiangmai Thai-Canadian Venture และเป็นประธานสมาคมผู้ผลิตชาแห่งประเทศไทย

ความตกลงเมืองพี่เมืองน้องกับแคนาดา (ที่ลงนามแล้ว)

- เทศบาลเมืองสุพรรณบุรี-เมือง Courtenay 8 กรกฎาคม 2537
- เทศบาลนครเชียงใหม่-เมืองโอซาวา นครโทรอนโต 7 พฤศจิกายน 2540
ความตกลงที่สำคัญๆ กับไทย





- ความตกลงด้านการพาณิชย์ (Exchange of Notes on Commerce) ลงนามเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2512
- ความตกลงประกันภัยการลงทุนต่างประเทศ (Exchange of Notes Constituting an Agreement Relating to Canadian Investment Insurance Agreement) ลงนามเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2526
- อนุสัญญาว่าด้วยการหลีกเลี่ยงการเก็บภาษีซ้อน (Convention for the Avoidance of Double Taxation) ลงนามเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2528
- ความตกลงว่าด้วยบริการเดินอากาศระหว่างไทยกับแคนาดา ลงนามเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2532
- ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทย-แคนาดา (Agreement of Economic Cooperation between the Government of the Kingdom of Thailand and the Government of Canada) ลงนามเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2531 โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมทางเศรษฐกิจไทย-แคนาดา เมื่อเดือนมิถุนายน 2539
- ข้อตกลงทวิภาคีสิ่งทอเพื่อควบคุมปริมาณการส่งออกสินค้าเสื้อผ้าและสิ่งทอไปแคนาดา
ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2538 ได้ถูกผนวกเข้ากับความตกลงว่าด้วยสิ่งทอและเสื้อผ้าภายใต้ WTO (Agreement on Textile and Clothing : ATC) และกำหนดยกเลิกโควตาภายใน 10 ปี
- ความตกลงว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน ลงนามเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2540
- ความตกลงว่าด้วยการยอมรับร่วมกันในเรื่องการตรวจสอบสินค้าสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์ และระบบควบคุม (Mutual Recognition Agreement on the Equivalence of Fish Inspection and Control System : MRA) ลงนามเมื่อวันที่ 9เมษายน 2540
- บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกระทรวงสิ่งแวดล้อมแคนาดา ลงนามเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2540
- บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการก่อตั้งความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ ลงนามเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2540
- บันทึกความเข้าใจว่าด้วย CIDA Regional Project Southeast Asia Fund for Institutional and Legal Development ลงนามเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2543


กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้
16 สิงหาคม 2553

เอกสารแนบ

ที่มา : กองอเมริกาเหนือ กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ โทร. 0-2643-5000 ต่อ 3055



สถานฑูตไทยในแคนาดา
Email: info@thaicongenvancouver.org
Telephone: + 1 (604) 687-1143
Mailing Address:


Royal Thai Consulate General
1040 Burrard Street
Vancouver , BC
CANADA
V6Z 2R9
Canada Embassy in Thailand

ชั้น 15 อาคารอับดุลราฮิม 990 ถ.พระราม 4 กทม. 10500
โทร. 0-2636-0540 ต่อ 3399
แฟกซ์ 0-2636-0565
TTY : +1 (613) 944-9136 (Ottawa)
Email :
bngkk@international.gc.ca




Mailing Address:
P.O. Box 2090
Bangkok 10501
Thailand

วิดีโอ YouTube




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น